วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เดินชมสวนเกาะเกร็ด สัมผัสวิถีชุมชนเกษตร

         "ดินชมสวนจนขาขวิด ต้นกล้วยยืนตระหง่านเขียวใส นกกวักเดินอวดโฉมให้เห็นหลายรอบ ปลาแหวกว่ายริมเจ้าพระยาสุขทุกคราที่ได้ยล" เริ่มต้นด้วยบทกวีบ้านๆ แน่นอนครับว่าวันนี้ผมมีเรื่องราวการเดินชมสวนที่เกาะเกร็ด ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี มาบอกเล่าผ่านตัวหนังสือครับ เพราะเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่เกาะเกร็ดอีกครั้ง จริงๆแล้วสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ผมแวะเวียนมาบ่อยมาก แล้วก็จะนำเรื่องราวต่างๆที่เกาะเกร็ดมาเขียนไว้หลากหลายทีเดียว แต่ครั้งนี้ผมตั้งใจมาเดินชมสวนระยะทางรอบเกาะเกร็ด 6 กิโลเมตร ก็ถือว่าเป็นระยะทางไม่ไกลไม่ใกล้พอเดินชมอะไรเพลินๆทีเดียว แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนิยมปั่นจักรยานกัน เพราะมีร้านจักรยานเช่าบริการนักท่องเที่ยวอยู่หลายแห่งครับ
         เกาะเกร็ด เกิดขึ้นจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงส่วนที่เป็นแหลม ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2265 เรียกว่า
คลองลัดเกร็ดน้อย ในจ.นนทบุรี ส่วนคลองลัดเกร็ดใหญ่อยู่ที่จ.ปทุมธานี ขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตอนท้ายอ.สามโคกมาทางใต้ถึงคลองขวางเชียงราก  ต่อมากระแสน้ำเปลี่ยน
ทิศทางแรงขึ้น เซาะตลิ่งทำให้คลองขยาย แผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะ ชื่อเดิมเรียกว่าเกาะศาลากุน
เกาะเกร็ด ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของจ.นนทบุรี รู้จักกันดีในฐานะแหล่งชุมชนชาวมอญที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผา และประเพณีวัฒนธรรมแบบพื้นบ้านดั้งเดิม ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี และการท่องเที่ยวเกาะเกร็ดที่เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้นักท่องเที่ยวมากมาย ร้านค้า ร้านอาหารคึกคักอย่างมากในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาเดินเที่ยว ช้อปปิ้ง หาของอร่อย กินกัน หรือไม่ก็นั่งนั่งเรือยนต์ชมธรรมชาติและวิถีชุมชนรอบเกาะเกร็ดกันก็เพลิดเพลินดีเหมือนกันครับ
       ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนเกาะเกร็ดก็มีให้ท่องเที่ยวอยู่มากมายจริงๆ เพราะมีสวนผลไม้หลากหลายชนิด อาทิ สวนทุเรียน ชมพู่มะเหมี่ยว ลิ้นจี่ มะปราง กระท้อน กล้วย และสวนผลไม้อื่นๆ โดยเฉพาะสวนที่เป็นลักษณะท้องร่องดูเหมือนสมัยนี้จะหาดูได้ยากเต็มที เกาะเกร็ดจึงถือเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีทีเดียว
ถือว่าโชคดีทีเดียวในวันที่ผมมาเดินรอบเกาะเกร็ด อากาศไม่ร้อนมองเห็นสวนสองข้างทางเขียวขจีของพันธุ์ไม้ต่างๆรู้สึกสดชื่นทันตาเห็น นอกจากนี้ระหว่างเดินอยู่ก็เห็นนกกวัก ตัวคล้ายๆไก่มาเดินอวดโฉมให้เห็นอีกด้วย ซึ่งนกชนิดนี้นับวันจะดูได้ยากเหมือนกัน เพราะแหล่งที่อยู่ของมันตามสวนต่างๆ กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรกันหมดแล้ว ระหว่างทางยังได้สัมผัสวิถีชุมชนโดยเฉพาะร้านขายของชำพื้นบ้าน ผมแวะซื้อน้ำกินแก้กระหายชื่นใจกับบรรยากาศพื้นบ้านจริงๆ และในที่สุดผมก็เดินลัดเลาะมาถึงทางเดินเรียบริมแม่น้ำลัดเกร็ด เห็นสายน้ำผู้คนชุมชนวิถีชาวบ้านริมน้ำก็เพลิดเพลินและมีความสุขอีกแบบครับ
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ระหว่างเดินรอบเกาะเกร็ด ผมแวะไหว้พระทำบุญที่ วัดฉิมพลีสุทธาวาส ตั้งอยู่ริมแม่น้ำลัดเกร็ด อยู่ทางทิศใต้ของวัดปรมัยยิกาวาส ซึ่งวัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในวัด มีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมมากมาย เช่น ตัวอุโบสถและเจดีย์ อุโบสถ เป็นสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา อุโบสถมีลักษณะเป็นอาคารทรงโรงขนาด 5 ห้องหลังคาลด 2 ชั้น ฐานอุโบสถแอ่นโค้งทรงเรือสำเภา ในส่วนของหน้าบันด้านหน้าเป็นไม้รูปเทวดาทรงราชรถล้อมรอบด้วยลายดอกไม้อยู่ในรัศมีทรงกลมคล้ายรูปพระจันทร์ทรงกลด และมีซุ้มหน้านาง เป็นปูนปั้นทรงมณฑปแบบหน้านางลวดลายงามละเอียดอ่อนช้อยมาก นับเป็นซุ้มประตูที่มีความงดงามอย่างมาก และหากใครอยากมาเดินออกกำลังกายรอบเกาะเกร็ดเหมือนผมเชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่นอน...!!!
"นายตะลอน"
****************************************

วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เสน่ห์สามแพร่ง ชุมชนโบราณพระนคร

              ช่วงหัวค่ำระหว่างสัปดาห์ปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 ผมจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดี เพราะวันนั้นเดินเท้าจากถนนดินสอ แถวศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ลัดเลาะตามตรอกซอกซอย โดยมีจุดหมายที่งานเทศกาลศิลปะชุมชน ซึ่งจัดขึ้นย่านถนนแพร่งนรา ถนนแพร่งภูธร และถนนแพร่งสรรพศาสตร์ หรือที่รู้จักกันในนาม "สามแพร่ง" แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งเยาวชนอาสาจากโรงเรียนมัธยม นักศึกษาหลายสถาบันในนามกลุ่มรักยิ้มได้รวมตัวจัดงานดังกล่าวขึ้น โดยนำเยาวชนอาสา ศิลปินนักกิจกรรมศิลปะ มาพบปะกับชาวบ้านชาวชุมชน เพื่อนำเสนอวิถีชุมชนทั้งสามแพร่ง สร้างสรรค์ศิลปะย่านนี้เพื่อการแบ่งปันทุกเพศ ทุกวัย
         ภายในบริเวณงานตามจุดต่างๆ นอกจากจะได้เห็นกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับศิลปะและการแสดงต่างๆ แล้ว สภาพตึกแถวโบราณก็ถูกประดับด้วยธงราวดูเก๋ไก๋ สีสันจากแสงไฟ เมื่อมองรวมๆ กันแล้วทำให้รู้สึกตื่นเต้นและอยากจะพาสองเท้าก้าวไปเยี่ยมชมกิจกรรมตามจุดต่างๆ ครับ ระหว่างเดินไปก็พบกับร้านอาหารคาวหวานจำนวนมาก ภาพคุณยายที่กำลังลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวใส่ชาม คุณป้าอีกคนกำลังมาเสริฟน้ำให้ลูกค้าที่มานั่งฝากท้องมื้ออร่อย ช่างเป็นภาพที่มีเสน่ห์จริงๆ และถือเป็นการเก็บตกเรื่องราวครั้งนั้นที่ผมไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาครับ
          แต่สิ่งที่อยากจะบอกเล่าก็คงจะเป็นเรื่องราวความเป็นมาของชุมชน "สามแพร่ง" ซึ่งมีประวัติที่น่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะรูปแบบสถาปัตยกรรมเก่าแก่ย่าน "สามแพร่ง" ในอดีตถือเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นย่านการค้าที่รุ่งเรือง เพราะมีร้านค้า ร้านสรรพสินค้ามากมาย ที่เจ้านายและชนชั้นสูงจะมาเลือกซื้อสินค้าดีๆ กัน และยังเป็นแหล่งรวมร้านอาหารต่างๆ เป็นย่านที่คนทำงานราชการจะมาพบปะกินเลี้ยงสังสรรค์กัน เพราะอยู่ใกล้กับหน่วยงานราชการต่างๆ จึงทำให้ชุมชนที่นี่ดูคึกคักตามมาด้วย แต่พอหลังจากมีการขยายตัวของเมืองออกไป หน่วยงานราชการก็มีการย้ายออกนอกพื้นที่กัน จึงทำให้ย่านสามแพร่งซบเซาลงในเวลาต่อมา
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สถานที่น่าสนใจและร้านอาหารย่านสามแพร่ง หากเดินทางมาชุมชนนี้คงต้องแวะลิ้มรสและเยี่ยมชมกัน คงจะหนีไม่พ้นร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ ขนมเบื้องโบราณแพร่งนราที่สืบทอดสูตรการทำมาตั้งแต่สมัยโบราณ ลูกชิ้นนางฟ้า แพร่งนราอู่วิเชียร อู่รถโบราณ ซึ่งเคยเป็นที่สอบใบขับขี่แห่งแรกของประเทศไทย โรงละครร้องแห่งแรกของสยาม หรือโรงละครปรีดาลัย (โรงเรียนตะละภัฏศึกษา) และซุ้มประตูวังแพร่งสรรพศาสตร์ หลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณ และหากผ่านมาแถวชุมชน "สามแพร่ง" ก็อย่าลืมมาเดินเที่ยวและหาของกินอร่อยๆ กัน...!!!
                   "นายตะลอน"
************************************************

