วันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นำร่อง "โรงเรียนวังไกลกังวล" โมเดลต้นแบบสหกรณ์เข้มแข็ง

              "รงเรียนวังไกลกังวล" อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นโมเดลต้นแบบโรงเรียนนำร่องร้านค้าสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็ง ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์ทางสถานีโทรทัศน์ เพื่อการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมพร้อมกันกว่า 30,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสนองพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการปลูกจิตสำนึกให้เด็กนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสรับความรู้ ความเข้าใจ และเข้าถึงวิชาสหกรณ์ผ่านการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งจัดกิจกรรมฝึกสอนอาชีพแก่เด็กนักเรียน โดยเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี สอนให้รู้จักความพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9
        และถือเป็นการเปิดประสบการณ์ของผมด้วยก็ว่าได้ที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมการเรียนการสอนของโรงเรียนวังไกลกังวล โดยเฉพาะวิชาสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการส่งเสริมการสอนแบ่งออกเป็นกิจกรรม การสอนวิชาสหกรณ์ในห้องเรียนให้กับเด็กนักเรียน การสอนวิชาสหกรณ์ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้ในชั่วโมงชมรม และการกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียน


        ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังเยี่ยมชมการทำงานของคณะกรรมการร้านค้าสหกรณ์โรงเรียนวังไกลกังวล ซึ่งดำเนินงานโดยนักเรียนว่า อยากให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและพัฒนาไปสู่การเป็นนักธุรกิจ เพราะเป็นการสอนให้รู้จักการค้าขายในทิศทางที่ถูกต้องและมีคุณธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพราะเป็นโรงเรียนที่เราอาศัยพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สิ่งหนึ่งที่เราต้องคิดคือเรื่องของคุณธรรมการอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งที่มี
ประโยชน์ และหวังว่ากิจการสหกรณ์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั้งในเรื่องของการดูแลเพื่อนๆ สินค้าและการติดอาวุธทางปัญญาของนักเรียนในการพัฒนาตนเองโดยการใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาพัฒนานักเรียนในการเรียนรู้การทำธุรกิจเล็กๆ
"ขอชมเชยหลายๆเรื่องรวมถึงกลไกการคิดรวมกันของคณะกรรมการสหกรณ์ในการทำงานร่วมกัน เพราะกลไกสหกรณ์ถือเป็นประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของพวกเรา คิดร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพวกเรา เพื่อสมาชิกจากสมาชิกและโดยสมาชิก สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือความตั้งใจ" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับกิจกรรมร้านค้าสหกรณ์ โรงเรียนวังไกลกังวล ได้ดำเนินการร้านค้าสหกรณ์อย่างเป็นทางการ
เมื่อปีพ.ศ.2558 โดยทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 16 จังหวัดเพชรบุรี ได้เข้ามาจัดการร้านค้าในรูปแบบสหกรณ์ เพราะว่าร้านสหกรณ์แห่งนี้ได้เปิดขึ้นมาโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่งให้ดำเนินการจัดตั้งร้านค้าสหกรณ์ให้ถูกต้อง กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาให้คำแนะนำในเรื่องของร้านค้าสหกรณ์ เริ่มแรกกรมฯ ได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งในการจัดนิทรรศการและทางศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี
การสหกรณ์ที่ 16 ฯ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง เข้ามาดูแลกิจการร้านค้าสหกรณ์ของโรงเรียนวังไกลกังวลอย่างเต็มรูปแบบ...
             "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เสน่ห์ถิ่นนาเกลือโบราณ วิถีสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง

            จังหวัดสมุทรสาคร ถือเป็นแหล่งผลิตเกลือทะเลมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยโบราณก็ว่าได้ ที่สำคัญเกษตรกรนาเกลือยังคงรักษาวิถีนาเกลือแบบดั้งเดิมในการพึ่งพาธรรมชาติจนกลายเป็นผลึกเกลือสีขาวสะอาดอย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน และบริเวณหมู่บ้านสหกรณ์ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งผมมีโอกาสมา 

