วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ในหลวงนักวิจัย ราษฎรอยู่ดีกินดี

             ากการบอกเล่าถึงการน้อมนำแนวทางการทำงานพัฒนาประเทศด้วยการนำข้อมูลความรู้แบบอย่างงานวิจัยนำสู่การพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อคราวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และได้รู้ว่าพระองค์นอกจากจะเป็นนักวิจัยแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มดำเนินงานพัฒนาต่างๆ มากมาย เพื่อให้ชาวบ้านบนดอยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
            คุณลุงสุปอย บรรพตวนา ผู้จัดการการท่องเที่ยวและวิจัยฝ่ายท้องถิ่นบ้านผาหมอน วัย 58 ปี เล่าว่า เคยรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จมาที่หลายหมู่บ้านบนดอยอินทนนท์ ช่วงปี พ.ศ.2517 ซึ่งตอนนั้นพระองค์มาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟแทนการปลูกฝิ่น จากนั้นพระองค์ได้เสด็จมาอีกหลายครั้ง ซึ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นอย่างมาก เพราะพระองค์ได้นำความรู้ทางด้านการเกษตรมาถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน พร้อมทั้ง


พระราชทานข้าวและสิ่งของต่างๆ ให้กับชาวบ้านด้วย ซึ่งชาวบ้านรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณที่หาสุดมิได้ แม้หนทางที่พระองค์เสด็จมาจะแสนยากลำบากก็ตาม
         ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านชุมชนและพื้นที่ บอกว่า การทำงานวิจัยของ สกว.นับเป็นแนวทางเดียวกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเสด็จไปทั่วทุกภูมิภาค ทั้งทรงทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง พูดคุยกับชาวบ้านถึงชีวิตความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ซึ่งหากมองในกระบวนการทำงานวิจัย ถือเป็นการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลอย่างแท้จริง หลังจากนั้นพระองค์ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดกลับมาวางแผนว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อที่จะทำให้ราษฎรของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนำไปสู่การแก้ปัญหาการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้ชาวบ้านยังคงดูแลกาแฟต้นแรกของดอยอินทนนท์ ที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์พระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างดี มีธนาคารข้าว เพื่อความมีอยู่มีกินของชาวบ้านในยามขัดสน ทำนาขั้นบันไดรักษาพันธุกรรมข้าว อันเป็นการทำนาเฉพาะถิ่นของพื้นที่ มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชุมชน โดยน้อมนำแนวทางการทำงานพัฒนาประเทศด้วยการทำข้อมูลความรู้แบบอย่างงานวิจัย นำสู่การพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นกระบวนการทำงานที่ชาวบ้านได้นำมาใช้ในการทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนตามปณิธานของพระองค์...
                                              "นายตะลอน"
**************************************************

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หนองประจักษ์ แหล่งพบปะคนอุดรฯ

           จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ทั้งอากาศและทางถนนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นศูนย์กลางหน่วยงานราชการและด้านเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมทั้งมีศูนย์ประชุมและวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเป็นจังหวัดที่ตั้งของมณฑลอุดรในสมัยรัตนโกสินทร์ มีอาณาเขตปกครองกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย
         ช่วงหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อคราวที่มาเยือน จ.อุดรธานี ผมมีโอกาสมาเดินทอดน่องชมสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี และหากไม่เอ่ยถึงสวนสาธารณะแห่งนี้ ดูเหมือนจะมาไม่ถึงอุดรฯ หรือขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนกัน "หนองประจักษ์" เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า "หนองนาเกลือ" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "หนองประจักษ์" เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี
         นอกจากนี้ จากข้อมูลยังระบุว่าเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2530 เทศบาลเมืองอุดรธานีได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแก่พระองค์ท่าน บริเวณเกาะกลางน้ำได้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด จัดทำสวนหย่อมดูสวยงาม และยังได้ทำสะพานเชื่อมเกาะ มีหอนาฬิกา น้ำพุ และสวนเด็กเล่น แต่ละวันจะมีประชาชนเข้าไป
พักผ่อนและออกกำลังกายกันเป็นจำนวนมาก และถือเป็นสถานที่สำคัญ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุดรธานีแห่งหนึ่งก็ว่าได้ครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในแต่ละวันมีการบอกเล่าว่าจะมีประชาชนมาพักผ่อนและออกกำลังกายกัน เฉลี่ยแล้วนับพันๆ คนเลยทีเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมมีพื้นที่กว้างขวางกว่า 300 ไร่ มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ร่มรื่นและดูสวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ซึ่งประชาชนมาพบปะพูดคุยกัน อีกทั้งบริเวณรอบสวนสาธารณะแห่งนี้ ยังมีร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายมากมาย จึงไม่แปลกที่หลายคนมักจะพูดตรงกันว่าพอได้มาที่ "หนองประจักษ์" แล้วรู้สึกคลายความเครียดได้มากเลยทีเดียว...
"นายตะลอน"