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วัดพิชัยสงคราม มีตำนานเล่าขาน

มืองกรุงเก่า หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทุกครั้งที่ผมมาเยือนจังหวัดนี้ สิ่งหนึ่งคือไปทำบุญไหว้พระตามวัดต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในจังหวัดแห่งนี้ และวันนี้ก็ได้มาทำบุญไหว้พระ และสักการะสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วัดพิชัยสงคราม ตำบลกะมัง อำเภอพระนครศรีอยุธยา ตามตำนานวัดพิชัยสงคราม เป็นวัดราษฎร์โบราณ ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนจะสร้างเมื่อไหร่ ใครเป็นผู้สร้าง ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด
ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงวัดพิชัยสงคราม พอสรุปความได้ว่า ณ วันเสาร์ขึ้น 4 ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก (จุลศักราช 1128 ตรงกับพุทธศักราช 2309) ขณะที่กองทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ พระยาวชิรปราการ (สิน) เจ้าเมืองตาก ประเมินสถานการณ์สงครามว่ากรุงศรีอยุธยาจะต้องเสียให้แก่กองทัพพม่าอย่างแน่นอน เพราะข้าราชการ แม่ทัพนายกองขาดความเป็นธรรม ขาดความสามัคคีที่จะร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านกองทัพพม่า
           จึงพร้อมด้วยพรรคพวกทหารหาญร่วมอุดมการณ์ ประมาณ 1 พันคน ฝ่ากองทัพพม่าทางทิศตะวันออก ข้ามลำน้ำป่าสัก รวมพล ณ วัดพิชัย เวลาค่ำ ร่วมให้สัตยาธิษฐานต่อพระประธานในพระอุโบสถ ขอให้เดินทางโดยปลอดภัย กลับมากู้กรุงศรีอยุธยา มีชัยชนะต่อข้าศึก ในขณะนั้นก็เกิดอัศจรรย์ฝนโปรยลงมาเป็นมหาพิชัยฤกษ์ก่อนออกเดินทางไป มีชัยชนะต่อกองทัพพม่าที่ติดตามโจมตี ทิ้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งถูกเพลิงเผาผลาญไว้เบื้องหลัง ผ่านเมืองนครนายก เมืองระยอง ตั้งมั่นรวบรวมไพร่พล ที่เมืองจันทบุรี จนกลับมากอบกู้อิสรภาพ มีชัยชนะต่อข้าศึกโดยเด็ดขาด และปราบดาขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รับการถวายพระเกียรติเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
           วัดพิชัยคงเป็นวัดร้างมาแต่ พ.ศ.2309 ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา จนสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณสมัยรัชกาลที่ 4 หรือรัชกาลที่ 5 ชาวบ้านมีจิตศรัทธาร่วมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ ขนานนามมงคล อันเป็นเหตุการณ์จากประวัติศาสตร์ เป็นอนุสรณ์ว่า วัดพิชัยสงคราม มีพระสงฆ์จำพรรษาสืบมาจนทุกวันนี้
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับผมแล้วคงต้องบอกว่าบ้านเมืองเราในช่วงที่พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกนั้น เหตุผลหนึ่งที่น่าเศร้าใจคือ ความแตกแยกของข้าราชการ ทุจริต คอรัปชั่น และขาดความสามัคคี จนทำให้บ้านเมืองพังพินาศ...!!!
                   "นายตะลอน"
********************************************