"ตะลอนตามอำเภอใจ" กับ "กรมส่งเสริมสหกรณ์" นอกจากจะได้เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว เรายังได้รู้บทบาทของการจัดตั้งสหกรณ์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรนาเกลืออีกด้วย
         "เลอพงษ์ จั่นทอง" ประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และประธานศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือและปราชญ์ชาวบ้าน บอกว่า วิถีชีวิตการทำนาเกลือเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2481 ซึ่งสมัยก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นของรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้ทรงสละที่ดินให้ราษฎรทำกินเพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว สร้างความ
ปลาบปลื้มเป็นที่สุดรักในการทำอาชีพนี้มาตลอด และมีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์และหวงแหนรักษาพื้นที่นี้
ไว้ตลอดการทำอาชีพนาเกลือให้ยาวนาน ส่วนศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือนั้น เกิดจากแรงบันดาลใจของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่านับวันพื้นที่นา














เกลือใกล้จะหมดแล้วจึงต้องอนุรักษ์อาชีพการทำนาเกลือให้อยู่คู่กับตำบลโคกขามต่อไป จึงมีแนวคิดใน
การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อต้องการให้เด็กรุ่นหลังได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตการทำนาเกลือทะเล เพื่อปลุกจิตสำนึกให้เยาวชนรู้ว่าอาชีพการทำนาเกลือ เป็นอาชีพที่สุจริต มีคุณค่าต่อชีวิตของคนเรา เพราะชีวิตคนเราขาดเกลือไม่ได้เลย
           ประธานสหกรณ์ฯ บอกด้วยว่า เพื่อสร้างความเข้มแข็งความมั่นคงในระบบกระบวนการผลิตเกลือ
ทะเลและนำออกสู่การจำหน่าย สหกรณ์จึงได้หารือกับสมาชิกและมีมติให้สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการทำเกษตรกรรมนาเกลือแปลงใหญ่ โดยตั้งชื่อกลุ่มว่ากลุ่มผู้ผลิตเกลือทะเลแปลงใหญ่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และมีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารแปลงใหญ่ขึ้นมา และจะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนเชื่อว่าอนาคตวิถีชีวิตของการทำนาเกลือจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรการทำนาเกลือที่นับวันเกษตรกรทำนาเกลือเริ่มมีจำนวนลดลง เมื่อมีนโยบายแบบนี้เกิดขึ้นก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรเกิดความตื่นตัวที่จะพัฒนาอาชีพการทำนาเกลือและกระตุ้นให้เกษตรกรกลับมาทำอาชีพนาเกลืออีกครั้ง
   "สุรีย์รัช  อวนสกุล"  เลขานุการกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า การรวมกลุ่มของเกษตรกรนาเกลือถือเป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลจะนำความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว และกลุ่มเองก็สามารถผนึกกำลังในการลงทุนทำให้การผลิตดีและมีคุณภาพ
เพิ่มขึ้น ซึ่งประโยชน์ของการรวมกลุ่มมีมากมายทีเดียว
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ประโยชน์ของนาเกลือในภาคอุตสาหกรรมทางกลุ่มเกษตรกรนาเกลือ ได้ร่วมกันคิดและพัฒนายกระดับเกลือทะเลขึ้นแปรรูปเกลือเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เกลือสปาขัดผิว สบู่เกลือ และอื่นๆอีกด้วย...
                                 "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ตลาดจีนโบราณชุมชนบ้านชากแง้ว ถิ่นนี้มีตำนานเสน่ห์ท่องเที่ยวพัทยา


