วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บุกตึกร้างดูศิลปะ กราฟฟิตี้-สตรีทอาร์ท

                      มัยเด็กๆ ตอนเรียนโรงเรียนศิลปะไม่รู้จักหรอกว่า กราฟฟิตี้ (Graffiti)  คืออะไร หรือสตรีทอาร์ท (Street Art)  คืออะไร เพื่อนๆ เรียนวาดรูปกันในห้องเรียน แต่ผมกลับชอบขูดขีดเขียนตามโต๊ะเรียน ผนังห้องน้ำโรงเรียน ซอกตึก ป้ายรถเมล์ บนรถเมล์ หรือที่อื่นๆ แล้วแต่จะสบช่อง ต่อมาถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนไม่ตั้งใจเรียน แต่เราให้ความสนใจประสบการณ์จริงและความรู้นอกห้องเรียนมานานแล้ว
ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาเดินชมงานศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) และสตรีทอาร์ท (Street Art) ภายในตึกร้างบริเวณโครงการ 6 หมู่บ้านเมืองเอก ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ซึ่งมีงานศิลปะแนวนี้ถูกสร้างขึ้นที่ผนังห้องภายในตึกร้างดังกล่าวมากมาย เรียกได้ว่าผมเดินชมงานเดินอยู่คนเดียวจนเพลินทีเดียว ซึ่งที่ตึกร้างแห่งนี้กลายเป็นสไตล์แกลเลอรี่ (gallery) แนวดิบๆ เถื่อนๆ ก็ว่าได้ เพราะบรรยากาศมันพาไปจริงๆ ส่วนผู้สร้างงานหลากหลายในตึกแห่งนี้ก็ไม่รู้เป็นผลงานของใครบ้าง ที่สำคัญก็ไม่อยากคาดเดาว่าเป็นผลงานหรือฝีมือใครที่สร้างสรรค์งานศิลปะไว้ตามผนังภายในห้องต่างๆ ของตึกร้างหลังนี้ครับ
สำหรับงานศิลปะสตรีทอาร์ท (Street Art) ก็มีผู้รู้ให้คำจำกัดความและอธิบายคร่าวๆ ให้พอรู้ที่มาที่ไปว่างานศิลปะลักษณะนี้เกิดขึ้นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นช่วงยุคคริสต์ทศวรรษที่ 60 ก็มีการแพร่หลายเข้าไปที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ และดูเหมือนที่นิวยอร์กจะทำให้งาน
ศิลปะแนวสตรีทอาร์ทถูกแพร่หลาย ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักศิลปะลักษณะนี้ โดยสตรีทอาร์ทถูกเรียกว่า เป็นศิลปะข้างถนน เพราะสามารถพบเห็นได้ตามที่สาธารณะ ตามข้างถนนทั่วไป มีการนำเทคนิคมาสร้างงานที่หลากหลาย อาทิ การพ่นผนังด้วยสเปรย์ งานประติมากรรม ใช้บล็อกกั้นสี การติดสติ๊กเกอร์ การแปะโปสเตอร์โดยใช้กาวทา รวมถึงศิลปะการจัดวาง และอีกหลายวิธีการที่ศิลปินหรือผู้สร้างงานศิลปะจะนำเทคนิคต่างๆ เข้ามาใช้สร้างงานศิลปะ

              ส่วนศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) ก็มีผู้ให้คำจำกัดความว่าเป็นภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนไปบนผนังมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ สังเกตจากภาพที่เขียนลงบนผนังถ้ำที่ปรากฏขึ้นเป็นหลักฐานจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันคนทั่วไปจะรู้จักงานศิลปะกราฟฟิตี้ในลักษณะของการพ่นสีสเปรย์ลงไปบนกำแพงเป็นตัวอักษรลายเซ็น และภาพต่างๆ ที่มีพบเห็นโดยทั่วไป อาทิ การพ่นสถาบันโรงเรียนตามกำแพงสาธารณะ ตลอดจนการพ่นเป็นภาพและเรื่องราวต่างๆ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การนำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับงานศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) และสตรีทอาร์ท (Street Art) มาเล่าสู่กันผ่านตัวหนังสือในคอลัมน์นี้ ก็คาดหวังว่าหลายๆ คนอาจเข้าใจงานศิลปะแนวนี้มากขึ้น...
"นายตะลอน"

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ข้าวจี่ทำง่ายกินอิ่ม คลายหนาวย่างสนุก

