วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บุกตึกร้างดูศิลปะ กราฟฟิตี้-สตรีทอาร์ท

                      มัยเด็กๆ ตอนเรียนโรงเรียนศิลปะไม่รู้จักหรอกว่า กราฟฟิตี้ (Graffiti)  คืออะไร หรือสตรีทอาร์ท (Street Art)  คืออะไร เพื่อนๆ เรียนวาดรูปกันในห้องเรียน แต่ผมกลับชอบขูดขีดเขียนตามโต๊ะเรียน ผนังห้องน้ำโรงเรียน ซอกตึก ป้ายรถเมล์ บนรถเมล์ หรือที่อื่นๆ แล้วแต่จะสบช่อง ต่อมาถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนไม่ตั้งใจเรียน แต่เราให้ความสนใจประสบการณ์จริงและความรู้นอกห้องเรียนมานานแล้ว
ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาเดินชมงานศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) และสตรีทอาร์ท (Street Art) ภายในตึกร้างบริเวณโครงการ 6 หมู่บ้านเมืองเอก ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ซึ่งมีงานศิลปะแนวนี้ถูกสร้างขึ้นที่ผนังห้องภายในตึกร้างดังกล่าวมากมาย เรียกได้ว่าผมเดินชมงานเดินอยู่คนเดียวจนเพลินทีเดียว ซึ่งที่ตึกร้างแห่งนี้กลายเป็นสไตล์แกลเลอรี่ (gallery) แนวดิบๆ เถื่อนๆ ก็ว่าได้ เพราะบรรยากาศมันพาไปจริงๆ ส่วนผู้สร้างงานหลากหลายในตึกแห่งนี้ก็ไม่รู้เป็นผลงานของใครบ้าง ที่สำคัญก็ไม่อยากคาดเดาว่าเป็นผลงานหรือฝีมือใครที่สร้างสรรค์งานศิลปะไว้ตามผนังภายในห้องต่างๆ ของตึกร้างหลังนี้ครับ
สำหรับงานศิลปะสตรีทอาร์ท (Street Art) ก็มีผู้รู้ให้คำจำกัดความและอธิบายคร่าวๆ ให้พอรู้ที่มาที่ไปว่างานศิลปะลักษณะนี้เกิดขึ้นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นช่วงยุคคริสต์ทศวรรษที่ 60 ก็มีการแพร่หลายเข้าไปที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ และดูเหมือนที่นิวยอร์กจะทำให้งาน
ศิลปะแนวสตรีทอาร์ทถูกแพร่หลาย ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักศิลปะลักษณะนี้ โดยสตรีทอาร์ทถูกเรียกว่า เป็นศิลปะข้างถนน เพราะสามารถพบเห็นได้ตามที่สาธารณะ ตามข้างถนนทั่วไป มีการนำเทคนิคมาสร้างงานที่หลากหลาย อาทิ การพ่นผนังด้วยสเปรย์ งานประติมากรรม ใช้บล็อกกั้นสี การติดสติ๊กเกอร์ การแปะโปสเตอร์โดยใช้กาวทา รวมถึงศิลปะการจัดวาง และอีกหลายวิธีการที่ศิลปินหรือผู้สร้างงานศิลปะจะนำเทคนิคต่างๆ เข้ามาใช้สร้างงานศิลปะ

              ส่วนศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) ก็มีผู้ให้คำจำกัดความว่าเป็นภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนไปบนผนังมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ สังเกตจากภาพที่เขียนลงบนผนังถ้ำที่ปรากฏขึ้นเป็นหลักฐานจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันคนทั่วไปจะรู้จักงานศิลปะกราฟฟิตี้ในลักษณะของการพ่นสีสเปรย์ลงไปบนกำแพงเป็นตัวอักษรลายเซ็น และภาพต่างๆ ที่มีพบเห็นโดยทั่วไป อาทิ การพ่นสถาบันโรงเรียนตามกำแพงสาธารณะ ตลอดจนการพ่นเป็นภาพและเรื่องราวต่างๆ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การนำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับงานศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) และสตรีทอาร์ท (Street Art) มาเล่าสู่กันผ่านตัวหนังสือในคอลัมน์นี้ ก็คาดหวังว่าหลายๆ คนอาจเข้าใจงานศิลปะแนวนี้มากขึ้น...
"นายตะลอน"

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ข้าวจี่ทำง่ายกินอิ่ม คลายหนาวย่างสนุก

