วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เสน่ห์ตลาดสองแผ่นดิน วิถีชายแดนไทย-กัมพูชา

           "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" หรือ "ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชา" และตลาดบ้านแหลม ตั้งอยู่ที่บ้านแหลม หมู่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ห่างจากที่ว่าการอำเภอโป่งน้ำร้อนประมาณ 46 กิโลเมตร เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่มาเยือน "เมืองจันท์"
 "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" ตรงบริเวณประตูผ่านด่านของ "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" นอกจากจะมีศูนย์อำนวยการที่คอยตรวจตราการเข้า-ออกของประชาชนทั้งฝั่งไทย และฝั่งกัมพูชา เมื่อยืนมองจากฝั่งไทย จะเห็นพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ดูจากสภาพภูมิประเทศ บ้านเราเจริญกว่ามากครับ
"ตลาดบ้านแหลม" หรือ "ตลาดสองแผ่นดิน" นอกจากจะเป็นตลาดการค้าชายแดนขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกแล้ว การเดินจับจ่ายสินค้าที่ตลาดแห่งนี้ ยังได้สัมผัสกลิ่นไอวีถีชีวิต และวัฒนธรรมของไทย-กัมพูชาอย่างชัดเจน เพราะถ้าไม่มีจุดผ่านแดนฯ กั้นอยู่ คนไทยและกัมพูชาก็ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก และอาจเป็นเพราะวัฒนธรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าของประชาชนชายแดนของทั้งสองประเทศนี้เอง จึงทำประชาชนของทั้งสองประเทศชายแดนแถบนี้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากยิ่งขึ้น
ส่วนบรรยากาศของ "ตลาดสองแผ่นดิน" ถือเป็นตลาดที่มีการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคตาม
แนวชายแดน มีการส่งเสริมอาชีพประชาชนในการทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้ เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยว จะมีพ่อค้า แม่ค้า ทั้งชาวไทยและกัมพูชา ต่างนำสินค้ามาขายกันอย่างมากมายหลายชนิด ที่สำคัญคือราคาถูก ส่วนภายในตัวตลาดก็มีสินค้าอุปโภค บริโภคมากมาย ทั้งสินค้าแปรรูปต่างๆ ผัก ผลไม้ พืชผักสวนครัวแทบทุกชนิด อาหารคาวหวาน เครื่องประดับ ของใช้ในครัวเรือน และอื่นๆ อีกมากมาย และที่ผมสนใจก็คงจะเป็นพวก ปลาสด มีทั้งปลาน้ำจืด และปลาทะเล แถมราคาไม่แพงครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากนี้ เรายังสามารถเดินทางเข้าไปซื้อสินค้าบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศได้โดยสะดวก การข้ามแดนอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น ระหว่างเวลา 07.00-20.00 น. ตลาดนี้ห่างจากเมืองพระตะบอง 96 กิโลเมตร การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับทางไปจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด แต่จะอยู่เลยไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร
 
