วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

วิถีชุมชนโบราณ ศิลปะเก่าวัดกำแพง

         นวันที่มีโอกาสเดินย่ำต๊อก "ตะลอนตามอำเภอใจ" ยังชุมชนคลองบางหลวง แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ หรือย่านตลาดน้ำคลองบางหลวง ชุมชนเก่าแก่สมัยโบราณ ใกล้ๆ ในละแวกเดียวกันก็เลยถือโอกาสมาทำบุญไหว้พระที่วัดกำแพง (คลองบางจาก) ซอยเพชรเกษม 20 ถนนเพชรเกษม แขวงบางจาก เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เป็นวัดเล็กๆ ที่ยังคงรักษาสภาพดั้งเดิมของโบราณสถาน สถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนังสมัยอยุธยาภายในพระอุโบสถที่ยังคงสภาพความสมบูรณ์อย่างมาก เดิมชื่อวัดสว่างอารมณ์ สันนิษฐานว่าสร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา มีปูชนียสถานที่สำคัญ คือ หลวงพ่ออู่ทอง หรือที่ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อโต ประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่ออู่ทอง เป็นพระปางสมาธิหน้าตักกว้าง 2.49 เมตร ศิลปะแบบอู่ทอง องค์พระพุทธรูปสันนิษฐานว่าเป็นหินทรายแดง นอกจากนี้มีพระปรางค์โบราณ แม้จะบูรณะซ่อมแซมใหม่ แต่ยังคงรักษาสภาพเดิมไว้ และยังค้นพบเศียรพระหินทรายแดงในห้องใต้ดินอีกด้วย
            แม้วัดกำแพงจะเป็นวัดโบราณที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานทางเอกสารแน่ชัดว่าสร้างขึ้นในช่วงเวลาใด จากการพิจารณาลักษณะทางศิลปสถาปัตยกรรมเท่าที่ยังพอปรากฏอยู่ในปัจจุบัน สันนิษฐานว่าวัดกำแพงนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงอยุธยาตอนกลาง โดยอาจเป็นวัดสำคัญในสมัยที่เมืองธนบุรียังคงมีศูนย์กลางเมืองตั้งอยู่บริเวณวัดศาลาสี่หน้าหรือวัดคูหาสวรรค์ในปัจจุบัน ประกอบกับเมื่อพิจารณารูปแบบทางศิลปสถาปัตยกรรมของวัดโบราณบริเวณใกล้เคียง ก็พบว่ามีลักษณะที่บ่งบอกว่าเป็นสมัยอยุธยาตอนกลางถึงตอนปลายเช่นกัน
ส่วนรูปแบบศิลปสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของวัดกำแพงที่ปรากฏในปัจจุบัน ก็ได้สันนิษฐานว่าเป็นรูปแบบซึ่งถูกซ่อมแซมบูรณะในราวสมัยรัชกาลที่ 4 ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถมีรูปแบบทางศิลปกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ยุคที่สยามประเทศมีการติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตกมากกว่าในอดีต การเขียนภาพบ้านเรือน

และบุคคลซึ่งเป็นชาวตะวันตกจึงมีรายละเอียดที่แสดงถึงการได้รับข่าวสาร หรือข้อมูลจิตรกรผู้เขียนภาพเกี่ยวกับรูปแบบการดำรงชีวิต การแต่งกายของชาวตะวันตกที่งดงามด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากจะได้ไหว้พระทำบุญ และเดินชมศิลปะและสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของวัดกำแพงแล้ว ผมยังได้เดินลัดเลาะไปที่ตลาดน้ำริมคลองบางหลวง ติดกับตลาดน้ำเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์วิถีชุมชนกำแพงทองพัฒนา เป็นที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของคนในยุคก่อนๆ แม้พื้นที่จัดแสดงจะเล็กๆ ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ก็พอที่จะได้สัมผัสกลิ่นไอของวิถีชุมชนคนสมัยก่อนได้พอประมาณทีเดียว...!!!
"นายตะลอน"
*****************************************

