วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

เสน่ห์ชุมชนเก่าแก่ ริมคลองบางหลวง

           เสียงของผู้คนและรถยนตร์ที่เซ็งแซ่อยู่ตามฟุตปาธทางเท้า ป้ายรถประจำทาง ร้านค้าตึกแถว รวมถึงเสียงเครื่องจักร คนงานก่อสร้างที่กำลังเร่งสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า อันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่าเมืองไทยไม่น้อยหน้าประเทศอื่นๆในโลก
เรื่องของความเจริญทางคมนาคมต่างๆ บนท้องถนนสายจรัญสนิทวงศ์ ฝั่งธนบุรี ที่แข่งกับเวลาหมุนไปอย่างรวดเร็วของของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอีกวันที่ผมอยู่บนรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์ร้อน เป็นรถไม่ปรับอากาศ ผู้โดยสารไม่มากนักพอมีที่นั่งให้ผมได้ชมวิวข้างถนนได้อย่างเพลิดเพลินทีเดียว
แม้บางช่วงบางตอนของการเดินจะมีหลับๆตื่นๆพักสายตา เหมือนนักมวยพักยกบ้างก็ตาม แต่การนั่งรถเมล์ร้อนชมวิวกรุงเทพฯ ก็ทำให้ผมซึมซาบวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของ
คนกรุงเทพฯได้อย่างดี เพราะทั้ง เสียงรถยนตร์ เสียงผู้คนที่ด่าทอกันตามท้องถนน และควันจากท่อไอเสียรถยนตร์ ไอร้อนจากแสงแดดช่วงเที่ยงบ่ายๆ สิ่งเรานี้ไม่สามารถสัมผัสได้ในห้องแอร์แน่นอนครับ
    ขณะที่นั่งคิดอะไรเพลินๆเรื่อยเปื่อยบนรถเมล์อันแสนอบอุ่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนไปแล้ว กระเป๋ารถเมล์คันที่ผมนั่งก็เดินมาบอกว่า "ป้ายหน้าจรัญสนิทวงศ์ซอย 3 ค่ะ เตรียมตัวลงได้เลยค่ะ" ผมลุกจากที่นั่งและพร้อมจะลงรถเมล์เพื่อไปยังที่
หมายแล้ว อ่อ..ตอนที่ขึ้นรถเมล์คันนี้มาผมบอกกับพี่กระเป๋ารถเมล์ว่า ถ้ายังไงถึงจรัญฯซอย 3 ช่วยบอกทีเถอะเพราะกลัวนั่งเลยป้าย ต้องขอขอบคุณจริงๆ เพราะถ้าไม่บอกผมวันนั้นนั่งเลยป้ายไปไกลแน่นอน แต่การเดินทางของยังไม่จบแค่นั่งรถเมล์ครับ เพราะยังต้องนั่งรถสองแถวแดงจากปากซอยจรัญฯซอย 3 เข้าไปอีกระยะหนึ่งทางเข้าซอยไปไม่ลึกมาก ผมนั่งชมวิวผู้คนการค้าการขายต่างๆตามหน้าตึกแถวระหว่างทางบนรถสองแถวก็ดูเพลิดเพลินและได้อรรถรสในการเดินทางวันนี้พอสมควรทีเดียว
             จนกระทั่งรถสองแถววิ่งมาจนสุดสายเพราะเป็นซอยตัน พอลงจากรถสองแถวผมเดินเท้าต่อเข้าซอยเล็กๆมานิดเดียวก็เจอสะพานปูนเล็กๆข้ามคลองบางกอกใหญ่ หรือ "คลองบางหลวง" ซึ่งตรงจุดละที่ผมจะมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ชุมชนคลองบางหลวง แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ หรือจะเรียกตลาดน้ำคลองบางหลวงก็คงไม่ผิดอะไร เพราะบ้านเรือนที่ปลูกเป็นห้องแถวไม้เรียงรายบริเวณริมคลองตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งปัจจุบันก็มี
สภาพของความเก่าตามกาลเวลา ให้เห็นร่องรอยของวิถีของคนยุคโบราณ และความเก่าแก่ของบ้านไม้ห้องแถวที่เห็นอยู่เบื้องหน้าในวันนั้นก็ทำให้ผมอยากจะก้าวเท้าผ่านอย่างช้าๆเพื่อสัมผัสกลิ่นไอวัฒนธรรมความเก่าแก่ของคนโบราณที่ยังพอหลงเหลือให้สัมผัสอยู่
          แม้ในวันนี้ห้องแถวแต่ละบ้านจะปรับเปลี่ยนมาค้าขายสิ่งต่างๆ ทั้งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ร้านตัดผม เสริมสวย นวดฝ่าเท้า ร้านกาแฟนั่งชิวๆ ร้านโชห่วยพื้นบ้าน รวมถึงงานศิลปะต่างๆ สิ่ง