               รั้งหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ตลาดเช้าจังหวัดหนองคายช่วงเช้ามืดประมาณตีห้ากว่าๆ ผู้เขียนไปเดินเล่นชมตลาดและนั่งกินอาหารเช้า เป็นร้านที่ตั้งโต๊ะขายกาแฟโบราณ และร้านติดกันก็ปิ้งข้าวจี่ควันโขมง ส่วนข้าวจี่ที่กำลังปิ้งไฟก็ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจริงๆ ที่สำคัญภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้าผมคือคนที่มานั่งกินกาแฟโบราณส่วนใหญ่ก็จะสั่งข้าวจี่มากินกับกาแฟด้วย
       ผู้เขียนจึงสั่งข้าวจี่ย่างมาสองไม้ อันใหญ่มาก ดูจากรูปทรงแล้วคิดว่าแค่อันเดียวก็คงจะอิ่ม เพราะยังเช้าอยู่เลย เป็นไปตามคาดอันเดียวอิ่มจริงๆ ส่วนอีกอันก็ห่อไว้กินเวลาหิวๆ ก็แล้วกัน และถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้กินข้าวจี่กับกาแฟ เพราะปกติแล้วเวลากินกาแฟก็จะนึกถึงขนมปัง หรือปาท่องโก๋ ครั้งนั้นจึงถือเป็นประสบการณ์การกินข้าวจี่กับกาแฟครั้งแรกของผู้เขียนเองก็ว่าได้
            ข้าวจี่ เป็นอาหารที่ผู้เขียนมีโอกาสกินอยู่บ่อยๆ เพราะมีขายตามตลาดนัด ตลาดข้างทางรถเข็นต่างๆ มากมาย หยิบกินง่าย แถมอิ่มอีกต่างหาก ส่วนจะอร่อยเหมือนกันหรือเปล่า ก็คงขึ้นอยู่กับกระบวนการปิ้งและการปรุงรส ซึ่งก็มีข้าวเหนียวนึ่งสุก ไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็แล้วแต่ความชอบของใครของมัน วิธีทำคือ นำข้าวเหนียวนึ่งสุกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ หรือรูปร่างตามที่ชอบ ทำการจี่หรือปิ้งด้วยไฟอ่อนๆ ให้เหลืองพองาม ตีไข่ให้แตก ใส่น้ำปลาหรือเกลือก็ได้ นำข้าวที่ปิ้งมาจุ่มลงในไข่ที่เตรียมไว้ แล้วทำการจี่ต่อไปจนสุก
            นอกจากนี้ ก็สามารถประยุกต์วิธีทำและเครื่องปรุงตามความคิดได้ อาจมีซอส หรืออื่นๆ บางที่ก็นำข้าวเหนียวไปมูลกับกะทิแล้วมาปิ้งก็มี อ่อผู้เขียนลืมบอกไป บางจังหวัดทางภาคอีสานของไทย ก็นิยมนำข้าวจี่มากินกับแจ่วบอง หรือปลาร้าสับ ซึ่งผู้เขียนเคยลองกินมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า "แซ่บหลายเด้อ" ส่วนข้าวจี่เวลาที่ผู้เขียนทำกินเองที่บ้าน ก็มีขั้นตอนไม่ยาก แค่ใส่ซอสผสมลงไปในไข่ ก่อนนำไปทากับข้าวเหนียวแล้วย่างไฟอ่อนๆ แค่นี้ก็หอมกรุ่น กินอร่อย อิ่มกันจนจุกไปเลยทีเดียวครับ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ข้าวจี่ ในภาคอีสานถูกจัดให้เป็นอาหารประเภทขนมอย่างหนึ่ง แต่สำหรับผู้เขียนกลับมองว่าขนมชนิดนี้กินแทนข้าวได้เลยก็ว่าได้ และนิยมทำกันมากในช่วงเดือนสามของทุกปี ซึ่งจะมีการทำข้าวจี่ไปทำบุญในงานประเพณีบุญข้าวจี่ ส่วนในช่วงฤดูหนาว ชาวบ้านก็นิยมกินข้าวจี่กันมากเหมือนกัน เพราะได้นั่งผิงไฟแล้วทำการจี่ข้าวกันไป ผิงไฟกันไป เป็นการแก้หนาวอีกด้วย
    ช่วงหน้าหนาวอย่างนี้ใครว่างๆ ก็ลองมาทำข้าวจี่กัน เผื่อจะช่วยให้คลายหนาวและอิ่มท้องกันได้บ้าง...
                                              "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ขนมจีนพม่าท่าขี้เหล็ก วัฒนธรรมผงชูรสอร่อย