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

กุ้งเหยียด ของดีบ้านสาขลา

    ผู้ที่ชื่นชอบเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่เรียบง่าย อยากหลีกลี้หนีความวุ่นวายในเมืองหลวง ที่ชุมชนบ้านสาขลา ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เงียบสงบ เรียบง่าย เหมาะสำหรับการพักผ่อนและค้นหาตัวเอง
    ส่วนของดีที่ขึ้นชื่อของบ้านสาขลา คงจะหนีไม่พ้นกุ้งเหยียด ซึ่งเป็นอาหารภูมิปัญญาชาวบ้านสาขลา หนึ่งเดียวในเมืองไทย หากใครได้มาเยือนบ้านสาขลา สิ่งที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงก็คือ การลิ้มลองกุ้งเหยียด
          กุ้งเหยียดถือเป็นเมนูพื้นบ้านที่มีลักษณะคล้ายกุ้งต้มเค็ม แต่กรรมวิธีในการทำให้กุ้งเหยียดตรงจนเป็นที่มาของชื่อนี้ ส่วนรสชาติอย่าบอกใครครับ ผมไปตะลอนชิมมาถึงก้นครัว มีรสชาติออกหวาน มัน เค็ม สุดยอดจริงๆ ครับ จะเอาไปกินกับข้าวสวย ข้าวต้ม หรือจะกินเล่นๆ เป็นกับแกล้มก็อร่อย พูดแล้วอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
         ป้าสุนทรหรือสุนทร สุวรรณนาวิน ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรนาเกลือพัฒนาสาขลา ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ที่ยึดอาชีพการทำอาหารแปรรูปจากกุ้ง หอย ปู ปลา นานกว่า 20 ปี เล่าถึงความเป็นมาของกุ้งเหยียดว่า เดิมทีชาวบ้านสาขลาเมื่อจับกุ้งได้จะแบ่งส่วนหนึ่งไปทำกุ้งต้มเค็ม เหมือนๆ กับที่อื่นๆ จนเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา ได้มีการประยุกต์การทำกุ้งต้มเค็มให้เป็นกุ้งเหยียด จนกลายเป็นอาหารขึ้นชื่อของหมู่บ้านนี้ และมีการสืบทอดวิธีการทำกุ้งเหยียดให้ลูกหลาน และคนอื่นๆ ในหมู่บ้านทำสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
        ป้าสุนทรเล่ากรรมวิธีการทำว่า เมื่อได้กุ้งมาแล้ว ก็จะนำกุ้งไปล้างให้สะอาดและนำไปเหยียดให้ตรงเรียงในหม้อ ประมาณ 4-5 ชั้น ระหว่างชั้นจะโรยน้ำตาลทรายและเกลือป่น โดยไม่ต้องใส่น้ำแต่อย่างใด เพราะในตัวกุ้งมีน้ำอยู่แล้ว จากนั้นจะนำครกหินไปวางทับก่อนจะนำไปต้มให้สุกตัวเหยียดตรงเป็นมันวาว กลายเป็นเมนูอร่อยหนึ่งเดียวในเมืองไทย
        ปัจจุบันกุ้งเหยียดกลายเป็นผลิตภัณฑ์แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับการคัดสรรให้เป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ "หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์" หรือโอท็อป 5 ดาว ระดับประเทศ เป็นที่ยอมรับจากลูกค้าอย่างมากมาย แค่เฉพาะขายหน้าบ้านก็ขายกันแทบไม่ทันในแต่ละวัน ส่วนรายได้คงไม่ต้องพูดถึง เพราะยังมีลูกค้าจากภายนอกสั่งออเดอร์จากป้าสุนทรที่นำไปขายต่ออีกจำนวนมาก
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  คงต้องบอกว่าการนำภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาต่อยอด สร้างเป็นอาชีพให้แก่ชุมชนได้ และที่สำคัญนอกเหนือไปจากการสร้างอาชีพแล้ว กุ้งเหยียดยังสร้างเอกลักษณ์เป็นสินค้าคู่กับชุมชนบ้านสาขลาได้อีกด้วย...!!!
"นายตะลอน"
**************************************

