วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วัฒนธรรมกินโรตีโอ่ง เยือนแม่สอดไม่ควรพลาด

            "ม่สอด" เป็นอำเภอหนึ่งทางตอนกลางของ จ.ตาก ที่มากด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน คนแขก คนพม่า กะเหรี่ยง ม้ง และไทยใหญ่ จึงทำให้ที่นี่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากตามไปด้วย ส่วนประวัติความเป็นมาของ อ.แม่สอดในอดีตนั้นยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะเป็นเมืองฉอดของขุนสามชนที่เคยยกทัพไปตีกรุงสุโขทัยหรือไม่ เพราะยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ เมื่อดูตามสภาพบ้านเมืองของ อ.แม่สอดนั้น ไม่พบว่ามีสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่มีอายุอยู่ในยุคของสุโขทัย จึงน่าเชื่อได้ว่าไม่ใช่เมืองเดียวกัน มีเพียงนักโบราณคดีพบซากเมืองโบราณอยู่ในป่าทึบในท้องที่ อ.แม่ระมาด ซึ่งอาจจะเป็นเมืองฉอดตามศิลาจารึกกรุงสุโขทัยก็อาจเป็นได้
                    นอกจากนี้ วัฒนธรรมในการกิน "โรตีโอ่ง" ของคนพื้นบ้านใน อ.แม่สอด ก็เลยกลายเป็นเสน่ห์ และ "ของดีท้องถิ่น" อย่างหนึ่งที่ผู้คนผ่านมาแล้วอดที่จะบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเมื่อคราวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" บรรยากาศในยามเช้าย่านถนนศรีพาณิชย์ อ.แม่สอด จ.ตาก เยื้องกับสำนักงานปศุสัตว์แม่สอด ก็มีโรตีแปะโอ่ง หรือโรตีโอ่ง ที่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างหิ้วท้องเข้ามาลิ้มชิมรสโรตีแปะโอ่ง จิ้มนมข้นหวาน พร้อมจิบกาแฟโบราณหอมกรุ่น ยั่วจมูก ผสานด้วยกลิ่นไอบรรยากาศวิถีชาวบ้านแบบดั้งเดิมเก่าแก่ เป็นบรรยากาศที่แตกต่างอีกแห่งหนึ่งในการจิบกาแฟแกล้มด้วยโรตีโอ่ง ร้านที่ว่านี้เป็นร้านโรตีแปะโอ่งของ "ฟาตีมะห์" 
                      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร้านโรตีแปะโอ่งแห่งนี้ น่าจะเป็นอิสลามสายพม่าผสมผสานกับทางอินเดียที่มาตั้งรกรากที่ อ.แม่สอด สืบทอดกันมาหลายยุค เป็นร้านเล็กๆ แต่อบอุ่น เพราะมีโอ่งขนาดใหญ่ก่อไฟร้อนรุมๆ มีแป้งที่นวดไว้แล้วเป็นก้อน กุ๊กนุ่งโสร่งเอามาคลี่บนก้อนผ้าให้บางๆ แล้วแปะลงข้างโอ่งร้อนๆ แปะสลับกับการหยิบเอาโรตีแผ่นที่สุกแล้วขึ้นมาเรียง ฝ่ายเสริฟ์ก็จะรีบนำไปส่งยังโต๊ะลูกค้าที่นั่งรอ รับประทานร้อนๆ กับชาหรือกาแฟแล้วแต่จะชอบกัน โรตีแผ่นร้อนหอมกรุ่นปราศจากน้ำมัน ลูกค้าต้องกินตอนร้อน ๆ ทั้งอร่อยแถมแปลกดีครับ เวลาไปกินก็อย่าเรื่องมาก โต๊ะไหนว่างเข้าไปนั่ง แล้วสั่งกาแฟ ชา โอวัลติน เอาไว้ก่อน โรตีสั่งมาอย่างน้อย 1 คนต่อ 2 แผ่น สั่งนมข้นหวานใส่จานมาจิ้ม ส่วนคนท้องถิ่นอาจจิ้มกาแฟกินก็ไม่ว่ากัน...
                                   "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