"เมื่อคราวที่มาเยือนจ.อุดรธานี ผมมีโอกาสมาเดินทอดน่องชมสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี และหากไม่เอ่ยถึงสวนสาธารณะแห่งนี้ดูเหมือนจะมาไม่ถึงอุดรฯ หรือขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนกัน"

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เยือนวนอุทยานปราณบุรี หาดทรายขาวศึกษาป่าชายเลน

           นห้วงเวลาหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาเยือนวนอุทยานปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ก็ว่าได้ ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
         โดยพื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่า คลองคอย มีพื้นที่ประมาณ 1,984 ไร่ ประกอบด้วย ป่าชายเลน และมีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ป่า และได้ประกาศให้เป็นวนอุทยานมีพื้นที่ 700 ไร่ อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งวนอุทยานปราณบุรีจัดได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีหาดทรายขาวสะอาดร่มรื่นด้วยแนวสนทอดยาวตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตร อยู่ทางด้านตะวันออกของวนอุทยาน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเล
เกาะสิงห์โต เขาตะเกียบและเขาเต่า
    นอกจากนี้ การมาท่องเที่ยวที่วนอุทยานปราณบุรีก็มีจุดที่น่าสนใจต่างๆ มากมาย อาทิ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน มีสะพานไม้ยกระดับ สามารถเดินเที่ยวชมและศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศป่าชายเลนได้อย่างใกล้ชิดทีเดียว ตลอดบริเวณทางเดินความยาวประมาณ 1 พันเมตร จะเห็นป้ายต่างๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลน บอกเล่าเรื่องต้นไม้ และสัตว์น้ำนานาชนิดอีกด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถทำกิจกรรมล่องเรือ เพราะมีจุดที่พักเรือเป็นท่าเรือขนาดเล็กเชื่อมกับสะพานทางเดิน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสัมผัสกับความงามตามธรรมชาติและศึกษาระบบนิเวศของป่าชายเลนทางน้ำ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด รวมทั้งชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองด้วย
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือนวนอุทยานปราณบุรี แม้จะมีเวลาไม่มากในการอยู่กับธรรมชาติที่นี้ แต่ก็ได้สัมผัสน้ำทะเลและ
หาดทรายขาว รวมถึงได้เดินทอดน่องดูป่าชายเลน รวมถึงปล่อยปู ปล่อยปลา ก็ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินและสุขใจดี และหากนักท่องเที่ยวต้องการพักแรมค้างคืน ก็สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ ซึ่งทางวนอุทยานก็มีบริการบ้านพัก และร้านสวัสดิการอีกด้วย
                    "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อ่างเก็บน้ำคลองลำกง แหล่งท่องเที่ยวเพชรบูรณ์

          ช่วงนี้เกือบทุกภาคของไทยยังได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองลำกง ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ น้ำเต็มทำให้ต้องเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อ่างเก็บน้ำคลองลำกงแห่งนี้ ในช่วงน้ำยังน้อยอยู่ แม้ตอนที่มาเยือนจะมีเวลาไม่มากในการสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ แต่ผมก็บอกตัวเองว่าถ้ามีโอกาสจะเขียนถึงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้หน่อย ไหนๆก็ได้มาและถ่ายรูปเก็บไว้ประกอบเรื่องราวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          สำหรับอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม การบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากของพื้นที่ ตามแนวสองฝั่งลำน้ำคลองลำกง และพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสักในเขตอ.หนองไผ่  และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในบริเวณต้นน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ช่วยลดปัญหาอุทกภัย และมีน้ำไว้ใช้เพื่อทำการเกษตรได้มากขึ้น เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุในระดับเก็บกักสูงสุดได้ 57.30 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในเขต ต.ท่าแดง ต.วังท่าดี ต.วังโบสถ์ และต.บ่อไทย อ.หนองไผ่ ในจ.เพชรบูรณ์ และเป็นแหล่งแพร่และเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดอีกด้วย
อ่างเก็บน้ำคลองลำกง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งใหม่ของจ.เพชรบูรณ์และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของต.วังท่าดี ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวขึ้นมาทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่ม
ขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจ.เพชรบูรณ์ด้วยครับ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำคลองลำกงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศสวยงามถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาทั้งสองฟากฝั่ง เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนเป็นครอบครัวและสามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจ.เพชรบูรณ์...!!!
                                                                             นายตะลอน
************************************************