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

นิทรรศการสามสายลายเส้น เอกลักษณ์เฉพาะตัวศิลปิน

            "ารวาดเส้น" อาจหมายถึงการใช้ดินสอดำ หรือปากกามาสร้างสรรค์งานให้เกิดลายเส้นหรือภาพแรเงา โดยเน้นความงามของเส้นและแสงเงาเป็นสำคัญ ส่วนการเขียนภาพสเกตช์ อาจเป็นลัษณะการเขียนภาพร่างหยาบๆ เพื่อกำหนดโครงสร้าง ขนาดสัดส่วนคร่าวๆ ของการเขียนภาพทุกชนิดก็ว่าได้ และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (30 เม.ย.59) ที่ผ่านมา ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานเปิดนิทรรศการ "สามสายลายเส้น" ซึ่งเป็นงานเขียนภาพลายเส้นของคุณชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะฐาปนันดรศิลปิน คุณจักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ และคุณนิธิ สถาปิตานนท์ ศิลปินแห่งชาติ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
            นอกจากนี้ การแสดงงานของศิลปินอาวุโสทั้ง 3 ท่านครั้งนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีที่เยาวชนและประชาชนโดยทั่วไปจะได้เห็นเส้นสายของลายเส้นที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปินแต่ละท่าน รวมถึงได้เห็นสุนทรียภาพด้านการสร้างงานศิลปะที่มาจากจิตใจอันบริสุทธิ์ของศิลปินที่แสดงงานครั้งนี้ด้วย
           ซึ่งที่มาของการรวมตัวของทั้ง 3 ศิลปินในการแสดงงานครั้งนี้ เกิดจากการที่คุณชวน หลีกภัย มีโอกาสได้พบปะแลกเปลี่ยนทัศนคติด้านการเขียนภาพลายเส้นนี้กับคุณนิธิ สถาปิตานนท์ สถาปนิกผู้รักการเขียนภาพลายเส้นในแนวทางเดียวกันและได้พูดคุยกันว่าน่าจะจัดการแสดงภาพเขียนลายเส้นสเก็ตซ์ร่วมกันสักครั้ง โดยในช่วงเวลานั้น คุณจักรพันธุ์ โปษยกฤต  ศิลปินแห่งชาติด้านการเขียนภาพสีน้ำมันที่เลื่องชื่อ ได้ใช้เวลาว่างเขียนภาพลายเส้นสเก็ตซ์ในโอกาสที่เดินทางไปพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ พอได้พบกันจึงเชิญชวนให้นำภาพสเก็ตซ์เหล่านี้มาจัดแสดงร่วมกัน ซึ่งคุณจักรพันธุ์ก็ยินดีและเต็มใจเข้าร่วมด้วย จึงเป็นที่มาของการจัดนิทรรศการภาพเขียนลายเส้นครั้งนี้ขึ้น
         คุณชวน หลีกภัย บอกว่า งานวาดเส้นของผมนั้นส่วนใหญ่เป็นการเขียนในลักษณะจดบันทึก คือคนอื่นอาจจะจดบันทึกด้วยตัวอักษร แต่ตนใช้การวาดภาพ หรือวาดเส้นเป็นการบันทึก และก็ไม่ถือเป็นงานศิลปะอะไร แต่ได้ทำงานเขียนภาพลายเส้นลักษณะจดบันทึกมาโดยตลอดนับพันรูปตั้งแต่สมัยตนเองเป็นทนายความก็สเก็ตช์ภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพยาน หรืออัยการเอาไว้ จนมาเป็นนักการเมืองก็เขียนภาพลักษณะจดบันทึกไว้มากมายทีเดียว
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับคุณชวน หลีกภัย เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2481 ที่อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สำเร็จการศึกษาโรงเรียนศิลปศึกษา แผนกจิตรกรรมและประติมากรรม เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร (วิทยาลัยช่างศิลป์ในปัจจุบัน) และสำเร็จการศึกษานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อพ.ศ.2505 เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก เมื่อพ.ศ.2535 และสมัยที่ 2 เมื่อพ.ศ.2540 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และใช้เวลาเขียนภาพสเก็ตซ์เป็นงานอดิเรก เมื่อมีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
   ส่วนนิทรรศการ "สามสายลายเส้น" จะจัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 เวลา 10.00 น.-21.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แขวงปทุมวัน กรุงเทพฯ
                          "นายตะลอน"
************************************************