                     "นายตะลอน"
*************************************************

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

โรตีโอ่งแม่สอด ฝากท้องมื้อเช้ากัน

       ระวัติความเป็นมาของ อ.แม่สอด จ.ตาก ในอดีตนั้นยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะเป็นเมืองฉอดของขุนสามชนที่เคยยกทัพไปตีกรุงสุโขทัยหรือไม่ เพราะยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ เมื่อดูตามสภาพบ้านเมืองของ อ.แม่สอดนั้น ไม่พบว่ามีสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่มีอายุอยู่ในยุคของสุโขทัย จึงน่าเชื่อได้ว่าไม่ใช่เมืองเดียวกัน มีเพียงนักโบราณคดีพบซากเมืองโบราณอยู่ในป่าทึบในท้องที่ อ.แม่ระมาด ซึ่งอาจจะเป็นเมืองฉอดตามศิลาจารึกกรุงสุโขทัยก็อาจเป็นได้
แต่บรรยากาศในยามเช้าบนนถนนศรีพาณิชย์ อ.แม่สอด จ.ตาก เยื้องกับสำนักงานปศุสัตว์แม่สอด ช่วงที่ผมมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีร้านโรตีแปะโอ่ง หรือโรตีโอ่ง ของ "ฟาตีมะห์ เปี่ยมปรีชา" ที่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างหิ้วท้องเข้ามาลิ้มชิมรสโรตีแปะโอ่ง จิ้มนมข้นหวาน พร้อมจิบกาแฟโบราณหอมกรุ่น ยั่วจมูก ผสมผสานด้วยกลิ่นไอบรรยากาศวิถีชาวบ้านแบบดั้งเดิมเก่าแก่ มันเป็นบรรยากาศที่แตกต่างอีกแห่งหนึ่งในการจิบ
กาแฟแกล้มด้วยโรตีโอ่งครับ
    ร้านโรตีแปะโอ่งแห่งนี้ น่าจะเป็นอิสลามสายพม่าผสมผสานกับทางอินเดียที่มาตั้งรกรากที่ อ.แม่สอด สืบทอดกันมาหลายยุค เป็นร้านเล็กๆ แต่อบอุ่น เพราะมีโอ่งขนาดใหญ่ก่อไฟร้อนรุมๆ มีแป้งที่นวดไว้แล้วเป็นก้อนๆ กุ๊กนุ่งโสร่งเอาก้อนแป้งมาคลี่บนผ้าให้บางๆ แล้วแปะลงข้างโอ่งร้อนๆ แปะสลับกับการหยิบเอาโรตีแผ่นที่สุกแล้วขึ้นมาเรียง ฝ่ายเสริฟ์ก็จะรีบนำไปส่งยังโต๊ะลูกค้าที่นั่งรออยู่ และรับประทานร้อนๆ กับชาหรือกาแฟแล้วแต่จะชอบกัน
โรตีแผ่นร้อนหอมกรุ่นปราศจากน้ำมัน ลูกค้าต้องกินตอนร้อนๆ ทั้งอร่อยแถมแปลกดี เวลาไปกินก็อย่าเรื่องมาก โต๊ะไหนว่างต้องรีบนั่ง เพราะคนมาอุดหนุนเยอะมาก สั่งกาแฟ ชา โอวัลติน เอาไว้ก่อน โรตีสั่งมาอย่างน้อย 1 คนต่อ 2 แผ่น สั่งนมข้นหวานใส่จานมาจิ้ม ส่วนคนท้องถิ่นอาจจิ้มกาแฟกินก็ไม่ว่ากัน
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับ "แม่สอด" นับว่าเป็นอำเภอหนึ่งของบ้านเรา ที่มากด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย
คนจีน คนแขก คนพม่า กะเหรี่ยง ม้ง และไทยใหญ่ จึงทำให้ที่นี่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากตามไปด้วย วัฒนธรรมในการกิน "โรตีโอ่ง" ของคนพื้นบ้านใน อ.แม่สอด จ.ตาก จึงกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ผู้คนผ่านมาแล้วอดที่จะบอกเล่าสู่กันฟังว่าเป็นของดีท้องถิ่นที่ต้องมาฝากท้องมื้อเช้ากัน...!!!
             "นายตะลอน"
*********************************************

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หาดทรายดำแหลมงอบ เที่ยวธรรมชาติมหัศจรรย์