"ลุงสัน" ช่างซ่อมพัดลม ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้อง

ารดิ้นรนเลี้ยงปากท้องของคนหาเช้ากินค่ำภายในชุมชนต่างๆ ถือเป็นภาพที่หลายคนเห็นแล้วบอกชินตา ยิ่งช่วงไหนหากเศรษฐกิจของประเทศเกิดภาวะตกต่ำ แน่นอนว่าไม่ว่าคนกลุ่มไหนหรืออาศัยอยู่ที่ไหน ชุมชนไหน ก็ต้องได้รับผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะกำลังซื้อสิ่งของต่างๆ ของผู้คนก็ลดน้อยลงด้วย
                  ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาแวะเวียนที่ชุมชนสถานีรถไฟหลักหก ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ซึ่งบ้านแต่ละหลังจะปลูกสร้างเป็นบ้านชั้นเดียวแบบเรียบง่ายคือใช้วัสดุเก่า ไม้เก่า สังกะสีเก่า และอื่นๆ ที่พอหาจะได้นำมาปลูกสร้างบ้าน ซึ่งในชุมชนแห่งนี้ก็มีอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คืออาชีพซ่อมพัดลม และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่จะเน้นซ่อมพัดลม และขายพัดลมมือสองด้วย ผมเดินลัดเลาะริมทางไฟจนถึงชุมชนสถานีรถไฟหลักหก เดินมาเรื่อยๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะเหมือนคนซ่อมอะไรบางอย่าง เมื่อมองมาตามเสียงเคาะ ก็พบกับร้านซ่อมพัดลมเล็กๆอยู่ติดถนนภายในชุมชน เป็นบ้านชั้นเดียวปลูกเป็นลักษณะเพลิงเรียบง่าย ซึ่งเจ้าเสียงเคาะก็คือ "ลุงสัน-สันติ ทำพนม" วัย 63 ปี ช่างซ่อมพัดลมที่ผมแวะมานั่งคุยด้วยในวันนี้
             "ลุงสัน-สันติ ทำพนม" บอกว่า แรกเริ่มเดิมทีตนมีอาชีพรับเหมาต่อเติมบ้าน พออายุมากขึ้นก็ทำไม่ไหว ก็เลยหันไปช่วยเพื่อนซ่อมพัดลม หัดซ่อมได้ระยะหนึ่งรู้ว่าตัวเองก็มีความรู้ด้านการซ่อมพัดลม และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เหมือนกัน จึงกลับมาเปิดร้านรับซ่อมพัดลมที่บ้านของตัวเอง จนกระทั่งเป็นที่รู้จักของคนในย่านชุมชนสถานีรถไฟหลักหกและใกล้เคียงที่นำพัดลมมาให้ซ่อมอย่างไม่ขาดสาย เพราะตนคิดราคาไม่แพง และเน้นคุณภาพในการซ่อม ส่วนพัดลมที่วางขายหน้าร้าน บางตัวก็ซื้อมาจากร้านขายของเก่า แล้วนำมาซ่อมแซมจนสามารถใช้งานได้อีก
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ลุงสัน-สันติ ทำพนม" บอกอีกว่า พัดลมที่ซ่อมขายตนคิดไม่แพง หลังจากบวกค่าอะไหล่ที่ซื้อมาเปลี่ยนแล้ว บวกค่าแรงแค่ 50 บาทเท่านั้น คือประมาณว่าซ่อมพัดลมได้ตัวละ 50 บาท ไม่อยากคิดแพง เอาแค่พออยู่ได้ก็พอแล้ว
จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีเส้นทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ...!!!
นายตะลอน

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ศิลปะบุกชุมชน สร้างรอยยิ้มแรงบันดาลใจ