ต่างๆเหล่านี้ เมื่อมองรวมๆกันแล้วล้วนเติมเต็มเสน่ห์ให้ "ชุมชนคลองบางหลวง" เมื่อได้มาเยือนแล้วก็อยากจะกลับมาเดินดูวิถีชุมชนและนั่งมองสายน้ำคลองบางหลวงให้สุขใจอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนประวัติ "คลองบางหลวง" หรือคลองบางกอกใหญ่ มีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตรเป็นคลองที่กว้างใหญ่กว่าคลองที่อยู่ละแวกใกล้เคียง เพราะเป็นทางออกของแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม หรือแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งขวาของป้อมวิชัยประสิทธิ์ไปสิ้นสุดที่
คลองมอญ ตรงข้ามปากคลองชักพระ ในสมัยพระชัยราชาธิราช พ.ศ. 2065 โปรดเกล้าให้ขุดคลองลัด เรียกว่า "ลัดบางกอก" ระหว่างคุ้งแม่น้ำที่เคยเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อย  ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปจนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน
โดยแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมจะอ้อมเลียวจากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นคุ้งกว้างมาทะลุออกข้างวัดท้ายตลาด จากปากคลองบางกอกน้อยมาบรรจบบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ทำให้เกิดแม่น้ำ
สายใหม่ขึ้นตั้งแต่บริเวณโรงพยาบาลศิริราชถึงหน้าวัดอรุณราชวราราม และเพื่อเป็นการย่นระยะทางในการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้กับพ่อค้า รวมถึงบรรดาต่างชาติทูตชาวตะวันตกที่เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในสมัยนั้น
            ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็เล็กลงกลายเป็นคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน ราชสำนักย้ายมาอยู่ที่กรุงธนบุรี คลองบางกอกใหญ่กลาย
มาเป็นชุมชนของข้าหลวง และโปรดเกล้าให้บรรดาคนจีนซึ่งได้เคยช่วยเหลือพระองค์มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า "คลองบางข้าหลวง" หรือ "คลองบางหลวง" สืบมาถึงในปัจจุบัน และต่อมารัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร กำหนดให้คลองบางกอกใหญ่เป็นคลองสำคัญซึ่งจะต้องอนุรักษ์ไว้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2510 ปากคลองบางกอกใหญ่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งขวาของป้อมวิไชยประสิทธิ์ ไปสิ้นสุดที่คลองมอญ ตรง
ข้ามปากคลองชักพระมีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนอำลากันและกล่าวคำว่าสวัสดี ในวันที่มาเยือน "ชุมชนคลองบางหลวง" นอกจากผมจะได้ทำบุญด้วยการซื้ออาหารให้ปลาในคลองแล้ว ยังมีโอกาสได้เข้าไปนั่งพักผ่อนกินกาแฟ รวมถึงเดินดูงานศิลปะต่างๆภายในบ้านศิลปินก็เพลินทีเดียว บ้านศิลปินเป็นบ้านตระกูลช่างทองเก่าแก่ และยังคงสภาพเก่าของตัวอาคารไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ด้านบนของตัวอาคารเปิดเป็น แกลเลอรี่ แสดงงานศิลปะทั้ง
ภาพวาดและภาพถ่ายให้ ได้ชมกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อโปสการ์ดต่างๆ ของที่ระลึกต่างๆ สมุดทำมือ หรือถ้าเมื่อยก็นั่งพักผ่อนตรงมุมร้านกาแฟ เหมือนผมนั่งจิบกาแฟ ชมวิวทิวทัศน์ ริมคลอง และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอย่าง เรียบง่ายริมน้ำที่หาดูได้ยากเต็มทีในยุคสมัยนี้ วันนั้นขณะนั่งดื่มน้ำอารมณ์ศิลป์ขึ้นก็เลยนั่งวาดรูปในสมุดบันทึกของตัวเองได้งานศิลปะกลับบ้านชิ้นนึงก็ถือว่าคุ้มค่ากับการได้มาเยือน "ชุมชนคลองบางหลวง" จริงๆ...!!!
"นายตะลอน"
*************************************************