วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เสน่ห์เมืองลับแล ข้าวพันผัก-หมี่พัน

                ารท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดจัดงานเทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล ประจำปี 2559 (มหัศจรรย์ ทุเรียนหลง-หลินเมืองลับแล) ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ค.59 ที่ตลาดกลางผลไม้ (OTOP) เทศบาลตำบลหัวดง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ชื่อเสียงของทุเรียนเมืองลับแล และกระตุ้นการท่องเที่ยวของ จ.อุตรดิตถ์ ภายในงานจะมีนิทรรศการทุเรียน ผลไม้ และอาหารพื้นเมืองลับแล การแสดงดนตรีรำวงย้อนยุค การแสดงของเด็กนักเรียน การแสดงของชมรมผู้สูงอายุ การประกวดผลผลิตทุเรียนทุกประเภท และผลไม้เมืองลับแล การแข่งขันตำส้มตำทุเรียนลีลา การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง มหกรรมอาหาร สินค้าโอทอป และอื่นๆ อีกมากมาย
    ที่เมืองลับแลนอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องของทุเรียนหลง-หลินแล้ว เสน่ห์วัฒนธรรมด้านอาหารก็ดูเหมือนจะลือเลื่องขึ้นชื่ออยู่เหมือนกัน เพราะช่วงที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ อ.ลับแล ก็มีโอกาสได้ลิ้มชิมรส "ข้าวพันผัก และ "หมี่พัน" ซึ่งถือเป็นอาหารพื้นเมืองขึ้นชื่อขอ งจ.อุตรดิตถ์ ที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทยโบราณ ซึ่งมีมานานหลายชั่วอายุคน ในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้ได้นานมาปรุงเป็นอาหารกินกัน กลายเป็นอาหารพื้นบ้านที่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นที่อยู่ของคนสมัยก่อน
              โดยข้าวพันผักจะนำผักต่างๆ มาใส่ลงบนแป้งที่ทำมาจากข้าวอยู่บนปากหม้อคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ จากนั้นทำให้แล้วห่อผักกินกับน้ำจิ้มอร่อยมาก จึงเป็นที่มาของ "ข้าวพันผักลับแล" ส่วนหมี่พันก็เป็นภูมิปัญญาของคนลับแลสมัยโบราณ เวลาไปทำงานนอกบ้าน เข้าสวนทำไร่กัน ก็จะนำข้าวแคบที่ทำมากันเนิ่นนานนั้น ต่อมานำมาประยุกต์ใช้หมี่ขาวลวกปรุงรสแล้วนำมาพันกับข้าวแคบที่มีอยู่ คือ นำเอาแผ่นข้าวแคบมาม้วนห่อเส้นหมี่ที่ลวกและปรุงรสด้วยน้ำมันกระเทียมเจียว หอม น้ำปลา น้ำมะนาว พริกป่น และซอสมะเขือเทศ พันเป็นแท่งยาว อันไม่ใหญ่มาก พกติดตัวไป เพราะกินง่ายไม่ยุ่งยาก จนเป็นที่มาของ "หมี่พันลับแล" 
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบัน"ข้าวพันผักลับแล" และ"หมี่พันลับแล" ชาวบ้านนิยมกินกันมากขึ้น และมีการทำขายกันจนเป็นที่รู้จักของผู้คนที่มาเยือน จ.อุตรดิตถ์ ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่ชาวบ้านทำขายเป็นอาหารว่าง แต่สำหรับผู้ที่มาเยือน จ.อุตรดิตถ์ อย่างผมและคนอื่นๆ กินแทนข้าวกันเลยทีเดียว เพราะรสชาติอร่อยถูกปากจริงๆ
                    "นายตะลอน"
**********************************************

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

โปรยเมล็ดพืชทางอากาศ เพิ่มความชุ่มชื้นป่าต้นน้ำ

           รายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" วันศุกร์ที่ผ่านมา ( 17 มิ.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการตอนหนึ่งว่า เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลในปี 2559 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 12 สิงหาคม 2559 ที่กำลังมาถึง รัฐบาลโดยกระทรวง

เกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมมือกับหน่วยที่เกี่ยวข้องจัดโครงการบูรณาการตามแนวทางประชารัฐ ร่วมใจปลูกป่า เสริมความชุ่มชื้น เพิ่มผืนป่า และสร้างแหล่งต้นน้ำ แหล่งน้ำต้นทุน ภายใต้แนวคิด 9 สัปดาห์ สู่วันมหามงคล โดยการโปรยเมล็ดพันธุ์พืช 10 ชนิดทางอากาศ ได้แก่ มะค่าโมง ไผ่รวก ไผ่ซางนวล ไผ่ป่า สาธร แสมสาร สีเสียดแก่น อินทนิลน้ำ มะค่าแต้ และขี้เหล็กบ้าน ควบคู่ไปกับปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ในผืนป่าทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก ได้แก่ พื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก อุทยานแห่งชาติเขา
ค้อ และอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ระยะเวลาดำเนินการ เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559
        สำหรับโครงการดังกล่าว ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันเปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศและการปลูกป่าในพื้นที่แหล่งต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด 9 สัปดาห์ สู่วันมหามงคล ที่สนามบินนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์  เมื่อเร็วๆ นี้ (13 มิ.ย.) พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดโครงการฯ บอกว่า โครงการนี้หน่วยงานต่างๆ และประชาชนได้มีส่วนร่วมปั้นดินแล้วบรรจุเมล็ดพันธุ์พืชชนิดต่างๆ จากนั้นกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้นำไปโปรยในพื้นที่ป่าสงวนหรือในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า โดยเฉพาะป่าต้นน้ำที่ขาดความชุ่มชื้นและขาดความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ หลังจากนั้นก็จะดำเนินการขยายผลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่ขาดความชุ่มชื้นให้มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นต่อไป
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกด้วยว่า การโปรยเมล็ดพันธุ์พืชในโครงการ
นี้เป็นการทำหลังจากปฏิบัติการฝนหลวงเสร็จเรียบร้อยแล้วในแต่ละวัน คาดว่าอีกประมาณ 9 สัปดาห์ต่อจากนี้จะเกิดการงอกของเมล็ดพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรมและการทำงานเชิงบูรณาการในครั้งนี้ จะมีผลดีต่อระบบนิเวศน์และการทำฝนหลวง เนื่องจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ต้นทุนในการให้กำเนิดความชุ่มชื้น จะก่อให้เกิดเมฆและตกเป็นฝนกลับสู่พื้นที่ป่าที่เป็นต้นน้ำไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรและแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติหรืออ่างเก็บน้ำไว้ใช้ต่อไป...!!!
                  "นายตะลอน"
********************************************

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เกาะมันในอ่าวสวยงาม แหล่งอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล

         "ายลมแผ่วเบา พัดพาละอองฝนเย็นใจ วิหคผกผินบินฝ่ากระแสลม เรือลำน้อยคอยท่าฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ" เริ่มต้นด้วยบทกวีบ้านๆ ที่ผมเขียนไว้เมื่อครั้งมาเยือนเกาะมันใน จ.ระยอง                     สำหรับ "ระยอง" เป็นเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกที่ถูกขนานนามให้เป็นเมืองแห่งกวี  เพราะ "พระสุนทรโวหาร" นามเดิม "ภู่" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "สุนทรภู่" มีบ้านเกิดอยู่ที่ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง และเป็นที่กำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ "นิราศเมืองแกลง" นอกจากนี้ ผลงานวรรณกรรมประเภทร้อยแก้วของ "สุนทรภู่"  และนิทานกลอนสุภาพเรื่อง "พระอภัยมณี" ฉากในนิทานก็มีหมู่เกาะน้อยใหญ ่และท้องทะเลที่สวยงามในจ.ระยองอีกด้วยครับ
"เกาะมันใน"  เป็นเกาะหนึ่งที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำใจ" ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่เกาะมันที่มีทั้งหมด 3 เกาะ เรียกชื่อตามระยะทางจากฝั่ง เกาะที่อยู่ใกล้ชายฝั่งมากที่สุดก็คือ "เกาะมันใน" และมีพื้นที่ประมาณ 131 ไร่ แถมยังมีอ่าวที่สวยงามน่าสนใจ อย่างอ่าวต้นมะขาม อ่าวหินโขดหญ้า อ่าวโกงกาง และอ่าวหน้าบ้าน โดยเฉพาะอ่าวหน้าบ้านมีปะการังที่สวยงาม ส่วนอ่าวโกงกางมีหาดทรายเรียบที่ดูแล้วสวยงามสะอาดตาจริงๆ
               นอกจากนี้ ยังพบว่าในช่วงเวลาน้ำลดจะเกิดเป็นทะเลแหวกเป็นสันทรายโผล่ขึ้นมาเป็นสันทรายทอดยาวจากเกาะมันในไปจนถึงเกาะมันกลาง มีระยะทางประมาณ 200 เมตร นับเป็นทะเลแหวกภาคตะวันออก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจ.ระยอง ที่สำคัญเกาะมันในยังเป็นที่ดำเนินการโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล พันธุ์เต่าตนุ และเต่ากระ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ดูแลโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกอีกด้วย

           "ศุภวัตร กาญจน์อติเรกลาภ" ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก  บอกว่าจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำริที่จะให้มีการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ใช้ประโยชน์ในอนาคต จึงได้พระราชทาน เกาะมันในเพื่อใช้เป็นที่ตั้งโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่า เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2522 ต่อมาได้โอนมาสังกัดสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และเปลี่ยนชื่อเป็น "ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก" โดยได้ขยายความรับผิดชอบในการศึกษาการแพร่กระจายและขยายพันธุ์สัตว์ทะเลหายากชนิดอื่นด้วย คือ พะยูน โลมา รวมถึงทรัพยากรทางทะเลอื่นๆ ได้แก่ ปะการัง และ หญ้าทะเล ตลอดจนงานวิจัยด้านสมุทรศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมทางทะเล

