วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

เครื่องปั้นดินเผา ภูมิปัญญาเกาะเกร็ด

             กาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นเกาะกลางน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งหนึ่งของจังหวัดนนทบุรีก็ว่าได้ ที่สำคัญเกาะเกร็ดยังเป็นแหล่งชุมชนคนไทยเชื้อสายมอญมาแต่โบราณ และมีศิลปะวัฒนะธรรม ประเพณีพื้นบ้านมากมายที่ชาวบ้านยังคงอนุรักษ์ไว้อย่างดี โดยเฉพาะเครื่องปั้นดินเผาซึ่งถือเป็นสินค้าคู่เกาะเกร็ด ผมโชคดีที่มีโอกาสมาเยือนเกาะเกร็ดอยู่บ่อยๆก็เลยได้นำเรื่องราวต่างๆของเกาะเกร็ดมาเขียนถึงหลายครั้งหลายครา ก่อนหน้านี้หากยังพอจำกันได้ผมเคยนำเรื่องราวของอาหารพื้นบ้านประจำท้องถิ่นของเกาะเกร็ดอันลือชื่ออย่างทอดมันหน่อกะลามาเขียนถึง เพราะขึ้นชื่อถึงขนาดมีการกล่าวว่า "ถ้ามาเยือนเกาะเกร็ดหากไม่ชิมทอดมันหน่อกะลาแสดงว่ามาไม่ถึงเกาะเกร็ด" ประมาณนั้นทีเดียว ผมมาทีไรต้องอุดหนุนพ่อค้า แม่ค้าตลอดครับ
        ส่วนสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของเกาะเกร็ดอย่างเครื่องปั้นดินเผา ก็มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่าเกาะเกร็ดได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบทอดมาจากบรรพบุรุษชนชาติมอญที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สันนิษฐานว่าคงจะมีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผามาตั้งแต่อยู่เมืองมอญก่อนที่จะอพยพเข้ามาในไทย เมื่อชาวมอญได้รับพระบรมราชานุญาตให้ตั้งบ้านเรือนบริเวณปากเกร็ดซึ่งสภาพดินเหมาะในการทำเครื่องปั้นดินเผา เกาะเกร็ด จึงกลายเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผา
           สำหรับเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดมีหลายขนาดตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก มีทั้งตกแต่งแบบเรียบง่าย แกะสลักลวดลายเล็กน้อย อาทิ โอ่ง อ่าง ครก กระปุก และโอ่งพลู จนถึงเครื่องปั้นดินเผาประเภท หม้อน้ำ โอ่งสลักลายวิจิตร ซึ่งสามารถสั่งทำได้เกือบทุกรูปแบบตามความต้องการ นับเป็นภูมิปัญญาเครื่องปั้นดินเผาของชาวบ้านเกาะเกร็ด เป็นการทำเครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อดินธรรมดาที่เผาในอุณหภูมิค่อนข้างสูง ชนิดเนื้อแกร่ง ไม่เคลือบ เป็นเครื่องปั้นที่มีคุณภาพที่ดีและเป็นศิลปะอันยอดเยี่ยม และมีรูปทรงลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นเกาะเกร็ด ฝีมือการแกะสลัก ลวดลายอันสวยงามวิจิตร แสดงถึงภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์สืบทอดการทำเครื่องปั้นดินเผาตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน จนเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ด้วยความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นของเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ดทางราชการได้เห็นคุณค่าจึงได้เอา หม้อน้ำลายวิจิตร เป็นตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดนนทบุรี แต่หากนักท่องเที่ยวอยากชมของโบราณและหาความรู้ก็ต้องไปเยี่ยมเยือน"พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาสและหอไทยนิทัศน์เครื่องปั้นดินเผา" บนเกาะเกร็ด ซึ่งจัดแสดงเครื่องปั้นดินเผาโบราณ ประวัติความเป็นมาที่ล้วนน่าชม เช่น พระพิมพ์ เครื่องแก้ว เครื่องถ้วยชามต่างๆมากมายทีเดียว ซึ่งเปิดให้เข้าชมในวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09.00–16.00 น. ส่วนในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชมแต่อย่างใด...!!!
                        "นายตะลอน"
************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2559