                  รั้งหนึ่งที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ผมจำได้ดีเป็นวันหนึ่งที่ฟ้าครึ้มๆ อากาศไม่ร้อนอบอ้าวมาก ช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบจะสามโมงเย็น ซึ่งจังหวัดท่าขี้เหล็กอยู่ตรงข้ามกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และถือได้ว่าเป็นจังหวัดการค้าชายแดนของทั้งสองประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยจะเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากฝั่งไทย ส่วนนักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยก็นิยมไปท่องเที่ยวที่จังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมาร์กันมากมายทีเดียว
               เพราะหลังจากที่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศ และมีนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวด จึงทำให้จังหวัดท่าขี้เหล็กพัฒนาดูดีขึ้นอย่างมาก และถือเป็นจุดระบายสินค้าของไทยผ่านทางบก ข้ามด่านพรมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ก่อนจะส่งต่อเข้าไปยังจังหวัดชั้นในของเมียนมาร์ และเป็นจุดระบายสินค้าของจีนที่ส่งผ่านมาทางแม่น้ำโขง ด้วยเหตุนี้จึง
ไม่แปลกที่นายทุน พ่อค้า นักธุรกิจ จะมากว้านซื้อที่ดินกัน เพื่อสร้างโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ มากมาย
    ในคราวที่ผู้เขียนได้มาเยือนที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ก็มีโอกาสมาไหว้พระทำบุญที่วัดพระธาตุสายเมือง ซึ่งเป็นวัดไทยใหญ่ และเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดท่าขี้เหล็ก ภายในวัดมีพระเจ้าอินสานทำจากไม้ไผ่นำมาสานเป็นพระพุทธรูปลงรักปิดทอง เป็นงานฝีมือของช่างชาวพม่าที่สวยงามทีเดียว หลังจากทำบุญไหว้พระแล้ว ผู้เขียนก็เลยมาเดินดูสิ่งต่างๆ บริเวณรอบๆ วัด ก็มาเจอร้านค้าที่ขายอาหารอยู่หลายร้านภายในบริเวณวัด มีอยู่ร้านหนึ่งน่าสนใจ เป็นร้านขายขนมจีนบรรยากาศลูกทุ่งๆ และทำให้อยากลิ้มรสขนมจีนพม่าว่าจะแตกต่างจากขนมจีนไทยอย่างไรบ้าง
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผู้เขียนไม่รอช้า จึงตรงเข้าไปสั่งขนมจีนกินหนึ่งชาม ข้างหน้าร้านจะมีเครื่องปรุงหลากหลายที่ให้ลูกค้าปรุงเองแล้วแต่จะชอบรสชาติแบบ
ไหน ซึ่งน้ำยาที่ใส่ขนมจีนเค้าจะทำมาจากมะเขือเทศ สีของน้ำยาชัดเจนมะเขือเทศแน่นอน ผู้เขียนตักผงชูรสขึ้นมา แล้วเทคืนกระปุก เพราะเข้าใจว่าเป็นน้ำตาล พอแม่ค้าและสาวๆพม่าที่กินขนมจีนกันอยู่เห็นพอดี จึงรีบทักท้วงและเชียร์ว่า "ถ้าอยากอร่อยต้องใส่เยอะๆ" หมายถึงใส่ผงชูรสเยอะๆ แต่ผู้เขียนไม่เอาด้วย จึงได้แต่บอกไปว่าช่วงนี้แพ้ผงชูรสอย่างมาก จึงรอดไปได้อย่างหวุดหวิดจริงๆ....
                       "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผิงไฟต้มกาแฟ เสน่ห์วิถีชาวบ้าน

                    หล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัสอากาศหนาวกันในช่วงปลายปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงปีใหม่เดือนมกราคม คงจะหนีไม่พ้นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ดอยอินทนนท์ ณ บ้านแม่กลางหลวง ต.บ้านหลวง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาชาติพันธุ์ปกากะญอ ที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติ
                  โดยบ้านแม่กลางหลวง เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ จะได้สัมผัสกับกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ อาทิ สัมผัสนาข้าวขั้นบันได เดินป่าศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยว ดูนกประจำถิ่นในเส้นทางเดินป่าดอยหัวเสือ เรียนรู้ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
          นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถชิมกาแฟสดหอมกรุ่นฝีมือชงของคนท้องถิ่นปกากะญอ และศึกษาวิถีชีวิตชาวเขาชาติพันธุ์ปกากะญอ
และกระท่อมไม้มีลานดินที่ปลูกแบบเรียบง่ายตามวิถีของชาวปกากะญอ หมู่ที่ 17 บ้านแม่กลางหลวง และเป็นร้านกาแฟโบราณ "สมศักดิ์ คีรีภูมิทอง" หรือที่รู้จักกันในนาม "กาแฟสมศักดิ์" ซึ่งผมมีโอกาสมานั่งพูดคุยกับ "พี่สมศักดิ์" เกี่ยวกับเรื่องกาแฟเนี่ยหละ
"พี่สมศักดิ์" เล่าว่า สมัยก่อนชาวปกากะญอยังไม่รู้จักกาแฟ แต่พอพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟแทนการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ชาวบ้านจึงหันมาปลูกกาแฟกันมากขึ้น ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งตอนที่ตนปลูกกาแฟอาราบีก้า และทำกาแฟขายแรกๆ ก็ไม่มีที่บดเลยใช้ครกตำเอา จนกระทั่งพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีที่บดกาแฟ และทุกวันนี้ตนทำกาแฟขายตั้งแต่ถุงละ 100 บาท จนถึงกิโลกรัมละ 400 บาท
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงเช้าวันนั้น หลังจากเดินดูธรรมชาติและบ้านเรือนเรียบง่าย อันเป็นวิถีของชาวปกากะญอ และทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาที่ร้านกาแฟของ "พี่สมศักดิ์" กาน้ำร้อนสีดำอันเกิดจากควันไฟที่ต้มบนกองฟืน มีม้านั่งเล็กๆ ให้ผู้คนมานั่งล้อมวงผิงไฟบนพื้นดินธรรมชาติ จิบกาแฟโบราณแก้หนาวกัน คือ วิถีชาวบ้านและเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าประทับใจทีเดียว...!!!
"นายตะลอน" 