        นทุกๆ วันเสาร์ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า ไปจนถึงประมาณ 2 ทุ่มโดยประมาณ ที่บริเวณถนนคนเดินตลาดจีนโบราณชุมชนบ้านชากแง้ว ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จะเต็มไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศที่เดินทางมาสัมผัสกลิ่นอายวิถีวัฒนธรรมจีนโบราณ และร้านอาหารคาวหวานที่อร่อยๆ จำนวน
มากมาย รวมถึงบ้านเรือนสองฝั่งถนนที่ยังคงรักษาสภาพความเก่าแก่ได้อย่างน่าชื่นชม
สำหรับชุมชนบ้านชากแง้ว ซึ่งเป็นชุมชนจีนโบราณแห่งนี้ ในสมัยก่อนคนจีนได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในย่านนี้นานกว่า 100 ปี ปัจจุบันชุมชนไทย-จีนแห่งนี้ จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองพัทยา ที่ถูกกล่าวขานว่ายังเป็นชุมชนที่ยังคงรักษาประเพณี
วัฒนธรรมจีนโบราณที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะประเพณีไหว้พระจันทร์ที่จัดกันอย่างยิ่งใหญ่ แม้บางแห่งจะห่างเหินประเพณีดังกล่าวแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ "ตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว" ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ทางสำนักงานองค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) เห็นความสำคัญด้านการท่องเที่ยวชุมชนโดยได้ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ รวมถึงการนำ "แอปพลิเคชั่น สมาร์ท พัทยา" มาส่งเสริมการท่องเที่ยว
ตลาดแห่งนี้ด้วย และแน่นอนว่านักท่องเที่ยวจะได้เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ส่วนร้านค้าภายในชุมชนก็จะได้นำเสนอสินค้าที่เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ช่วงที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว" ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ของชุมชนแห่งนี้ ซึ่ง "สายใจ เต็งสุวรรณ" รองประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านชากแง้ว บอกว่า ชุมชนแห่งนี้ อพท.3 ได้เข้ามาทำโครงการ
ส่งเสริมการท่องท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งทาง อพท.3 ได้ให้งบสนับสนุนและองค์ความรู้ต่างๆ จากนั้นจึงก่อตั้งชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านชากแง้วขึ้นและชาวบ้านได้รวมตัวกันเพื่อทำการท่องเที่ยวโดยชุมชนในการเปิดถนนคนเดินขึ้น
  รองประธานชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านชากแง้ว บอกด้วยว่า ในระยะแรกมีการจัดตลาดถนนคนเดินเฉพาะเทศกาลไหว้พระจันทร์เท่านั้น หลังจากที่มีกระแสตอบรับจากนักท่องเที่ยวค่อนข้างมาก ชาวบ้านจึงได้ประชุมกันและได้ข้อ

สรุปว่าจะทำตลาด จึงเปิดตลาดถนนคนเดินขึ้นทุกวันเสาร์ ซึ่งก็ได้รับกระแสตอบรับจากชาวบ้านใกล้เคียงและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเดินทอดน่องท่องเที่ยวที่ "ตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว" นอกจากจะได้สัมผัสกลิ่นอายวัฒนธรรมคนไทยเชื้อสายจีนแล้ว การได้นั่งรถลากแบบจีนโบราณชมตลาดก็ถือเป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควร รวมถึงบรรยากาศย้อนยุคบริเวณโรงหนังเก่า นิทรรศการแสดงความเป็นมาของชุมชนบ้านชากแง้ว การจำหน่ายของที่ระลึกต่างๆ และของกินต่างๆ อาทิ เป็ดพะโล้ ขนมกุยช่าย และอื่นๆ อีกมากมาย บรรยายไม่ไหวจริงๆ...!!!
              "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แอปพลิเคชั่นท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ไอเดียกระฉูดกระตุ้นการท่องเที่ยว

             ารเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่กับ "แอปพลิเคชั่น สมาร์ท พัทยา" เวอร์ชั่น2 โดยสำนักงานองค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) ที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในการใช้แอปพลิเคชั่นฯ ร่วมกิจกรรม E-Stamp ในแหล่งท่องเที่ยวเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี อย่าง วัดญาณสังวราราม วัดเขาชีจรรย์ ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค วันเดอร์ฟาร์ม และตลาดจีนโบราณบ้านชากแง้ว ซึ่งรู้สึกตื่นตาตื่นใจพอสมควรกับการร่วมกิจกรรมครั้งนี้
            "ธิติ จันทร์แต่งผล" รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท. 3) บอกว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองพัทยา และสร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งตามแนวทางประชารัฐตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล  ที่มุ่งเน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทุกภาคส่วนด้วยการนำนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ อพท. 3 จึงได้ปรับปรุง "แอปพลิเคชั่น สมาร์ท พัทยา" เวอร์ชั่น2  ด้วยการพัฒนาฟีเจอร์และ