           "ลาตีนแหลมงอบไถลเลน ตื่นตาปูแสมหอยขี้ค้อนช่างชุกชุม ปูกล้ามดาบส่งเสียงในป่าโกงกางรื่นหูนัก หาดทรายดำแหล่งเที่ยวธรรมชาติมหัศจรรย์จริง" ขอเริ่มต้นด้วยกวีบ้านๆ เพื่อให้เข้ากับเรื่องราวที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อครั้งที่ "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย "สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ" อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมผู้บริหารระดับสูง นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมการบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลน โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และชมหาดทรายดำ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแหลมมะขาม ต.แหลมงอบ อ.แหลมงอบ จ.ตราด รวมทั้งระบบนิเวศโดยรอบที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของ จ.ตราด
          "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การฟื้นฟูป่าชายเลนเกิดจากความเข้มแข็งของชุมชนและประชาชนในการร่วมมือกันฟื้นฟูป่าชายเลน โดยเฉพาะบริเวณหาดทรายดำใช้เวลาฟื้นฟูประมาณ 20 ปี จึงเกิดความอุดมสมบูรณ์อย่างที่เห็นกันอยู่ และจากจุดนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เข้ามาคอยดูแลคงต้องขยายผลไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งในชุมชนต่างๆ ซึ่งคงจะนำไปสู่ความสำเร็จในหลายๆ พื้นที่ทั่วประเทศที่มีป่าชายเลนและถูกบุกรุกอยู่
           สำหรับ "หาดทรายดำ" เป็นหาดทรายที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ป่าชายเลน ระหว่างที่ผมเดินจากศูนย์บริการการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติหาดทรายดำและป่าชายเลน ซึ่งเป็นสะพานปูน นอกจากจะเห็นความอุมสมบูรณ์ของป่าชายเลนที่มีทั้งต้นโกงกางใหญ่และโกงกางเล็ก รวมถึงพันธุ์ไม้ต่างๆ แล้ว ตลอดทางยังเห็นปลาตีน หอยขี้ค้อน และหอยอื่นๆ ปูแสม ปูกล้ามดาบ และนกต่างๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะหอยขี้ค้อนที่นับวันจะหาดูยากเต็มที แต่สำหรับที่ป่าชายเลนแห่งนี้ชาวบ้านได้ช่วยกันอนุรักษ์กันไว้ จึงทำให้พื้นที่เหล่านี้มีความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในที่สุดผมก็เดินมาถึง "หาดทรายดำ" ที่มีลักษณะเป็นสันทรายทอดยาวกว่า 1 กิโลเมตร ตลอดแนวเต็มไปด้วยเม็ดทรายสีดำละเอียด ถือเป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และพบได้เพียง 5 แห่งทั่วโลกเท่านั้น คือที่ไต้หวัน มาเลเซีย ฮาวาย ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย และประเทศไทยที่ จ.ตราด นอกจากนี้ยังมีความเชื่อ
ว่าทรายดำที่นี่สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้มากมาย และหากนำเท้าไปหมกทรายหรือเดินบนชายหาดสีดำ ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพเท้าอีกด้วย
                       "นายตะลอน"
**************************************************

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ประชารัฐพิทักษ์ทะเล เจ้าหน้าที่รัฐร่วมประชาชน

           "ปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามทำทุกวิถีทางในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งมาตรการทั้งหลายที่จัดทำขึ้นมานั้น ล้วนเป็นเพียงการวางนโยบายให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่กลไกสำคัญจริงๆ ที่จะปฏิบัติให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ คน
           โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเองต้องพัฒนาให้เป็นคนที่มีคุณภาพ มีสมรรถนะ พร้อมที่จะปฏิบัติงานตามแผนการที่กำหนดให้บังเกิดผล เจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องมีการพัฒนาตนเองก่อนเป็นลำดับแรก ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและทัศนคติในการทำงานร่วมกับประชาชน และจากเดิมเจ้าหน้าที่รัฐเคยเป็นผู้สั่งการ ก็ต้องมาเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก รวมทั้งให้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับพี่น้องประชาชนให้ได้ตระหนักถึงความ

สำคัญของทรัพยากรป่าไม้และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับตัวเองหากสูญเสียไป โดยร่วมกันพลิกฟื้นผืนป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน"
และนั่นคือคำกล่าวที่ "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดสถาบันประชารัฐพิทักษ์ทะเล ภาคตะวันออก และมอบนโยบายการปฏิบัติงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีผู้บริหารกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการหน่วยงานต่างๆ และประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.59 ที่ผ่านมา ณ สถาบันประชารัฐพิทักษ์ทะเล บ้านด่านเก่า ต.วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในงานดังกล่าวด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ" อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บอกว่า ปัจจุบันทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำลังประสบปัญหาการบุกรุกพื้นที่จากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล การขยายพื้นที่ทำกินของประชาชน การทำประมงผิดกฎหมาย และการท่องเที่ยวที่ขาดความรับผิดชอบ รัฐบาลจึงมีมาตรการให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการป้องกันการบุกรุกและเร่งฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและป่าชายเลน ทั้งนี้ การจัดตั้งสถาบันประชารัฐพิทักษ์ทะเล เพื่อให้ภาครัฐและประชาชนร่วมพิทักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้เกิดแนวร่วมในการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นที่การสร้างคนเป็นหลัก
ในวันนั้นผมมีโอกาสเดินชมบริเวณ "สถาบันประชารัฐพิทักษ์ทะเล" แห่งแรกของภาคตะวันออก ได้ปล่อยกุ้ง ปล่อยปลา สูตรโอโซนจากป่าชายเลนรู้สึกสดชื่นจริงๆ...!!!
                 "นายตะลอน"