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

วัฒนธรรมกินโรตีโอ่ง เยือนแม่สอดไม่ควรพลาด

            "ม่สอด" เป็นอำเภอหนึ่งทางตอนกลางของ จ.ตาก ที่มากด้วยผู้คนหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน คนแขก คนพม่า กะเหรี่ยง ม้ง และไทยใหญ่ จึงทำให้ที่นี่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากตามไปด้วย ส่วนประวัติความเป็นมาของ อ.แม่สอดในอดีตนั้นยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าจะเป็นเมืองฉอดของขุนสามชนที่เคยยกทัพไปตีกรุงสุโขทัยหรือไม่ เพราะยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ เมื่อดูตามสภาพบ้านเมืองของ อ.แม่สอดนั้น ไม่พบว่ามีสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่มีอายุอยู่ในยุคของสุโขทัย จึงน่าเชื่อได้ว่าไม่ใช่เมืองเดียวกัน มีเพียงนักโบราณคดีพบซากเมืองโบราณอยู่ในป่าทึบในท้องที่ อ.แม่ระมาด ซึ่งอาจจะเป็นเมืองฉอดตามศิลาจารึกกรุงสุโขทัยก็อาจเป็นได้
                    นอกจากนี้ วัฒนธรรมในการกิน "โรตีโอ่ง" ของคนพื้นบ้านใน อ.แม่สอด ก็เลยกลายเป็นเสน่ห์ และ "ของดีท้องถิ่น" อย่างหนึ่งที่ผู้คนผ่านมาแล้วอดที่จะบอกกล่าวเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเมื่อคราวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" บรรยากาศในยามเช้าย่านถนนศรีพาณิชย์ อ.แม่สอด จ.ตาก เยื้องกับสำนักงานปศุสัตว์แม่สอด ก็มีโรตีแปะโอ่ง หรือโรตีโอ่ง ที่คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต่างหิ้วท้องเข้ามาลิ้มชิมรสโรตีแปะโอ่ง จิ้มนมข้นหวาน พร้อมจิบกาแฟโบราณหอมกรุ่น ยั่วจมูก ผสานด้วยกลิ่นไอบรรยากาศวิถีชาวบ้านแบบดั้งเดิมเก่าแก่ เป็นบรรยากาศที่แตกต่างอีกแห่งหนึ่งในการจิบกาแฟแกล้มด้วยโรตีโอ่ง ร้านที่ว่านี้เป็นร้านโรตีแปะโอ่งของ "ฟาตีมะห์" 
                      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร้านโรตีแปะโอ่งแห่งนี้ น่าจะเป็นอิสลามสายพม่าผสมผสานกับทางอินเดียที่มาตั้งรกรากที่ อ.แม่สอด สืบทอดกันมาหลายยุค เป็นร้านเล็กๆ แต่อบอุ่น เพราะมีโอ่งขนาดใหญ่ก่อไฟร้อนรุมๆ มีแป้งที่นวดไว้แล้วเป็นก้อน กุ๊กนุ่งโสร่งเอามาคลี่บนก้อนผ้าให้บางๆ แล้วแปะลงข้างโอ่งร้อนๆ แปะสลับกับการหยิบเอาโรตีแผ่นที่สุกแล้วขึ้นมาเรียง ฝ่ายเสริฟ์ก็จะรีบนำไปส่งยังโต๊ะลูกค้าที่นั่งรอ รับประทานร้อนๆ กับชาหรือกาแฟแล้วแต่จะชอบกัน โรตีแผ่นร้อนหอมกรุ่นปราศจากน้ำมัน ลูกค้าต้องกินตอนร้อน ๆ ทั้งอร่อยแถมแปลกดีครับ เวลาไปกินก็อย่าเรื่องมาก โต๊ะไหนว่างเข้าไปนั่ง แล้วสั่งกาแฟ ชา โอวัลติน เอาไว้ก่อน โรตีสั่งมาอย่างน้อย 1 คนต่อ 2 แผ่น สั่งนมข้นหวานใส่จานมาจิ้ม ส่วนคนท้องถิ่นอาจจิ้มกาแฟกินก็ไม่ว่ากัน...
                                   "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