ทอดมันหน่อกะลา เสน่ห์อาหารเกาะเกร็ด

             นักท่องเที่ยวชาวไทย และต่างประเทศ ต่างรู้จักกันดีหากเอ่ยถึงเกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพราะถือเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนชาวมอญ ที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมมอญไว้อย่างดีแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะเกร็ดเป็นจำนวนมาก ซึ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ผมก็มีโอกาสมาเยือนเกาะเกร็ดอีกครั้งหนึ่ง นอกจากจะได้เข้าวัดทำบุญ เดินทอดน่องชมเครื่องปั้นดินเผางานฝีมือของคนท้องถิ่น ดูสินค้าต่างๆที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้านำมาขายกันแล้ว อาหารคาวหวานที่เกาะเกร็ดก็ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยไม่แพ้ที่ไหนๆเหมือนกัน
           โดยเฉพาะ "ทอดมันหน่อกะลา" เวลาผมมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่เกาะเกร็ดก็จะต้องซื้อมากินทุกครั้งที่มาเยือนก็ว่าได้ เพราะถือเป็นอาหารพื้นบ้านประจำท้องถิ่นอันลือชื่อที่ผู้คนกล่าวว่าหากไม่ชิมทอดมันหน่อกะลาแสดงว่ามาไม่ถึงเกาะเกร็ดนะ พอเรามาถึงเกาะเกร็ดก็จะเห็นพ่อค้า แม่ค้าขายทอดมันหน่อกะลา กันหลายร้าน ส่วนใหญ่จะขายรวมกับผักชุบแป้งทอดสีสันน่ากินทีเดียว
ส่วนวัตถุดิบที่สำคัญซึ่งนำมาทำทอดมันอย่าง "หน่อกะลา"  หรือ เร่ว ก็มีการบอกเล่าว่าเป็นผักพื้นบ้านของเกาะเกร็ดชนิดหนึ่งที่ชาวมอญนำมาใช้ทำอาหารตั้งแต่โบราณและยังถือเป็นแหล่งกำเนิดของทอดมันหน่อกะลาก็ว่าได้ครับ หน่อกะลาเป็นผักตระกูลเดียวกับขิง นำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยใช้หน่ออ่อน รับประทานสด หรือต้มจิ้มน้ำพริก และยังใช้แทนข่าทำต้มยำได้อีกด้วย
         นอกจากนี้ ยังสามารถนำหน่อกะลามาใช้แทนถั่วฝักยาวทำทอดมัน แกงส้ม ต้มยำ ชุบแป้งทอด และอื่นๆอีกมากมาย แถมสรรพคุณทางสมุนไพร ยังนำไปรักษาโรคต่างๆได้อีกด้วย อาทิ ดอก ใช้รักษาอาการผื่นคันตามผิวหนัง ผล รักษาอาการท้องอืด แน่นเฟ้อ จุกเสียด และ ราก รักษาอาการเหนื่อยหอบ
   สำหรับเครื่องปรุงทอดมันหน่อกะลา ประกอบด้วย เนื้อปลากราย ไข่ไก่ หน่อกะลา น้ำพริกแกงคั่ว เกลือป่นนำพริกแกง พริกแห้ง พริกไทย ตะไคร้ ข่า หอมแดง กระเทียม

ผิวมะกรูด รากผักชี กะปิดี นำเครื่องน้ำพริกมาโขลกให้เข้ากันจนละเอียด
  ส่วนวิธีผสมทอดมัน ให้นำเนื้อปลากรายนวดกับน้ำเกลือจนเหนียว ผสมเนื้อปลาที่นวดแล้วกับน้ำพริกแกง พอเข้ากันใส่ไข่นวดจนเข้ากันดี ใส่หน่อกะลา ลงคลุกให้เข้ากัน ปั้นส่วนผสมให้กลม แล้วกดให้บาง นำไปทอดในไฟปานกลาง ส่วนน้ำจิ้มก็มีส่วนผสม น้ำตาลทราย น้ำส้มสายชู น้ำสะอาด เกลือป่น พริกชี้ฟ้าเหลือง กระเทียม ถั่วลิสงป่น แตงกวา ผักชี
  ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทอดมันหน่อกะลา  นอกจากเป็นเมนูยอดนิยมของเกาะเกร็ดแล้ว เพราะมีขายตั้งแต่ร้านริมถนนเล็กๆจนถึงร้านอาหารใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละร้านจะมีสูตรเฉพาะการนำหน่อกะลามาทำเป็นส่วนผสมหลักจึงทำให้ทอดมันหน่อกะลาที่เกาะเกร็ด ถูกกล่าวขานบอกต่อๆกันถึงขนาดที่ว่า "ถ้าไม่ชิมทอดมันหน่อกะลาแสดงว่ามาไม่ถึงเกาะเกร็ด" กันเลยทีเดียว...!!!
"นายตะลอน"
*******************************************