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กยุติธรรมพร้อมขับเคลื่อน ผลักดันหน่วยงานก้าวสู่สากล

      

        Talonnew :สถาปนากระทรวงยุติธรรม ครบรอบ 125 ปี ยุติธรรมสู่หมู่บ้านนำบริการรัฐสู่ประชาชน "บิ๊กยุติธรรม" พร้อมขับเคลื่อนผลักดันหน่วยงานให้ทันสมัยก้าวสู่สากล
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานวันสถาปนากระทรวงยุติธรรม ครบรอบ 125 ปี ภายใต้ชื่องาน "125 ปี ยุติธรรมสู่หมู่บ้าน นำบริการรัฐสู่ประชาชน" ว่าหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมต้องบูรณาการกับกระทรวงอื่นให้ได้ เพราะกระทรวงยุติธรรมถือเป็นกระทรวงสากลที่ทุกประเทศต้องมี อาทิ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม อย่างกรมบังคับคดีจะต้องพัฒนาเพราะทำงานต่อจากศาล และต้องเข้าไปสู่กรมเศรษฐกิจให้ได้ เพราะเชื่อมโยงกับการลงทุนของประเทศจำเป็นที่จะต้องมีการขับเคลื่อนให้ทันสมัยกับความต้องการของการพัฒนาประเทศด้วย 
รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ส่วนกรมราชทัณฑ์ ก็ต้องปรับตัวให้ได้กับการที่จะปรับปรุงกฎหมาย และกรมคุมประพฤติก็เหมือนกัน เพราะแนวโน้มที่จะไม่ใช้โทษในการจำคุกแต่จะต้องมีการรองรับสถานการณ์ให้ได้ ทั้งนี้ ความเป็นบริบทของกฎหมายพันธกรณีระหว่างประเทศก็ต้องได้ ซึ่งเป็นแนวใหม่ที่จะต้องก้าวไปสู่
สากล
อย่างไรก็ตาม ภายในงานได้มีพิธีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ และมีพิธีมอบรางวัลต่าง ๆ ให้แก่ข้าราชการในกระทรวงยุติธรรม  มีการรับบริจาคโลหิต
และการแสดงจากศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน การแสดงดนตรี จากหน่วยงานในสังกัด กระทรวงยุติธรรมด้วย
******************************************************