"ลุงสัน" ช่างซ่อมพัดลม ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้อง

ารดิ้นรนเลี้ยงปากท้องของคนหาเช้ากินค่ำภายในชุมชนต่างๆ ถือเป็นภาพที่หลายคนเห็นแล้วบอกชินตา ยิ่งช่วงไหนหากเศรษฐกิจของประเทศเกิดภาวะตกต่ำ แน่นอนว่าไม่ว่าคนกลุ่มไหนหรืออาศัยอยู่ที่ไหน ชุมชนไหน ก็ต้องได้รับผลกระทบบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะกำลังซื้อสิ่งของต่างๆ ของผู้คนก็ลดน้อยลงด้วย
                  ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาแวะเวียนที่ชุมชนสถานีรถไฟหลักหก ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ซึ่งบ้านแต่ละหลังจะปลูกสร้างเป็นบ้านชั้นเดียวแบบเรียบง่ายคือใช้วัสดุเก่า ไม้เก่า สังกะสีเก่า และอื่นๆ ที่พอหาจะได้นำมาปลูกสร้างบ้าน ซึ่งในชุมชนแห่งนี้ก็มีอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คืออาชีพซ่อมพัดลม และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ แต่จะเน้นซ่อมพัดลม และขายพัดลมมือสองด้วย ผมเดินลัดเลาะริมทางไฟจนถึงชุมชนสถานีรถไฟหลักหก เดินมาเรื่อยๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะเหมือนคนซ่อมอะไรบางอย่าง เมื่อมองมาตามเสียงเคาะ ก็พบกับร้านซ่อมพัดลมเล็กๆอยู่ติดถนนภายในชุมชน เป็นบ้านชั้นเดียวปลูกเป็นลักษณะเพลิงเรียบง่าย ซึ่งเจ้าเสียงเคาะก็คือ "ลุงสัน-สันติ ทำพนม" วัย 63 ปี ช่างซ่อมพัดลมที่ผมแวะมานั่งคุยด้วยในวันนี้
             "ลุงสัน-สันติ ทำพนม" บอกว่า แรกเริ่มเดิมทีตนมีอาชีพรับเหมาต่อเติมบ้าน พออายุมากขึ้นก็ทำไม่ไหว ก็เลยหันไปช่วยเพื่อนซ่อมพัดลม หัดซ่อมได้ระยะหนึ่งรู้ว่าตัวเองก็มีความรู้ด้านการซ่อมพัดลม และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เหมือนกัน จึงกลับมาเปิดร้านรับซ่อมพัดลมที่บ้านของตัวเอง จนกระทั่งเป็นที่รู้จักของคนในย่านชุมชนสถานีรถไฟหลักหกและใกล้เคียงที่นำพัดลมมาให้ซ่อมอย่างไม่ขาดสาย เพราะตนคิดราคาไม่แพง และเน้นคุณภาพในการซ่อม ส่วนพัดลมที่วางขายหน้าร้าน บางตัวก็ซื้อมาจากร้านขายของเก่า แล้วนำมาซ่อมแซมจนสามารถใช้งานได้อีก
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ลุงสัน-สันติ ทำพนม" บอกอีกว่า พัดลมที่ซ่อมขายตนคิดไม่แพง หลังจากบวกค่าอะไหล่ที่ซื้อมาเปลี่ยนแล้ว บวกค่าแรงแค่ 50 บาทเท่านั้น คือประมาณว่าซ่อมพัดลมได้ตัวละ 50 บาท ไม่อยากคิดแพง เอาแค่พออยู่ได้ก็พอแล้ว
จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่มีเส้นทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อปากท้องที่ไม่ธรรมดาจริงๆ...!!!
นายตะลอน

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ศิลปะบุกชุมชน สร้างรอยยิ้มแรงบันดาลใจ


         มีคำกล่าวว่า "มนุษย์สร้างสรรค์งานศิลปะแสดงออกจากความรู้สึกนึกคิด อารมณ์จากความจริงและจินตนาการ" ซึ่งผมเองจะขีดเขียนวาดสิ่งต่างๆที่เห็นและจินตนาการลงในสมุดบันทึกบางครั้งก็วาดรูปเล็กๆใส่กรอบไว้ดูเองที่บ้าน และหลายครั้งที่มีโอกาสไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารตามสั่งในชุมชนต่างๆ บางร้านมีพื้นพนังโล่งๆเห็นแล้วน่าที่จะนำงานศิลปะเล็กๆนำมาติดตั้งแบ่งปันให้คนในชุมชนดู เป็นการนำศิลปะเข้าสู่ชุมชน
           จากแรงบันดาลใจดังกล่าวจึงได้เกิดนิทรรศการเล็กๆ "ศิลปะบุกชุมชน" ตอน "จินตนาการเธอ" ขึ้น ณ ร้านอาหารตามสั่ง/ของชำ (ป้าหมู) ชุมชนสะพานข้ามคลองข้างวัดรังสิต ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี โดยงานที่ผมนำมาจัดแสดง (ตะลอน ตามอำเภอใจ) ครั้งนี้มีจำนวน 15 ภาพ ขนาด 13 cm.X 18 cm. ซึ่งใช้เทคนิคเขียนปากกาผสมกับสีน้ำลงบนกระดาษ ซึ่งแต่ละภาพจะได้แรงบันดาลใจจากผู้หญิงและจินตนาการออกมาตามความรู้สึกผ่านงานศิลปะ
"ป้าหมู-ฉวีวรรณ ทรัพย์สาร" เจ้าของร้านอาหารตามสั่ง/ของชำ ที่เอื้อเฟื้อสถานที่แสดงงานครั้งนี้ บอกว่า ถือเป็นสิ่งที่ดีที่มีการนำศิลปะมาจัดแสดงให้คนในชุมชนดู สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นสวยงามดีรู้สึกทำให้ที่ร้านมีชีวิตชีวาอย่างมาก คนมากินข้าวก็ได้ดูงานศิลปะด้วยชีวิตประจำวันของตนต้องทำมาหากินจึงไม่เคยไปดูงานศิลปะที่ไหน
"สันติ ทำพนม" อาชีพซ่อมพัดลมในชุมชนฯ บอกว่า ถือเป็นเรื่องดีที่มีการจัดแสดงงานศิลปะให้คนในชุมชนดู และถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงงานศิลปะที่ชุมชนแห่งนี้
          "กนต์ธร หมวดทองอ่อน" นักศึกษาชั้นปี 4  คณะสถาปัตยกรรม ม.รังสิต บอกว่า แว๊บแรกที่เห็นการจัดแสดงงานศิลปะจากพื้นที่ซึ่งเป็นแค่ร้านอาหาร/ของชำ ตนมองว่าร้านนี้กลายเป็นที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนเข้ามารับรู้ เพราะถ้าเด็กคนหนึ่งมาดูงานศิลปะพื้นที่ตรงนี้ก็ถือว่าสร้างแรงบันดาลใจได้มากเพราะศิลปะสามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มและยังเพิ่มมูลค่าให้กับร้านนี้ด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  สำหรับนิทรรศการศิลปะบุกชุมชน ตอน : จินตนาการเธอ จัดแสดงระหว่างวันที่ 15 พ.ย. -15 ธ.ค.59  ณ ร้านอาหารตามสั่ง/ของชำ (ป้าหมู) ชุมชนสะพานข้ามคลองข้างวัดรังสิต ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี 
                                 "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