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

กระทรวงยุติธรรม 125 ปี ขับเคลื่อนหน่วยงานก้าวสู่สากล

          ช่วงที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันงานสถาปนากระทรวงยุติธรรมครบรอบ 125 ปี ภายใต้ชื่องาน "125 ปี ยุติธรรมสู่หมู่บ้าน นำบริการรัฐสู่ประชาชน" เมื่อเร็วๆ นี้ (25 มี.ค.) ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการฯ จะเรียกว่าควันหลง หรือเก็บตกก็ว่าได้ ในวันนั้นข้าราชการระดับผู้ใหญ่ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมมาพร้อมหน้าพร้อมตากันเลยทีเดียว อาทิ นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ฯลฯ และข้าราชการกระทรวงยุติธรรม
              แต่คนแรกที่มีโอกาสทักทายกันอย่างเป็นกันเองก็คือ น.ส.ปทิตตา โฉมประดิษฐ์ หัวหน้ากลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งถือเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังร่วมกับทีมงานฯ ในการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ให้กับกระทรวงยุติธรรมได้อย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอดก็ว่าได้ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ มอบรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น รางวัลอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพดีเด่น และรางวัลประกวดงานวิจัยดีเด่น การรับบริจาคโลหิตและการแสดงจากศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน การแสดงดนตรี จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมด้วย
           พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมได้ครบรอบ 125 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงก่อตั้งและสถาปนาขึ้น ในอดีตเป็นกระทรวงศาล แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองและระบบการเข้าถึงประชาชนในเรื่องสิทธิและอื่นๆ ทำให้ศาลต้องแยกออกไปจากฝ่ายบริหารและต้องทำให้เป็นสากลมากขึ้น
"ตนมาดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม พยายามที่จะกำหนดวิถีการทำงานว่าจะทำอย่างไรให้งานตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ แม้วันนี้เราจะไม่ใช่กระทรวงศาลเองก็ตาม แต่กรม กอง ในกระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานที่เต็มไปด้วยความสัมพันธ์กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น" พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" รมว.ยุติธรรม บอกด้วยว่า หน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมต้องบูรณาการกับกระทรวงอื่นให้ได้ เพราะกระทรวงยุติธรรมถือเป็นกระทรวงสากลที่ทุกประเทศต้องมี อาทิ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม อย่างกรมบังคับคดีจะต้องพัฒนา เพราะทำงานต่อจากศาล และต้องเข้าไปสู่กรมเศรษฐกิจให้ได้ เพราะเชื่อมโยงกับการลงทุนของประเทศ จำเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนให้ทันสมัยกับความต้องการของการพัฒนาประเทศด้วย ส่วนกรมราชทัณฑ์ก็ต้องปรับตัวให้ได้กับการที่จะปรับปรุงกฎหมาย และกรมคุมประพฤติก็เหมือนกัน เพราะแนวโน้มที่จะไม่ใช้โทษในการจำคุก แต่จะต้องมีการรองรับสถานการณ์ให้ได้ ทั้งนี้ ความเป็นบริบทของกฎหมายพันธกรณีระหว่างประเทศก็ต้องได้ ซึ่งเป็นแนวใหม่ที่จะต้องก้าวไปสู่สากล
                                              "นายตะลอน"
*******************************************************