แพลตฟอร์มใหม่ที่เข้าถึงและใช้งานได้ง่ายกว่าเดิมพร้อมกับเชื่อมโยงเครือข่ายโซเชียลทั้งหมดเข้ามาไว้ด้วยกัน พร้อมกันนี้ยังมี E-Stampให้นักท่องเที่ยวสะสมจุดท่องเที่ยวเพื่อเป็นแต้มสะสมนำมาแลกของรางวัลที่ทางแอปพลิเคชั่นกำหนดขึ้นมีการลุ้นโชคทุกจุดของการท่องเที่ยว
  รักษาการผู้จัดการพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท. 3) บอกอีกว่า ผู้ประกอบการที่มาใช้บริการจะสามารถอัพเดตปรับเปลี่ยนเนื้อหาสถานบริการของตนเองรวมถึงโปรโมชั่นต่างๆได้ตลอดเวลาเหมือนเป็นหน้าร้านออนไลน์ผ่านทางแอปพลิเคชั่นนี้
และส่งตรงถึงผู้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ดาวน์โหลดใช้งานก็จะได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานเพราะเข้าถึงทุกส่วนทุกไอคอนอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการค้นหาที่ครบวงจรมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงระบบของ google map แบบเรียลไทม์ การค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียงจากพิกัดที่เราอยู่ไม่เกิน 200 เมตรการเดินทางที่จะแนะนำทั้งทางเข้าและทางออกเพื่อความปลอดภัยในทุกช่วงของการเดินทาง
              นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกบรรจุในแอปพลิเคชั่นยังคงเป็นพื้นที่เชื่อมโยงสถานบริการที่พักโรงแรม แหล่งท่องเที่ยวต่างๆในพื้นที่เมืองพัทยากว่า 200 แห่งที่จะถูกค้นหาโดยผู้ที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นนี้ ซึ่งอพท. 3 มีเป้าหมายในการอำนวยความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว ธุรกิจองค์กรต่างๆรวมถึงพื้นที่เชื่อมโยงให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกันเป็นการกระจายรายได้ทั้งในพื้นที่หลักและพื้นที่รองให้ทันสมัยที่สุดในโลกยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่ทุกอย่างต้องเข้าถึงและรองรับโซเชียลแบบรอบด้านจริงๆ
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ส่วนผมวันนี้ตะลอนมาเหนื่อยพอสมควรแล้วรู้สึกคอแห้งหิวกาแฟเหลือเกิน...ว่าแต่จะไปกินที่ไหนดี เดี๋ยวขอเปิด"แอปพลิเคชั่น สมาร์ท พัทยา" เวอร์ชั่น2 ดูหน่อยก็แล้วกัน...!!!
                               "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรียนรู้กาแฟเขาค้อ เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

               "เขาค้อ" จังหวัดเพชรบูรณ์ ในอดีตคือสมรภูมิรบระหว่างรัฐบาลไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทย ซึ่งยังคงหลงเหลือร่องรอยของการต่อสู้ทิ้งไว้ให้เห็นในปัจจุบัน พอเอ่ยถึง "เขาค้อ" ดูเหมือนว่าผมจะเขียนถึงสถานที่แห่งนี้...
          หลายครั้งหลายครา !!
แต่หลากหลายมุม เพราะ "เขาค้อ" ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมักจะเดินทางมาสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงาม ที่สำคัญสภาพอากาศยังเย็นๆ
ตลอดทั้งปีอีกด้วย !?
ส่วน "ต้นกาแฟเขาค้อ" ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ เนื้อที่กว่า 80 ไร่ หมู่ที่ 13 อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และโอบล้อมไปด้วยไร่กาแฟสายพันธุ์อราบิก้า ที่นี่มีที่พักเพียง 5 ห้อง รวมทั้งมีจุดกางเต้นท์ไม่เกิน 30 หลัง

              เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเกิดความแออัด !!
และทำลายบรรยากาศความสงบของการพักผ่อน ซึ่งครั้งหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาดูสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในสถานที่แห่งนี้ เพราะ "ต้นกาแฟเขาค้อ" ไม่เพียงแต่เป็นที่พักที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ที่นี่ยังเป็นแหล่งสร้างงาน !!
ให้แก่คนท้องถิ่น แถมเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านกาแฟให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจ โดยนักท่องเที่ยว
        นอกจากจะได้เที่ยวชมสวนกาแฟอย่างใกล้ชิด เพื่อเก็บเมล็ดกาแฟแล้ว ยังสามารถเรียนรู้วิธีการคั่วกาแฟแบบโบราณด้วยกระทะทองเหลือง...
แล้วมาคั่วมือเอง !?
โดยกระทะทองเหลือง การบดเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วด้วยการใช้เครื่องมือหมุนเองแบบโบราณ จนถึงการชงกาแฟกินเอง แน่นอนว่ารสชาติกาแฟจะเป็นรสชาติของเราเองที่ฟินสุดๆ จริงๆ ครับ...
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ต้นกาแฟเขาค้อ" นอกจากเป็นสถานที่เรียนรู้การปลูกกาแฟแล้ว ที่แห่งนี้ยังคาดหวังว่าการปลูกกาแฟจะเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกทดแทนการปลูกพืชเชิงเดียวที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วยนะ
"นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สวนฮ่มสะหลีเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ ส่งเสริมสหกรณ์สร้างความเข้มแข็ง

             ลังฝนหยุดตกได้ไม่นานเพราะผืนดินที่มีพืชผักต่างๆหลากหลายปกคลุมอยู่นั้นยังมีกลิ่นฝนและหยาดน้ำที่เปียกชื้นเป็นเสมือนน้ำที่หล่อเลี้ยงผักต่างๆเหล่านี้ในพื้นที่  2 ไร่ 70 ตารางวาของสวนฮ่มสะหลี เลขที่ 112/2 หมู่ 1 ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ สวนเกษตรอินทรีย์ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และสมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด ให้ดูสดชื่นมีชีวิตชีวาต่อสายตาผู้ที่มาเยือนในวันที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับคณะของกรมส่งเสริมสหกรณ์เมื่อไม่นานนี้
    "ผ่องพรรณ สะหลี" เจ้าของสวนฮ่มสะหลี  บอกว่าการทำสวนระยะแรกๆจะปลูกไว้กินเองก็ปลูกผักสวนครัว อาทิ ผักกาด คะน้า กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วลันเตา พริกขี้หนู จิงจูฉ่าย ผักบุ้ง ผักตามฤดูกาล หรือผักเมืองหนาว ส่วนไม้ผลก็มีมะม่วง ลำไย กล้วย มะพร้าว หม่อน อัญชัน เสาวรส อย่างละไม่กี่ต้น โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวงเป็นแบบอย่าง เริ่มจากการขุดร่อง ปลูกหญ้าแฝก และปลูกพืชผักอินทรีย์ โดยสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในเรื่องของการรับซื้อผลผลิต เมล็ดพันธุ์ พร้อมทั้งจัดหาตลาดให้ด้วย ซึ่งรู้สึกภูมิใจที่ได้มีอาชีพเกษตรกร มีชีวิตอย่างพอเพียง และยังเป็นเกษตรกรต้นแบบให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ อีก และทุกวันนี้มีพืชผักจากสวนไปวางขายที่กาดแม่โจ้ ตลาดเจเจ เฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มีรายได้ 8,000 กว่าบาทต่อสัปดาห์
              "ประยูร  อินสกุล" รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความมั่นคง ประกอบด้วยโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการเกษตรอินทรีย์ การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (โซนนิ่ง) การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และแผนพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ เป็นต้น โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ใช้ระบบสหกรณ์ในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ไปสู่เกษตรกรเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้โครงการต่างๆ เดินหน้าได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญและถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในขับเคลื่อนงานในแต่ละโครงการ เพื่อให้เกิดความสำเร็จแก่สหกรณ์ สร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์และการรวมกลุ่มของเกษตรกร จนส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชนให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือนสวนเกษตรอินทรีย์ต้นแบบแห่งนี้ นอกจากจะได้ความรู้ต่างๆมากมายแล้ว "จันทร์ทอน เสาร์แก้ว" ผู้จัดการสหกรณ์เกษตรอินทรีย์เชียงใหม่ จำกัด ยังเล่าว่าหน้าที่หลักๆ ของสหกรณ์ฯ ก็จะมีการส่งเสริมสมาชิกในเรื่องของการผลิต การแปรรูป การตลาด การตรวจสารพิษตกค้าง การผลิตสินค้าตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานอื่นๆ ที่สามารถส่งออกได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยทางสหกรณ์ฯ จะเข้าไปแนะนำสมาชิกให้ปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นดินในแต่ละพื้นที่อีกด้วย...
                                       "นายตะลอน"

วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ท่องเที่ยวอิ่มบุญวัดกู้ เล่าขานตำนานเรือล่ม

                 ะเรียกว่าเก็บตกการเดินทางมาที่อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีก็ว่าได้ เพราะอำเภอนี้ผมเดินทางมาบ่อยมากทั้งตั้งใจมาและไม่ได้ตั้งใจคือเดินทางผ่านมา ซึ่งมีการสันนิษฐานที่มาของ "ปากเกร็ด" ว่าอาจเกิดจากการขุดคลองในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เพื่อลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงช่วงที่เริ่มไหลวกเข้าไปในคุ้งบางบัวทอง ในอดีตเรียกคลองนี้ว่าคลองเตร็ดน้อย ต่อมาเรียกว่าคลองลัดเกร็ด หรือแม่น้ำลัดเกร็ด ซึ่งทำให้เกิดเกาะเกร็ดขึ้น และบริเวณต้นคลองลัดเกร็ดนั้นก็เรียกว่า "ปากเกร็ด" จนถึงปัจจุบันนี้
         สำหรับ "ปากเกร็ด" หรืออำเภอปากเกร็ดนั้น ถือเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนนทบุรี ที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและของกินอาหารอร่อยๆมากมายเลยที่เดียวและการมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ของผมในครั้งนั้นก็มีโอกาสมาท ำบุญไหว้พระที่วัดกู้ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ซอยปากเกร็ด 3 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ภายในวัดจะเห็นสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมที่งดงามเป็นศิลปะแบบมอญ
  นอกจากนี้ ภายในโบสถ์หลังเก่ายังมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังแบบมอญ ซึ่งเป็นภาพเขียนสีน้ำมันบอกเรื่องราว

พุทธประวัติ
           ส่วนที่วิหารก็มีพระนอนองค์ใหญ่ความยาวกว่า 30 เมตรเห็นจะได้ซึ่งเป็นจุดเด่นภายในวัดแห่งนี้เหมือนกัน อีกจุดหนึ่งที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ก็คงเป็นที่เก็บเรือพระที่นั่งของพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี อัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประภาสบางประอินทางชลมารค ได้เกิดอุบัติเหตุเรือพระที่นั่งล่ม ในวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2423 เป็นเหตุให้สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทกุมารีรัตน์สิ้นพระชนม์ พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรรณาภรณ์เพ็ชรโสภางคทัศนิยลักษณ์อรรควรราชกุมารี และสมเด็จเจ้าในพระครรภ์ ซึ่งชาวบ้านได้กู้เรือพระที่นั่งขึ้นมา และสร้างพระตำหนักขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน
ซึ่งแต่เดิมวัดแห่งนี้มีชื่อว่าวัดหลังสวนสร้างขึ้นสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ประมาณ พ.ศ. 2295 แต่พอชาวบ้าน
ได้มีการกู้พระศพและซากเรือขึ้นมาที่วัดนี้ ก็เรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดกู้"  ตั้งแต่นั้นเป็นมา และอีกชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า "วัดพระนางเรือล่ม"
โดยภายในวัดนอกจากมีศาลพระนางเรือล่มแล้วยังมีการจำลองแบบจากศาลาจตุรมุขของพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ที่พระราชวังบางปะอินด้วยด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ส่วนใครที่ไม่เชื่อก็อย่าไปลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลพระนางเรือล่มแห่งนี้ เพราะมีเรื่องเล่าว่าคนที่ไปลบหลู่ก็มักจะเกิดอาการแปลกๆ แถมยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่ามีฝูงจระเข้ว่ายน้ำมาคำนับที่หน้าศาลอยู่เป็นประจำ จึงกลายเป็นสิ่งที่เล่าขานว่าศาลพระนางเรือล่มนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก...
"นายตะลอน"

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Land Art สตรอเบอรี่เขาวงกต ศิลปะกลางแจ้งที่ตื่นตาตื่นใจ