"ผาหมอน"ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ วิจัยท้องถิ่นสู่พัฒนาอย่างยั่งยืน

                 นับเป็นเวลากว่า 12 ปี ตั้งแต่ชุมชนบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ได้เปิดตัวหมู่บ้านเป็นชุมชนท่องเที่ยวเมื่อปี พ.ศ.2547 และได้ดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา บ้านผาหมอน เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง ตั้งอยู่กลางหุบเขาล้อมรอบ มีนาขั้นบันไดที่สวยงามและธรรมชาติที่แสนสงบ รวมถึงแปลงดอกไม้เมืองหนาว และมีบ้านพักแบบส่วนตัว รีสอร์ทชุมชนไว้รองรับนักท่องเที่ยว และเป็นบ้านที่อยู่บนสันดอย มองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอ ที่มีพื้นฐานสำคัญมาจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นโครงการการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์และวัฒนธรรมแบบยั่งยืนโดยชุมชนบ้านผาหมอน
             ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" บ้านผาหมอน เมื่อคราวที่มาศึกษาดูงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยท้องถิ่น ที่ให้การสนับสนุนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เพื่อติดอาวุธทางปัญญาและเป็นเครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ดอยอินทนนท์ อาทิ โครงการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงศึกษานิเวศน์และวัฒนธรรมแบบยั่งยืนโดยชุมชนบ้านผาหมอน และโครงการวิจัยการจัด
ความรู้เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของกลุ่มเยาวชนปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน เพื่อการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
"โอ้ต-องอาจ คามคีรีวงศ์" ผู้ประสานงานกลุ่มวิจัยเยาวชนบ้านผาหมอน วัย 25 ปี บอกว่า ปัจจุบันมีเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 20 คน ซึ่งจะแบ่งการทำงานในการดูแลนักท่องเที่ยว มีการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม และการท่องเที่ยวที่นี่จะเน้นธรรมชาติ เนื่องจากเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ นักท่องเที่ยวสามารถมาพักค้างคืนได้ บ้านหลังหนึ่งพักได้ไม่เกิน 6 คน และเป็นคณะที่มาด้วยกัน เพื่อง่ายต่อการดูแลนักท่องเที่ยว และมีกิจกรรมปั่นจักรยานชมธรรมชาติรอบหมู่บ้าน ชมแปลงพืชผักเกษตรปลอดสารพิษ ผลไม้เมืองหนาว และแปลงดอกไม้ ฯลฯ รวมถึงการเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญออีกด้วย
  ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" บทเรียนจากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. จึงเป็นตัวอย่างของการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน...
                                        นายตะลอน

วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ในหลวงนักวิจัย ราษฎรอยู่ดีกินดี

             ากการบอกเล่าถึงการน้อมนำแนวทางการทำงานพัฒนาประเทศด้วยการนำข้อมูลความรู้แบบอย่างงานวิจัยนำสู่การพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อคราวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และได้รู้ว่าพระองค์นอกจากจะเป็นนักวิจัยแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มดำเนินงานพัฒนาต่างๆ มากมาย เพื่อให้ชาวบ้านบนดอยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
            คุณลุงสุปอย บรรพตวนา ผู้จัดการการท่องเที่ยวและวิจัยฝ่ายท้องถิ่นบ้านผาหมอน วัย 58 ปี เล่าว่า เคยรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จมาที่หลายหมู่บ้านบนดอยอินทนนท์ ช่วงปี พ.ศ.2517 ซึ่งตอนนั้นพระองค์มาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟแทนการปลูกฝิ่น จากนั้นพระองค์ได้เสด็จมาอีกหลายครั้ง ซึ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นอย่างมาก เพราะพระองค์ได้นำความรู้ทางด้านการเกษตรมาถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน พร้อมทั้ง