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

สัมผัสตลาดเช้าวังเวียง วิถีชีวิตชนบทชาวลาว

          วลาเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ เกือบทุกครั้งเมื่อมีโอกาสหรือโอกาสอำนวย ผมมักจะหาโอกาสไปสัมผัสวิถีชาวบ้านในพื้นที่นั้นๆ และการได้เดินชมตลาดพื้นบ้านที่ชาวบ้านในพื้นที่นำพืชผัก ปลาต่างๆ ที่จับได้ รวมถึงอาหารพื้นบ้านสำเร็จรูปมาขายกัน ซึ่งบางครั้งก็เป็นอาหารที่ผมยังไม่เคยลิ้มรสที่ไหนมาก่อนเลย แต่ขณะเดียวกันในตลาดพื้นบ้านก็ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำอาหารและการกินของคนในพื้นที่นั้นๆ ที่เราสามารถสัมผัสได้
   ตลาดเช้าวังเวียง (vangvieng morning market) เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ก็เป็นตลาดพื้นบ้านอีกแห่งที่ผมมีโอกาสมาเยือนฉากหลังของตลาดเป็นเทือกเขาหินปูน เป็นตลาดขนาดกลางที่วางขายบนแคร่ และปูผ้าใบวางขายบนพื้น และหากต้องการสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวบ้านชนบทแท้ๆ ตลาดแห่งนี้ไม่แตกต่างจริงๆ ของที่พ่อค้าแม่ค้านำมาขาย ก็มีผักสดๆ พืชผักทั่วไป ปลาสดๆ หลากหลายชนิด บางชนิดก็ไม่คุ้นตามากนัก เพราะเป็นปลาน้ำจืดที่ชาวบ้านจับมาจากลำน้ำซอง ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของชาววังเวียง เสื้อผ้าจากจีนก็มีวางขายบ้าง
               นอกจากนี้ ก็มีซากและเนื้อสัตว์ป่าที่วางขายกันจนเป็นที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควร ส่วนร้านอาหารพวกปิ้งย่างที่มาจากเนื้อหลากชนิด รวมถึงหนู กลิ่นควันไฟคละคลุ้งทั่วบริเวณชวนน้ำลายสอน่าซื้อกินเสียเหลือเกิน ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่มาเดินตลาดได้พอสมควรทีเดียว การเดินตลาดเช้าที่นี่เราต้องเดินให้ทั่วตลาด เพราะบางครั้งเราจะได้เห็นซากและเนื้อสัตว์ป่า อาทิ อีเห็น เม่น นกป่าสีเขียว นกแอ่นตุ้ง กระรอก ค้างคาวถลกหนัง และอื่นๆ ที่ถูกนำมาวางขายกันเกลื่อนตลาดทีเดียว แม้จะตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวต่างถิ่น แต่สำหรับที่วังเวียง ถือเป็นเรื่องปกติครับ และหากตื่นเช้ามาเดินตลาดกันแล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะทำบุญใส่บาตรกัน เพราะสามารถหาซื้ออาหารปรุงสุกใส่บาตรพระแถวตลาดเช้าวังเวียงแห่งนี้ได้อีกด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับที่ถนนคนเดินของวังเวียง นอกจากจะมีร้านค้า ร้านอาหารต่างๆ มากมายไว้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว ก็มี"ข้าวจี่" หรือ "แซนด์วิชข้าวจี่" อาหารที่คนลาวนิยมกินกัน ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีขายกันอยู่หลายร้านบนถนนคนเดิน โดยทั่วไปแล้วคนลาวจะกินแบบแซนวิส ให้ร้านปรุงสดๆ ส่วนไส้จะประกอบด้วย หมูแดง หมูยอ แตงกวา มะละกอฝอย น้ำซอสสูตรเฉพาะ ในหนึ่งแท่งขนมปังสามารถซื้อแบบครึ่งหนึ่งก็ได้
     โดยมาตรฐานถ้าเราสั่งหนึ่งชิ้นก็คือครึ่งแท่งขนมปัง ผมกินไปแท่งหนึ่งแทบจุก อันใหญ่จริงๆ อาหารหน้าตาประมาณนี้ อาจเนื่องจากลาวเคยเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนได้รับอิสรภาพในปี พ.ศ.2497 จวบจนปัจจุบันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือเป็นร่องรอยแสดงถึงอิทธิพลของฝรั่งเศส นอกจากทางด้านสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้างแล้ว ยังส่งผลถึงอารยธรรมการกินของคนลาวอีกด้วย สังเกตุได้จาก "ขนมปังฝรั่งเศส" ที่ชาวลาวนำมาประยุกต์เป็น "ข้าวจี่" นั่นเอง
                                           "นายตะลอน"
********************************************************