               รั้งหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ตลาดเช้าจังหวัดหนองคายช่วงเช้ามืดประมาณตีห้ากว่าๆ ผู้เขียนไปเดินเล่นชมตลาดและนั่งกินอาหารเช้า เป็นร้านที่ตั้งโต๊ะขายกาแฟโบราณ และร้านติดกันก็ปิ้งข้าวจี่ควันโขมง ส่วนข้าวจี่ที่กำลังปิ้งไฟก็ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจริงๆ ที่สำคัญภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้าผมคือคนที่มานั่งกินกาแฟโบราณส่วนใหญ่ก็จะสั่งข้าวจี่มากินกับกาแฟด้วย
       ผู้เขียนจึงสั่งข้าวจี่ย่างมาสองไม้ อันใหญ่มาก ดูจากรูปทรงแล้วคิดว่าแค่อันเดียวก็คงจะอิ่ม เพราะยังเช้าอยู่เลย เป็นไปตามคาดอันเดียวอิ่มจริงๆ ส่วนอีกอันก็ห่อไว้กินเวลาหิวๆ ก็แล้วกัน และถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้กินข้าวจี่กับกาแฟ เพราะปกติแล้วเวลากินกาแฟก็จะนึกถึงขนมปัง หรือปาท่องโก๋ ครั้งนั้นจึงถือเป็นประสบการณ์การกินข้าวจี่กับกาแฟครั้งแรกของผู้เขียนเองก็ว่าได้
            ข้าวจี่ เป็นอาหารที่ผู้เขียนมีโอกาสกินอยู่บ่อยๆ เพราะมีขายตามตลาดนัด ตลาดข้างทางรถเข็นต่างๆ มากมาย หยิบกินง่าย แถมอิ่มอีกต่างหาก ส่วนจะอร่อยเหมือนกันหรือเปล่า ก็คงขึ้นอยู่กับกระบวนการปิ้งและการปรุงรส ซึ่งก็มีข้าวเหนียวนึ่งสุก ไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็แล้วแต่ความชอบของใครของมัน วิธีทำคือ นำข้าวเหนียวนึ่งสุกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ หรือรูปร่างตามที่ชอบ ทำการจี่หรือปิ้งด้วยไฟอ่อนๆ ให้เหลืองพองาม ตีไข่ให้แตก ใส่น้ำปลาหรือเกลือก็ได้ นำข้าวที่ปิ้งมาจุ่มลงในไข่ที่เตรียมไว้ แล้วทำการจี่ต่อไปจนสุก
            นอกจากนี้ ก็สามารถประยุกต์วิธีทำและเครื่องปรุงตามความคิดได้ อาจมีซอส หรืออื่นๆ บางที่ก็นำข้าวเหนียวไปมูลกับกะทิแล้วมาปิ้งก็มี อ่อผู้เขียนลืมบอกไป บางจังหวัดทางภาคอีสานของไทย ก็นิยมนำข้าวจี่มากินกับแจ่วบอง หรือปลาร้าสับ ซึ่งผู้เขียนเคยลองกินมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า "แซ่บหลายเด้อ" ส่วนข้าวจี่เวลาที่ผู้เขียนทำกินเองที่บ้าน ก็มีขั้นตอนไม่ยาก แค่ใส่ซอสผสมลงไปในไข่ ก่อนนำไปทากับข้าวเหนียวแล้วย่างไฟอ่อนๆ แค่นี้ก็หอมกรุ่น กินอร่อย อิ่มกันจนจุกไปเลยทีเดียวครับ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ข้าวจี่ ในภาคอีสานถูกจัดให้เป็นอาหารประเภทขนมอย่างหนึ่ง แต่สำหรับผู้เขียนกลับมองว่าขนมชนิดนี้กินแทนข้าวได้เลยก็ว่าได้ และนิยมทำกันมากในช่วงเดือนสามของทุกปี ซึ่งจะมีการทำข้าวจี่ไปทำบุญในงานประเพณีบุญข้าวจี่ ส่วนในช่วงฤดูหนาว ชาวบ้านก็นิยมกินข้าวจี่กันมากเหมือนกัน เพราะได้นั่งผิงไฟแล้วทำการจี่ข้าวกันไป ผิงไฟกันไป เป็นการแก้หนาวอีกด้วย
    ช่วงหน้าหนาวอย่างนี้ใครว่างๆ ก็ลองมาทำข้าวจี่กัน เผื่อจะช่วยให้คลายหนาวและอิ่มท้องกันได้บ้าง...
                                              "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ขนมจีนพม่าท่าขี้เหล็ก วัฒนธรรมผงชูรสอร่อย