พระราชทานข้าวและสิ่งของต่างๆ ให้กับชาวบ้านด้วย ซึ่งชาวบ้านรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณที่หาสุดมิได้ แม้หนทางที่พระองค์เสด็จมาจะแสนยากลำบากก็ตาม
         ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านชุมชนและพื้นที่ บอกว่า การทำงานวิจัยของ สกว.นับเป็นแนวทางเดียวกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเสด็จไปทั่วทุกภูมิภาค ทั้งทรงทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง พูดคุยกับชาวบ้านถึงชีวิตความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ซึ่งหากมองในกระบวนการทำงานวิจัย ถือเป็นการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลอย่างแท้จริง หลังจากนั้นพระองค์ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดกลับมาวางแผนว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อที่จะทำให้ราษฎรของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนำไปสู่การแก้ปัญหาการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้ชาวบ้านยังคงดูแลกาแฟต้นแรกของดอยอินทนนท์ ที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์พระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างดี มีธนาคารข้าว เพื่อความมีอยู่มีกินของชาวบ้านในยามขัดสน ทำนาขั้นบันไดรักษาพันธุกรรมข้าว อันเป็นการทำนาเฉพาะถิ่นของพื้นที่ มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชุมชน โดยน้อมนำแนวทางการทำงานพัฒนาประเทศด้วยการทำข้อมูลความรู้แบบอย่างงานวิจัย นำสู่การพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นกระบวนการทำงานที่ชาวบ้านได้นำมาใช้ในการทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนตามปณิธานของพระองค์...
                                              "นายตะลอน"
**************************************************

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หนองประจักษ์ แหล่งพบปะคนอุดรฯ

           จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ทั้งอากาศและทางถนนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นศูนย์กลางหน่วยงานราชการและด้านเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมทั้งมีศูนย์ประชุมและวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเป็นจังหวัดที่ตั้งของมณฑลอุดรในสมัยรัตนโกสินทร์ มีอาณาเขตปกครองกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย
         ช่วงหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อคราวที่มาเยือน จ.อุดรธานี ผมมีโอกาสมาเดินทอดน่องชมสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี และหากไม่เอ่ยถึงสวนสาธารณะแห่งนี้ ดูเหมือนจะมาไม่ถึงอุดรฯ หรือขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนกัน "หนองประจักษ์" เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า "หนองนาเกลือ" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "หนองประจักษ์" เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี
         นอกจากนี้ จากข้อมูลยังระบุว่าเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2530 เทศบาลเมืองอุดรธานีได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแก่พระองค์ท่าน บริเวณเกาะกลางน้ำได้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด จัดทำสวนหย่อมดูสวยงาม และยังได้ทำสะพานเชื่อมเกาะ มีหอนาฬิกา น้ำพุ และสวนเด็กเล่น แต่ละวันจะมีประชาชนเข้าไป
พักผ่อนและออกกำลังกายกันเป็นจำนวนมาก และถือเป็นสถานที่สำคัญ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุดรธานีแห่งหนึ่งก็ว่าได้ครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในแต่ละวันมีการบอกเล่าว่าจะมีประชาชนมาพักผ่อนและออกกำลังกายกัน เฉลี่ยแล้วนับพันๆ คนเลยทีเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมมีพื้นที่กว้างขวางกว่า 300 ไร่ มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ร่มรื่นและดูสวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ซึ่งประชาชนมาพบปะพูดคุยกัน อีกทั้งบริเวณรอบสวนสาธารณะแห่งนี้ ยังมีร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายมากมาย จึงไม่แปลกที่หลายคนมักจะพูดตรงกันว่าพอได้มาที่ "หนองประจักษ์" แล้วรู้สึกคลายความเครียดได้มากเลยทีเดียว...
"นายตะลอน"

"เมื่อคราวที่มาเยือนจ.อุดรธานี ผมมีโอกาสมาเดินทอดน่องชมสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี และหากไม่เอ่ยถึงสวนสาธารณะแห่งนี้ดูเหมือนจะมาไม่ถึงอุดรฯ หรือขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนกัน"

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เยือนวนอุทยานปราณบุรี หาดทรายขาวศึกษาป่าชายเลน

           นห้วงเวลาหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาเยือนวนอุทยานปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ก็ว่าได้ ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
         โดยพื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่า คลองคอย มีพื้นที่ประมาณ 1,984 ไร่ ประกอบด้วย ป่าชายเลน และมีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ป่า และได้ประกาศให้เป็นวนอุทยานมีพื้นที่ 700 ไร่ อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งวนอุทยานปราณบุรีจัดได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีหาดทรายขาวสะอาดร่มรื่นด้วยแนวสนทอดยาวตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตร อยู่ทางด้านตะวันออกของวนอุทยาน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเล
เกาะสิงห์โต เขาตะเกียบและเขาเต่า
    นอกจากนี้ การมาท่องเที่ยวที่วนอุทยานปราณบุรีก็มีจุดที่น่าสนใจต่างๆ มากมาย อาทิ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน มีสะพานไม้ยกระดับ สามารถเดินเที่ยวชมและศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศป่าชายเลนได้อย่างใกล้ชิดทีเดียว ตลอดบริเวณทางเดินความยาวประมาณ 1 พันเมตร จะเห็นป้ายต่างๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลน บอกเล่าเรื่องต้นไม้ และสัตว์น้ำนานาชนิดอีกด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถทำกิจกรรมล่องเรือ เพราะมีจุดที่พักเรือเป็นท่าเรือขนาดเล็กเชื่อมกับสะพานทางเดิน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสัมผัสกับความงามตามธรรมชาติและศึกษาระบบนิเวศของป่าชายเลนทางน้ำ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด รวมทั้งชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองด้วย
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือนวนอุทยานปราณบุรี แม้จะมีเวลาไม่มากในการอยู่กับธรรมชาติที่นี้ แต่ก็ได้สัมผัสน้ำทะเลและ
หาดทรายขาว รวมถึงได้เดินทอดน่องดูป่าชายเลน รวมถึงปล่อยปู ปล่อยปลา ก็ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินและสุขใจดี และหากนักท่องเที่ยวต้องการพักแรมค้างคืน ก็สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ ซึ่งทางวนอุทยานก็มีบริการบ้านพัก และร้านสวัสดิการอีกด้วย
                    "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อ่างเก็บน้ำคลองลำกง แหล่งท่องเที่ยวเพชรบูรณ์