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

ธรรมชาติหมายเลข 1 ผลงานครูศิลปกรรมครั้งที่ 4

        ช่วงที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการการแสดงผลงานครูศิลปกรรมอาชีวศึกษา ครั้งที่ 4 ครูศิลป์ : อาชีวศึกษา สืบสาน งานศิลป์ 5 ภาค ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน กรุงเทพฯ ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 3-28 เมษายน 2559 (หยุดทุกวันจันทร์ และวันหยุดราชการ)
"นายสินเธาว์ ชัยสวัสดิ์" ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ ในฐานะประธานเปิดงานพูดอยู่ตอนหนึ่งว่า "ทุกวันนี้เด็กอาชีวะเรียนด้านศิลปะน้อยลง เนื่องจากศิลปะเป็นงานที่ละเอียดอ่อน อาจเป็นเพราะปัจจุบันเยาวชนไม่ละเอียดอ่อนเหมือนสมัยก่อนและคนที่จะมาอยู่สายศิลปะได้ จะต้องเป็นคนที่มีความละเอียดอ่อน มีความชอบด้านนี้ จึงจะสามารถอยู่ในสาขาอาชีพนี้ได้"

    ในฐานะที่ผมเคยเรียนโรงเรียนอาชีวะและจบด้านศิลปะ ก็รู้สึกตั้งคำถามอยู่ในใจอยู่ว่าเพราะเหตุใดทำไมเด็กๆ จึงเรียนด้านศิลปะน้อยลง และแน่นอนว่าในทุกยุคทุกสมัย พอพูดถึงการเรียนศิลปะ ก็จะมีเหตุผลต่างๆ มากมายเช่นกัน
"ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาธุรกิจและบริการ" บอกว่า เรื่องของศิลปวัฒนธรรมนั้น ถือเป็นมรดกที่ล้ำค่าของประเทศ ซึ่งปัจจุบันเศรษฐกิจที่จะไปได้ ก็คือการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวเองก็มุ่งหวังมาดูศิลปวัฒนธรรม และประเทศอื่นๆ ก็อยากมาเที่ยว มาดูศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย เพราะประเทศไทยก็มีศิลปวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ เนื่องจากมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และการจัดงานครั้งนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะประชาสัมพันธ์งานศิลปะที่ดีๆ
         ระหว่างเดินชมผลงานที่นำมาจัดแสดงนิทรรศการดังกล่าว ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ "อาจารย์ณัฐสันต์ ขจิตระบิน" อาจารย์จากวิทยาลัยศิลปะหัตถกรรมกรุงเทพ ที่นำผลงานจิตกรรม "ธรรมชาติหมายเลข 1" มาร่วมแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ด้วย ซึ่งอาจารย์บอกว่างานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติที่รายล้อมรอบสถานศึกษาที่ทำงานอยู่ในปัจจุบัน เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ ก็เป็นแรงบันดาลใจให้อาจารย์ทำงานที่เกี่ยวกับธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ และสถานศึกษาแห่งนี้เหมาะมากที่เปิดเป็นสถาบันสอนศิลปะ เพราะเป็นแหล่งทำให้เกิดความรู้ แรงบันดาลใจการทำงานศิลปะค่อนข้างมาก
 "อาจารย์ณัฐสันต์" บอกด้วยว่า ผลงาน "ธรรมชาติหมายเลข 1" เป็นงานที่ใช้เทคนิคสีอคริลิค ขนาด 50 X 50 ซ.ม. ซึ่งประกอบไปด้วยลายเส้นที่เป็นองค์ประกอบศิลปะ สี และแทนค่าด้วยรูปแบบของธรรมชาติที่เกิดจากแรงบันดาลใจในการทำงาน
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การแสดงผลงานครูศิลปกรรมอาชีวศึกษา ครั้งที่ 4 ครูศิลป์ : อาชีวศึกษา สืบสาน งานศิลป์ 5 ภาค นอกจากจะมีงานศิลปะที่แต่งแต้มสีสันด้วยเทคนิคต่างๆ มากกว่า 80 ชิ้นมาจัดแสดงให้ชมแล้ว ผมยังมีโอกาสได้พบเจอครู อาจารย์ ที่เคยสอนผมในสมัยที่เป็นนักเรียนอาชีวะอีกด้วย...!!!
                                              "นายตะลอน"
*****************************************************