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

เสน่ห์หาดวอนนภา แหล่งเที่ยวบางแสน


"างแสน" เป็นชายหาดใน จ.ชลบุรี ที่มีชื่อเสียงมากตั้งแต่อดีตและเป็นหนึ่งในสถานที่มาเที่ยวรับลมทะเลที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด เหมาะสำหรับการมาพักผ่อนแบบชิลๆ สามารถมาเช้าเย็นกลับ โดยไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง นอกจากนี้ ยังเป็นจุดที่สามารถแวะกินอาหารทะเลสดๆ จากริมทะเลได้อย่างหลากหลายอีกด้วย
แม้ในอดีตจะมีช่วงที่บางแสนมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเยอะมาก บวกกับการดูแลที่ไม่ทั่วถึง ทำให้ชายหาดบางแสนสกปรกมากจนไม่มีคนกล้าเล่นน้ำทะเล ปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางมาตรการในการควบคุมดูแลให้มีความสะอาดมากขึ้น รวมถึงยังมีการพัฒนาให้มีพื้นที่และกิจกรรมสำหรับดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น "บางแสน" จึงกลับมาเป็นชายหาดยอดฮิตใกล้กรุงเทพฯ ดังเดิม อย่างที่เห็นได้ในปัจจุบัน
ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสแวะเวียนที่ "หาดวอนนภา" ซึ่งอยู่ติดกับ "หาดบางแสน" ถือเป็นสถานที่รับลมทะเลที่เงียบสงบพอสมควร เพราะไม่มีผู้คนพลุกพล่านมาก จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักท่องเที่ยวที่หลีกหนีความวุ่ยวายของผู้คน ซึ่งจุดเด่นของที่นี่คือในช่วงท้ายๆ หาดจะมีลักษณะเป็นก้อนหินกั้นเป็นแนวยาว และสุดปลายหาดวอนนภาก็จะมีสะพานปลาที่เป็นแหล่งทำมาหากินของชาวประมง และในทุกๆ วันจะมีเรือประมงนำปลาที่หาได้จากทะเลมาขึ้นที่สะพานปลาแห่งนี้ จึงเป็นภาพบรรยากาศที่แตกต่างจากชายหาดทั่วไปที่นักท่องเที่ยวหรือใครก็ตามที่มาเยือนหาดวอนนภา
         ปัจจุบัน "หาดวอนนภา" มีการปรับปรุงพัฒนาเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น นักท่องเที่ยวจะนิยมนำเสื่อมาปูนั่งกันเอง ผู้คนที่มาเที่ยวที่หาดวอนนภาส่วนใหญ่จะไม่นิยมเล่นน้ำทะเลกัน เพราะมีโขดหินเยอะมาก จึงมักนิยมมานั่งรับลมทะเลตามโขดหิน สูดอากาศบริสุทธิ์กันมากกว่าเล่นน้ำทะเลกัน และหากเดินไปสุดทางหาดวอนนภา ก็จะได้เห็นภาพวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนบางแสน เพราะเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวประมงบางแสน เรือน้อยใหญ่ จอดเรียงรายกันหลายสิบลำ ริมสองข้างทางสะพานปลา ช่วงเย็นๆ จะเห็นภาพชาวประมงทอดแห ถือเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนบางแสนที่นับวันจะหาดูได้ยากเต็มที
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือนหาดวอนนภา นอกจากผมจะได้เห็นบรรยากาศพระอาทิตย์ตกทะเลแล้ว ยังมีโอกาสเดินทอดน่องดูวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านบางแสน ได้สัมผัสกุ้ง หอย ปู ปลา ชนิดสดๆ กำลังแกะออกจากแหอวนกัน ชมสะพานปลาหาดวอนนภา ได้นั่งมองเรือประมงลอยลำอยู่กลางทะเล เกิดความคิดพร้อมๆ กับผ่อนคลายสมอง มันช่างแตกต่างกับการนั่งเพ่งจอคอมพิวเตอร์ ท่องอินเทอร์เน็ตจริงๆ...!!!
                      "นายตะลอน
******************************************************

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

อนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า ทรัพยากรสำคัญของแผ่นดินไทย

          ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสเดินทาง "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยือนเมืองกาญจนบุรี และยังได้ร่วมงานวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก (World Wildlife Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 3 มีนาคมของทุกปี และปีนี้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจัดงานที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยจัดนิทรรศการเกี่ยวกับด้านสัตว์ป่ามากมาย และมีคณะเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย รวมถึงข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ นิสิตนักศึกษา ประชาชนกว่า 1 พันคนเข้าร่วมงาน ทำให้บริเวณงานคึกคักทีเดียวครับ
          "พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานในพิธีเปิดงาน บอกว่า วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงเล็งเห็นความสำคัญของสัตว์ป่าและพืชป่ามาโดยตลอด โดยพระองค์ท่านได้ทรงมีพระราชทานพระราชดำริต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำโครงการที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เช่น ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น นับว่าพระองค์ท่านได้ทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าโลกแก่คนไทยทุกหมู่เหล่าเสมอมา ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรร่วมมือร่วมใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของแผ่นดินไทย ให้คงไว้เป็นมรดกตกทอดไปยังอนุชนรุ่นหลังสืบไป
            "อดิศร นุชดำรง" รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช บอกว่า ประเทศไทยได้มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างเป็นรูปธรรมนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 และพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ทำให้ปัจจุบันนี้มีพื้นที่ป่าอนุรักษ์รวม 73 ล้านไร่ และในปี พ.ศ.2526 ประเทศไทยได้ร่วมลงนามเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือที่เรียกว่าอนุสัญญาไซเตส รวมทั้งได้ตรา พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2557 พ.ร.บ.งาช้าง พ.ศ.2558 ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ช้างแอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และได้กำหนดให้วันที่ 3 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก หรือ World Wildlife Day เพื่อเป็นการรณรงค์และสร้างจิตสำนึกให้มวลมนุษยชาติ กรมอุทยานฯ จึงได้จัดงานวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก ประจำปี 2559 ภายใต้แนวคิด "อนาคตสัตว์ป่าอยู่ในมือเรา"
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงสายวันเดียวกัน "พล.อ.สุรศักดิ์" ยังได้เดินทางต่อไป
ยังทุ่งสลักพระ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ เพื่อปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติ ประกอบด้วย เนื้อทราย 3 ตัว ละอง-ละมั่ง 7 ตัว ไก่ฟ้าหลังเทาแข้งเทา 15 ตัว ไก่ป่าตุ้มหูแดง 15 ตัว เต่าเหลือง 8 ตัว และร่วมกับหัวหน้าหน่วยงานภาคสนาม นักเรียน นักศึกษา กลุ่มผู้นำชุมชน พ่อค้า ประชาชน ร่วมกิจกรรมสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น คืนกล้วยไม้สู่ป่า ติดป้ายเตือนระวังช้างป่าอีกด้วย...!!!
"นายตะลอน"
********************************************

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559

ชี้อนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า ทรัพยากรสำคัญแผ่นดินไทย

           Talonnew :พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะเอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆประจำประเทศไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสหราชอณาจักร และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ทหารพล.ร.9 ฝ่ายปกครอง นิสิตนักศึกษา ประชาชน ฯลฯ กว่า 1,000 คน  เข้าร่วมงานวันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก World Wildlife Day เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 59  ณ บริเวณ หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 
         รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานพิธีเปิดงานฯ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงเล็งเห็นความสำคัญ ของสัตว์ป่าและพืชป่า มาโดยตลอด โดยพระองค์ท่าน ได้ทรงมีพระราชทานพระราชดำริต่างๆ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปทำโครงการ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า เช่นศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี โครงการฟื้นฟูอาหารช้างป่าภูหลวง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น นับว่าพระองค์ท่าน ได้ทรงเป็นแบบอย่าง ในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าโลก แก่คนไทยทุกหมู่เหล่าเสมอมา และถึงเวลาแล้วที่เราทุกคน ควรร่วมมือร่วมใจในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่า ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของแผ่นดินไทย ให้คงไว้เป็นมรดกตกทอด ไปยังอนุชนรุ่นหลังสืบไป
         จากนั้นได้เดินทางไปยังทุ่งสลักพระ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ปล่อยสัตว์ป่า อาทิ เนื้อทราย ละอง-ละมั่ง ไก่ฟ้าหลังเทาแข้งเทา ไก่ป่าตุ้มหูแดง  เต่าเหลืองคืนสู่ป่าธรรมชาติ คืนกล้วยไม้สู่ป่า และสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อความชุ่มชื้นของป่าอีกด้วย 
*************************************