       "ศิลปะมีอยู่ทุกที่บนโลกนี้และมนุษย์ก็มีศิลปะอยู่ในตัวเองทุกคน ด้วยเหตุนี้การสร้างงานศิลปะจึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่จำกัดเทคนิคและวิธีการขึ้นอยู่ที่ว่ามนุษย์ต้องการสร้างงานศิลปะนั้นๆเพื่อสื่อสารอะไร" ซึ่งถือเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมที่เชื่อมานานแล้ว และช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่มีโอกาสมาเยือนบ้านไร่ไออุ่น หมู่ที่ 4 ต.เขาค้อ  อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นการร่วมมือของเครือข่ายทางเกษตรกรรมในการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสีเขียว " Green Khaokho สานต่อ Route 12" โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการบูรณาการเชื่อมต่อผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
            สำหรับบ้านไร่ไออุ่น ถือเป็นไร่สตรอเบอรี่ที่ปลอดสารพิษ เพราะไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเจ้าของไร่เป็นอดีตวิศวกร "สุทธิพงษ์ พลสยาม" และนักบัญชี "อุบลรัตน์ พลสยาม" ภรรยาที่ผันตัวเองมาสร้างครอบครัวที่อบอุ่นแบบพอเพียงที่เขาค้อ และการมาเยือนที่บ้านไร่ไออุ่นแห่งนี้นอกจากจะได้เยี่ยมชมการปลูกสตรอเบอรี่อินทรีย์แล้ว ผมยังมีโอกาสได้ชม "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" และยังได้สนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางศิลปะกับ "พี่เป๊าะ-ไพฑูรย์ จงทอง" ศิษย์เก่าคณะภาพพิมพ์ เพาะช่าง ที่มาใช้ชีวิตท่ามกลาง
ธรรมชาติที่เขาค้อ และนำงานศิลปะมาร่วมแสดง  "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" ด้วย
"ไพฑูรย์ จงทอง" หรือ "พี่เป๊าะ" ผู้สร้างงานศิลปะในไร่สตรอว์เบอรี่ เล่าถึงที่มาของผลงานศิลปะครั้งนี้ว่า เจ้าของบ้านไร่ไออุ่นได้มาปรึกษาว่าจะทำพื้นที่ "สตรอเบอรี่เขาวงกต" พอดีตนเองเรียนศิลปะมาก็เลยทำงานศิลปะขึ้นมาประกอบกับการทำเขาวงกตซึ่งเป็นไอเดียของ "สุทธิพงษ์" พอเห็นกองกระเบื้องก็เลยเกิดแนวคิดที่จะสร้างงานศิลปะบนแผ่นกระเบื้อง และสร้างงานขึ้นมาจำนวน 20 ชิ้นด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละชิ้นงานจะเกี่ยวกับปีไก่และสตรอเบอรี่โดยใช้เทคนิคผสมการตัดบล็อกกระดาษและพ่นสีสเปรย์ บางชิ้นใช้วัสดุต่างๆมาช่วยเช่นใบไม้มาทาบและพ่นสีสเปรย์ลงไปบนแผ่นกระเบื้อง
            "พี่เป๊าะ" บอกด้วยว่าการสร้างงานครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 3 วัน และเป็นการสร้างงานศิลปะจากความรู้สึกและปล่อยจินตนาการให้รื่นไหลทางความคิดไปเรื่อยๆซึ่งงานศิลปะแนวนี้ยังไม่เคยไปจัดแสดงที่ไหน ถือเป็นครั้งแรกที่จัดแสดงลักษณะ "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" ที่เขาค้อเป็นครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้ก็มีการจัดแสดงงานศิลปะแนวสื่อผสมที่กรุงเทพฯอยู่บ่อยครั้ง
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลความเป็นธรรมชาติของการท่องเที่ยวสีเขียว ที่บ้านไร่ไออุ่น
ไร่สตรอเบอรี่ปลอดสารพิษที่เขาค้อ คงจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวสีเขียว แถมยังได้ชมงานศิลปะของ "พี่เป๊าะ" ที่จัด
แสดงภายใน "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" ซึ่งงานแต่ชิ้นสะท้อนความคิดดูแล้วอบอุ่นไม่ซับซ้อนสื่อออกมาง่ายๆเข้ากับบรรยากาศนิทรรศการกลางแจ้งอีกด้วย...

                 "นายตะลอน"