                  รั้งหนึ่งที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ผมจำได้ดีเป็นวันหนึ่งที่ฟ้าครึ้มๆ อากาศไม่ร้อนอบอ้าวมาก ช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบจะสามโมงเย็น ซึ่งจังหวัดท่าขี้เหล็กอยู่ตรงข้ามกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และถือได้ว่าเป็นจังหวัดการค้าชายแดนของทั้งสองประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยจะเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากฝั่งไทย ส่วนนักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยก็นิยมไปท่องเที่ยวที่จังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมาร์กันมากมายทีเดียว
               เพราะหลังจากที่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศ และมีนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวด จึงทำให้จังหวัดท่าขี้เหล็กพัฒนาดูดีขึ้นอย่างมาก และถือเป็นจุดระบายสินค้าของไทยผ่านทางบก ข้ามด่านพรมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ก่อนจะส่งต่อเข้าไปยังจังหวัดชั้นในของเมียนมาร์ และเป็นจุดระบายสินค้าของจีนที่ส่งผ่านมาทางแม่น้ำโขง ด้วยเหตุนี้จึง
ไม่แปลกที่นายทุน พ่อค้า นักธุรกิจ จะมากว้านซื้อที่ดินกัน เพื่อสร้างโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ มากมาย
    ในคราวที่ผู้เขียนได้มาเยือนที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ก็มีโอกาสมาไหว้พระทำบุญที่วัดพระธาตุสายเมือง ซึ่งเป็นวัดไทยใหญ่ และเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดท่าขี้เหล็ก ภายในวัดมีพระเจ้าอินสานทำจากไม้ไผ่นำมาสานเป็นพระพุทธรูปลงรักปิดทอง เป็นงานฝีมือของช่างชาวพม่าที่สวยงามทีเดียว หลังจากทำบุญไหว้พระแล้ว ผู้เขียนก็เลยมาเดินดูสิ่งต่างๆ บริเวณรอบๆ วัด ก็มาเจอร้านค้าที่ขายอาหารอยู่หลายร้านภายในบริเวณวัด มีอยู่ร้านหนึ่งน่าสนใจ เป็นร้านขายขนมจีนบรรยากาศลูกทุ่งๆ และทำให้อยากลิ้มรสขนมจีนพม่าว่าจะแตกต่างจากขนมจีนไทยอย่างไรบ้าง
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผู้เขียนไม่รอช้า จึงตรงเข้าไปสั่งขนมจีนกินหนึ่งชาม ข้างหน้าร้านจะมีเครื่องปรุงหลากหลายที่ให้ลูกค้าปรุงเองแล้วแต่จะชอบรสชาติแบบ
ไหน ซึ่งน้ำยาที่ใส่ขนมจีนเค้าจะทำมาจากมะเขือเทศ สีของน้ำยาชัดเจนมะเขือเทศแน่นอน ผู้เขียนตักผงชูรสขึ้นมา แล้วเทคืนกระปุก เพราะเข้าใจว่าเป็นน้ำตาล พอแม่ค้าและสาวๆพม่าที่กินขนมจีนกันอยู่เห็นพอดี จึงรีบทักท้วงและเชียร์ว่า "ถ้าอยากอร่อยต้องใส่เยอะๆ" หมายถึงใส่ผงชูรสเยอะๆ แต่ผู้เขียนไม่เอาด้วย จึงได้แต่บอกไปว่าช่วงนี้แพ้ผงชูรสอย่างมาก จึงรอดไปได้อย่างหวุดหวิดจริงๆ....
                       "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผิงไฟต้มกาแฟ เสน่ห์วิถีชาวบ้าน

                    หล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัสอากาศหนาวกันในช่วงปลายปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงปีใหม่เดือนมกราคม คงจะหนีไม่พ้นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ดอยอินทนนท์ ณ บ้านแม่กลางหลวง ต.บ้านหลวง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาชาติพันธุ์ปกากะญอ ที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติ
                  โดยบ้านแม่กลางหลวง เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ จะได้สัมผัสกับกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ อาทิ สัมผัสนาข้าวขั้นบันได เดินป่าศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยว ดูนกประจำถิ่นในเส้นทางเดินป่าดอยหัวเสือ เรียนรู้ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
          นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถชิมกาแฟสดหอมกรุ่นฝีมือชงของคนท้องถิ่นปกากะญอ และศึกษาวิถีชีวิตชาวเขาชาติพันธุ์ปกากะญอ
และกระท่อมไม้มีลานดินที่ปลูกแบบเรียบง่ายตามวิถีของชาวปกากะญอ หมู่ที่ 17 บ้านแม่กลางหลวง และเป็นร้านกาแฟโบราณ "สมศักดิ์ คีรีภูมิทอง" หรือที่รู้จักกันในนาม "กาแฟสมศักดิ์" ซึ่งผมมีโอกาสมานั่งพูดคุยกับ "พี่สมศักดิ์" เกี่ยวกับเรื่องกาแฟเนี่ยหละ
"พี่สมศักดิ์" เล่าว่า สมัยก่อนชาวปกากะญอยังไม่รู้จักกาแฟ แต่พอพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟแทนการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ชาวบ้านจึงหันมาปลูกกาแฟกันมากขึ้น ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งตอนที่ตนปลูกกาแฟอาราบีก้า และทำกาแฟขายแรกๆ ก็ไม่มีที่บดเลยใช้ครกตำเอา จนกระทั่งพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีที่บดกาแฟ และทุกวันนี้ตนทำกาแฟขายตั้งแต่ถุงละ 100 บาท จนถึงกิโลกรัมละ 400 บาท
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงเช้าวันนั้น หลังจากเดินดูธรรมชาติและบ้านเรือนเรียบง่าย อันเป็นวิถีของชาวปกากะญอ และทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาที่ร้านกาแฟของ "พี่สมศักดิ์" กาน้ำร้อนสีดำอันเกิดจากควันไฟที่ต้มบนกองฟืน มีม้านั่งเล็กๆ ให้ผู้คนมานั่งล้อมวงผิงไฟบนพื้นดินธรรมชาติ จิบกาแฟโบราณแก้หนาวกัน คือ วิถีชาวบ้านและเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าประทับใจทีเดียว...!!!
"นายตะลอน"