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2559

ไม้ไผ่ชะลอคลื่นบางปู ฟื้นคืนผืนป่าชายเลน


       สายลมพัดเย็น แดดร่มลมตก ท้องฟ้าแจ่มใส เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ บริเวณศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก สถานตากอากาศบางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และเป็นวันที่ "พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม
"พล.อ.สุรศักดิ์" บอกว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากวิกฤตภาวะโลกร้อน ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย คือ ระบบนิเวศทางทะเลมีความเสื่อมโทรม ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทวีความรุนแรงขึ้น การเกิดพายุรุนแรงและสภาพอากาศแปรปรวนบ่อยครั้ง และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศชายฝั่งที่ส่งผลต่อทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้จัดทำโครงการมาตรการบรรเทาผล
กระทบจากวิกฤตโลกร้อนที่มองเห็นเป็นรูปธรรม และสามารถแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ชายเลนที่ประสบความสำเร็จ โดยได้ร่วมกับกองทัพบกจัดทำพื้นที่สาธิตการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนที่บริเวณสถานตากอากาศบางปู และร่วมกันดูแลให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ที่เป็นเลิศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ทดลองปฏิบัติงานจริงและวัดผลการปฏิบัติจริง เป็นแหล่งเรียนรู้ในการเตรียมความพร้อมและแหล่งปฏิบัติการสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมปฏิบัติการ ให้นักเรียนนักศึกษา

ประชาชนทั่วไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เรียนรู้วิธีการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตโลกร้อนอย่างยั่งยืน
  "สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ" อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บอกว่า แนวความคิดในการวางระบบการป้องกันพื้นที่ชายฝั่งและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงและการกัดเซาะชายฝัง โดยอาศัยหลักการแก้ปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของการกลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ ในวิธีการที่สอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ในพื้นที่ การส่งเสริมให้เกิดภูมิคุ้มกันของชุมชนในพื้นที่ต่อปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยใช้แนวคิดธรรมชาติสู่ธรรมชาติ สำหรับพื้นที่บริเวณบางปู จ.สมุทรปราการ ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยอาศัยการปักไม้ไผ่ เพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และสร้างความมั่นคงทางสังคม เศรษฐกิจชองชุมชน การปักไม้ไผ่จะช่วยชะลอคลื่น โดยการปักไม้ไผ่แบบ 5 แถว และสร้างแนวป้องกันชายฝั่งโดยการปลูกต้นโกงกาง ผลปรากฏที่เห็นได้ชัดเจนจากภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบในแต่ละปีปรากฏว่าที่บางปูเมื่อเริ่มโครงการในปี 2551 และภาพในปี 2558
 ระยะเวลาผ่านไปประมาณ 7 ปี สามารถฟื้นคืนผืนป่าชายเลนได้ประมาณ 60 ไร่ และเพิ่มความสมบูรณ์ให้ผืนป่าชายเลนในบริเวณข้างเคียงได้อีกด้วย
                  ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" พล.อ.สุรศักดิ์ บอกว่า การจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง 23 จังหวัด มีแบบโครงสร้างแข็ง อาทิ กำแพงป้องกันคลื่น, เขื่อนหินทิ้งรอดักทราย และแบบโครงสร้างอ่อน เช่น เสริมทราย, ปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประชาชนมาท่องเที่ยวศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก สถานตากอากาศบางปู เพราะป่าชายเลนแห่งนี้มีบรรยากาศที่ร่มรื่นและอากาศดีอีกด้วย...!!!
"นายตะลอน"
******************************************