         มีคำกล่าวว่า "มนุษย์สร้างสรรค์งานศิลปะแสดงออกจากความรู้สึกนึกคิด อารมณ์จากความจริงและจินตนาการ" ซึ่งผมเองจะขีดเขียนวาดสิ่งต่างๆที่เห็นและจินตนาการลงในสมุดบันทึกบางครั้งก็วาดรูปเล็กๆใส่กรอบไว้ดูเองที่บ้าน และหลายครั้งที่มีโอกาสไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารตามสั่งในชุมชนต่างๆ บางร้านมีพื้นพนังโล่งๆเห็นแล้วน่าที่จะนำงานศิลปะเล็กๆนำมาติดตั้งแบ่งปันให้คนในชุมชนดู เป็นการนำศิลปะเข้าสู่ชุมชน
           จากแรงบันดาลใจดังกล่าวจึงได้เกิดนิทรรศการเล็กๆ "ศิลปะบุกชุมชน" ตอน "จินตนาการเธอ" ขึ้น ณ ร้านอาหารตามสั่ง/ของชำ (ป้าหมู) ชุมชนสะพานข้ามคลองข้างวัดรังสิต ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยงานที่ผมนำมาจัดแสดง (ตะลอน ตามอำเภอใจ) ครั้งนี้มีจำนวน 15 ภาพ ขนาด 13 cm.X 18 cm. ซึ่งใช้เทคนิคเขียนปากกาผสมกับสีน้ำลงบนกระดาษ ซึ่งแต่ละภาพจะได้แรงบันดาลใจจากผู้หญิงและจินตนาการออกมาตามความรู้สึกผ่านงานศิลปะ
"ป้าหมู-ฉวีวรรณ ทรัพย์สาร" เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง/ของชำ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่แสดงงานครั้งนี้ บอกว่า ถือเป็นสิ่งที่ดีที่มีการนำศิลปะมาจัดแสดงให้คนในชุมชนดู สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นสวยงามดีรู้สึกทำให้ที่ร้านมีชีวิตชีวาอย่างมาก คนมากินข้าวก็ได้ดูงานศิลปะด้วยชีวิตประจำวันของตนต้องทำมาหากินจึงไม่เคยไปดูงานศิลปะที่ไหน
"สันติ ทำพนม" อาชีพซ่อมพัดลมในชุมชนฯ บอกว่า ถือเป็นเรื่องดีที่มีการจัดแสดงงานศิลปะให้คนในชุมชนดู และถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงงานศิลปะที่ชุมชนแห่งนี้
          "กนต์ธร หมวดทองอ่อน" นักศึกษาชั้นปี 4  คณะสถาปัตยกรรม ม.รังสิต บอกว่า แว๊บแรกที่เห็นการจัดแสดงงานศิลปะจากพื้นที่ซึ่งเป็นแค่ร้านอาหาร/ของชำ ตนมองว่าร้านนี้กลายเป็นที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนเข้ามารับรู้ เพราะถ้าเด็กคนหนึ่งมาดูงานศิลปะพื้นที่ตรงนี้ก็ถือว่าสร้างแรงบันดาลใจได้มากเพราะศิลปะสามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มและยังเพิ่มมูลค่าให้กับร้านนี้ด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  สำหรับนิทรรศการศิลปะบุกชุมชน ตอน : จินตนาการเธอ จัดแสดงระหว่างวันที่ 15 พ.ย. -15 ธ.ค.59  ณ ร้านอาหารตามสั่ง/ของชำ (ป้าหมู) ชุมชนสะพานข้ามคลองข้างวัดรังสิต ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี 
                                 "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

"ผาหมอน"ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ วิจัยท้องถิ่นสู่พัฒนาอย่างยั่งยืน

                 นับเป็นเวลากว่า 12 ปี ตั้งแต่ชุมชนบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ได้เปิดตัวหมู่บ้านเป็นชุมชนท่องเที่ยวเมื่อปี พ.ศ.2547 และได้ดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา บ้านผาหมอน เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง ตั้งอยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ มีนาขั้นบันไดที่สวยงามและธรรมชาติที่แสนสงบ รวมถึงแปลงดอกไม้เมืองหนาว และมีบ้านพักแบบส่วนตัว รีสอร์ทชุมชนไว้รองรับนักท่องเที่ยว และเป็นบ้านที่อยู่บนสันดอย มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอ ที่มีพื้นฐานสำคัญมาจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นโครงการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมแบบยั่งยืนโดยชุมชนบ้านผาหมอน
             ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" บ้านผาหมอน เมื่อคราวที่มาศึกษาดูงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เพื่อติดอาวุธทางปัญญาและเป็นเครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ดอยอินทนนท์ อาทิ โครงการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงศึกษานิเวศน์และวัฒนธรรมแบบยั่งยืนโดยชุมชนบ้านผาหมอน และโครงการวิจัยการจัด
ความรู้เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของกลุ่มเยาวชนปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน เพื่อการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
"โอ้ต-องอาจ คามคีรีวงศ์" ผู้ประสานงานกลุ่มวิจัยเยาวชนบ้านผาหมอน วัย 25 ปี บอกว่า ปัจจุบันมีเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 20 คน ซึ่งจะแบ่งการทำงานในการดูแลนักท่องเที่ยว มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม และการท่องเที่ยวที่นี่จะเน้นธรรมชาติ เนื่องจากเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ นักท่องเที่ยวสามารถมาพักค้างคืนได้ บ้านหลังหนึ่งพักได้ไม่เกิน 6 คน และเป็นคณะที่มาด้วยกัน เพื่อง่ายต่อการดูแลนักท่องเที่ยว และมีกิจกรรมปั่นจักรยานชมธรรมชาติรอบหมู่บ้าน ชมแปลงพืชผักเกษตรปลอดสารพิษ ผลไม้เมืองหนาว และแปลงดอกไม้ ฯลฯ รวมถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญออีกด้วย
  ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" บทเรียนจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. จึงเป็นตัวอย่างของการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน...
                                        นายตะลอน