              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก  บอกอีกว่า ทางศูนย์ฯยังมีภารกิจที่ต้องประเมินสภาวะทรัพยการทางทะเลและชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ประกอบด้วยความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศปะการัง นิเวศหญ้าทะเล และนิเวศป่าชายเลน สัตว์ทะเลหายากและใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนภาวะสิ่งแวดล้อมทางทะเล เพื่อการพัฒนาอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ำด้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรม ของทรัพยาการทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อความผลักดันให้เกิดกระแสอนุรักษ์ และฟื้นฟูโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน และยังเป็นศูนย์เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอีกด้วย...!!!
"นายตะลอน"
***********************************************

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

คุกคามปะการังจนฟอกขาว จึงต้องติดตามและเร่งฟื้นฟู

          "สงสุดท้ายของวันนี้ เริ่มคล้อยต่ำส่องกระทบผิวน้ำ เบื้องหน้าเห็นฝั่งบ้านเพเมืองระยอง นาวาเทียบท่าเรือพร้อมกลิ่นทะเลแสนอบอุ่น" เริ่มต้นด้วยบทกวีบ้านๆ ที่ผมเขียนไว้เมื่อคราวที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) นำคณะสื่อมวลชนสัญจรเยี่ยมชมสถานเพาะเลี้ยงปะการัง และลงพื้นที่ดำน้ำดูปะการังที่เกิดการฟอกขาวในบริเวณเกาะมันในและเกาะเสม็ด จ.ระยอง
แน่นอนครับว่าประการังฟอกขาวเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนจะต้องร่วมมือกันในการดูทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้คงอยู่กับเรานานๆ และในทุกๆ ปีปัญหาปะการังฟอกขาวก็จะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุต่างๆ โดยเฉพาะจากฝีมือมนุษย์ครับ
          "โสภณ ทองดี" รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) บอกว่า มาตรการต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวของแนวปะการังและสร้างสมดุลของการใช้ประโยชน์ โดยการใช้มาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ทช.ในการออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวของแนวปะการัง กำหนดมาตรฐานการใช้ประโยชน์แนวปะการัง ควบคุมเฝ้าระวัง ฟื้นฟูแนวปะการังและสนับสนุนงานวิจัยเพื่อการบริหารจัดการแนวปะการัง และขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนในการอนุรักษ์ปะการังของไทยให้ยั่งยืนตลอดไป
         "รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง" บอกอีกว่า  อุณหภูมิของน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญ หากลดลงอยู่ในระดับปกติก็คาดว่าสถานการณ์ปะการังฟอกขาวจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์กันตลอด นอกจากนี้ คงต้องทั้งใช้มาตรการเร่งด่วน โดยใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ.2559 มาตรา 17 ในการลดผลกระทบและภัยคุกคามจากมนุษย์ที่มีต่อแนวปะการังในช่วงวิกฤตินี้ เพื่อให้ปะการังที่ฟอกขาวมีโอกาสรอดจากการตายให้ได้สูงที่สุด โดยการห้ามกิจกรรมที่ทำอันตรายต่อปะการัง ได้แก่ ห้ามการทอดสมอเรือในแนวปะการัง ห้ามการทิ้งขยะและปล่อยมลพิษลงบนแนวปะการัง ห้ามการขุดลอกร่องน้ำในแนวปะการัง ห้ามกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดตะกอนลงสู่แนวปะการัง ห้ามการจับสัตว์น้ำในแนวปะการัง ห้ามการให้อาหารปลาในแนวปะการัง ห้ามการเดินเหยียบย่ำแนวปะการัง และห้ามการเก็บหรือทำลายปะการัง เว้นแต่การกระทำเพื่อการศึกษาวิจัยทางวิชาการ และควบคุมการใช้ประโยชน์แนวปะการัง โดยการควบคุมการท่องเที่ยวดำน้ำในแนวปะการังไม่ให้ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังอีกด้วย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "คุณโสภณ" บอกด้วยว่า สถานการณ์ปะการังฟอกขาวบริเวณเกาะมันในและหมู่เกาะเสม็ดจังหวัดระยองในปี 2559 พบว่าอยู่ในระดับรุนแรง (สีเหลือง) เกิดการฟอกขาว 30-40 เปอร์เซ็นต์ของปะการังมีชีวิต ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับเริ่มรุนแรงน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ สำหรับปะการังที่ฟอกขาว ได้แก่ ปะการังโขด ปะการังกาแล็กซี่ ปะการังลายดอกไม้ ปะการังรังผึ้ง ปะการังรังผึ้งเล็ก ปะการังหนามขนุน ปะการังสมองร่องยาว ปะการังสมองร่องใหญ่ ปะการังวงแหวน ปะการังผิวยู่ยี่ และปะการังเขากวาง นอกจากนี้ พบหอยมือเสือฟอกขาวเช่นกัน...ปะการังฟอกขาวจึงถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างจริงจัง...!!!
               "นายตะลอน"
*******************************************