          ช่วงนี้เกือบทุกภาคของไทยยังได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองลำกง ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ น้ำเต็มทำให้ต้องเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อ่างเก็บน้ำคลองลำกงแห่งนี้ ในช่วงน้ำยังน้อยอยู่ แม้ตอนที่มาเยือนจะมีเวลาไม่มากในการสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ แต่ผมก็บอกตัวเองว่าถ้ามีโอกาสจะเขียนถึงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้หน่อย ไหนๆก็ได้มาและถ่ายรูปเก็บไว้ประกอบเรื่องราวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          สำหรับอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม การบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากของพื้นที่ ตามแนวสองฝั่งลำน้ำคลองลำกง และพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสักในเขตอ.หนองไผ่  และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในบริเวณต้นน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ช่วยลดปัญหาอุทกภัย และมีน้ำไว้ใช้เพื่อทำการเกษตรได้มากขึ้น เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุในระดับเก็บกักสูงสุดได้ 57.30 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในเขต ต.ท่าแดง ต.วังท่าดี ต.วังโบสถ์ และต.บ่อไทย อ.หนองไผ่ ในจ.เพชรบูรณ์ และเป็นแหล่งแพร่และเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดอีกด้วย
อ่างเก็บน้ำคลองลำกง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งใหม่ของจ.เพชรบูรณ์และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของต.วังท่าดี ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวขึ้นมาทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่ม
ขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจ.เพชรบูรณ์ด้วยครับ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำคลองลำกงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศสวยงามถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาทั้งสองฟากฝั่ง เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนเป็นครอบครัวและสามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจ.เพชรบูรณ์...!!!
                                                                             นายตะลอน
************************************************

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

เดินเล่นผ่อนคลาย ตลาดต้นไม้จตุจักร

            ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่คนทั่วโลกตื่นตัวและให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และการปลูกต้นไม้ก็คือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดโลกร้อนได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งต้นไม้ปล่อยก๊าซออกซิเจนที่คนและสัตว์จำเป็นต้องใช้ในการหายใจ ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ นอกจากนี้ ต้นไม้ยังเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย
          ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสไปเดินดูต้นไม้เพลินๆ ที่ตลาดนัดจตุจักร ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตลาดนัดที่ใหญ่โตเก่าแก่และมีชื่อเสียงระดับโลกเลยก็ว่าได้ เพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต่างรู้จักแหล่งช็อปปิ้งที่นี่เป็นอย่างดี
   ปี พ.ศ.2521 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น มีนโยบายใช้สนามหลวงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้มอบที่ดินย่านพหลโยธิน จึงจัดที่ดินสวนจตุจักรด้านทิศใต้ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์ และกรุงเทพมหานครได้ปรับพื้นที่เพื่อให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และย้ายผู้ค้าจากสนามหลวงมาด้วย จนดำเนินการสำเร็จ โดยใช้ชื่อว่าตลาดนัดย่านพหลโยธิน ต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ตลาดนัดจตุจักร" ให้สอดคล้องกับสวนสาธารณะจตุจักรในบริเวณใกล้เคียง ปัจจุบันตลาดนัดสวนจตุจักรได้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยดูแลแทนกรุงเทพมหานคร
            สำหรับตลาดต้นไม้ที่ตลาดนัดจตุจักร นอกจากจะขายสินค้าต่างๆ อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า หรือแฟชั่นอื่นๆ แล้ว ยังถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมตลาดต้นไม้ใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ และจะวางขายกันในวันพุธ วันพฤหัสบดี ส่วนใหญ่จะเน้นขายแต่ต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้มงคล ไม้ล้อม พืชผักสวนครัว อุปกรณ์ตกแต่งสวน ดิน กระถาง และอุปกรณ์การเกษตร มีทั้งขายปลีกและส่ง ซึ่งส่วนมากชาวสวนจากทั่วทุกภูมิภาคจะนำต้นไม้ต่างๆ มาขายเอง
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับคนที่ชอบ
ปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้ประดับ ตลาดต้นไม้จตุจักร ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะเป็นศูนย์กลางที่มีต้นไม้เยอะที่สุดใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร และผมเชื่อว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่เราสามารถมาเดินเล่นผ่อนคลายได้ดีทีเดียว...!!!
                                                                                  "นายตะลอน"
***************************************************