วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ยธ.ลุยแก้อาชีวะตีกัน ยุคก่อนทิ่มกันแค่เจ็บ

         สียงก้อนหินหลากหลายก้อนลอยละลิ่วกระทบกับกระจกรถเมล์บางสาย (รถโดยสารประจำทาง) ดังสนั่น บริเวณย่านสามแยกไฟสาย มุ่งสู่เส้นทางถนนอิสรภาพที่เข้าสู่สี่แยกพรานนก เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ 
ความแรงของก้อนหินที่พุ่งใส่ ทำให้กระจกหน้าต่างรถเมล์หลายบานแตกกระจาย พร้อมๆ กับเสียงของผู้โดยสารบนรถเมล์คันนั้นหลายสิบชีวิตทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ และเด็ก ที่กรีดร้องด้วยความตกใจแข่งกับเสียงของก้อนหิน ไม้ขนาดต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่รถเมล์คันนี้อย่างบ้าคลั่ง โดยมีเป้าหมายที่ต้องการทำร้ายนักเรียนโรงเรียนศิลปะปิ่นเกล้ากว่าสิบชีวิตที่โดยสารมากับรถเมล์คันดังกล่าว หลังจากเลิกเรียนเพื่อกลับบ้าน โดยมีจุดหมายปลายทางที่สี่แยกบ้านแขก วงเวียนใหญ่
          ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนศิลปะฯ ที่อยู่บนรถเมล์ขณะนั้น วันนั้นพวกเราได้แต่หลบก้อนหิน และตั้งรับบริเวณประตูหน้า-หลังของรถเมล์คันดังกล่าว เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายขึ้นมาทำร้ายใครบนรถเมล์ได้ หลังจากพายุหินของโรงเรียนอาชีวะต่างสถาบันแห่งหนึ่งยกพวกมาเกือบๆ 60 คนเห็นจะได้ เริ่มซาลง พวกเราจึงลงจากรถทั้งหมด โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ยอมปะทะด้วย พากันวิ่งหลบหนีเข้าตามตรอกซอกซอยกันหมด ไม่เช่นนั้นคงต้องมีคนบาดเจ็บอีกจำนวนมาก จากเหตุปะทะที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้วอย่างแน่นอน พวกเรากลับมาที่รถเมล์คันเดิม เพื่อดูว่ามีใครได้รับบาดเจ็บจากการปาก้อนหินหรือไม่ ตอนนั้นดีใจมากที่ไม่มีใครหรือผู้สารคนไหนได้รับบาดเจ็บเพราะโดนลูกหลง นอกจากยังมีอาการตกใจ ซึ่งเห็นได้จากสีหน้าของผู้โดยสารบางคนเท่านั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นพายุก้อนหินก็สร้างความเสียหาย ทำให้กระจกรถเมล์แตกเกือบรอบคันทีเดียว
     และนี่ก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผมนานกว่า 20 ปีมาแล้ว ขณะเป็นนักเรียนอาชีวะ ซึ่งสมัยนั้นไม่เหมือนกับนักเรียนอาชีวะยุคปัจจุบัน เพราะไม่มีให้เห็นกันหรอกที่จะมาเอาชีวิตกันอย่างไร้เหตุผล
ยุคก่อนการทะเลาะวิวาทกันก็แค่ทิ่มกันด้วยหมัด หวดกันด้วยไม้ ขนาดมีดยังไม่อยากพกพากันเลย ทำกันแค่พอเจ็บ แค่ให้อายกันพอ ไม่ทำกันถึงตาย หรือการเอาก้อนหินปารถเมล์ หากพวกไหนทำ ก็จะถูกประณามจากนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่อาชีวะต่างสถาบัน และยังถูกมองว่าเป็นพวกพฤติกรรมของพวกกระจอก "ไม่แมน" หรือ "ไม่ใช่ลูกผู้ชาย" อีกด้วย นับประสาอะไรกับอาชีวะยุคปัจจุบันที่ซิ่งรถจักรยานยนต์ใช้อาวุธปืนไล่ฆ่ากันเลียนแบบในหนังหรือภาพยนตร์นั้น ลองคิดดูเล่นๆ ว่า
พฤติกรรมดังกล่าวใช่ "ลูกผู้ชาย" หรือไม่
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ขณะที่ผมนั่งคิดอะไรเพลินๆ ถึงสมัยวัยเยาว์ช่วงเป็นนักเรียนอาชีวะ ที่บริเวณหน้าห้องประชุม กระทรวงยุติธรรม อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เมื่อเร็วๆ นี้ ( 8 ธ.ค.58) ระหว่างรอรายละเอียดผลการประชุมพิจารณามาตรการทางกฎหมายและหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ที่มี "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม และ "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ครั้งแรก (ครั้งที่ 1/2558) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สื่อมวลชนบางคนระหว่างรอทำข่าวจะพักสายตากันเป็นทิวแถวเลยทีเดียว
   "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ศึกษาธิการ บอกว่า การประชุมในครั้งนี้
เนื่องจาก "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ "รมว.ยุติธรรม" ศึกษาข้อกฎหมายและมาตรการแก้ไขปัญหาเหตุนักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทว่า มีกฎหมายอะไรบ้างที่จะเอื้อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถทำให้สถิตินักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทหรือตีกันลดลงได้แล้ว เป็นมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขตั้งแต่ปี 2557 และปัจจุบันเหตุทะเลาะวิวาทที่มีอยู่จะศึกษาดูอีกครั้งว่าสถาบันแต่ละแห่งไม่สามารถทำตรงไหนได้บ้าง หละหลวมตรงไหนบ้าง ซึ่งจะเข้าไปดูในเรื่องนี้
  "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม บอกว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้พิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวง
ศึกษาธิการที่ออกตามความในมาตรา 63 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนนักศึกษาและสร้างความปลอดภัยในสังคม 2.สนับสนุนให้พิจารณาใช้มาตรการกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติของศาลเยาวชนและครอบครัวต่อเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 โดยให้ ศธ. กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงาน


ตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ร่วมกันพิจารณาเสนอแนวทางในการดำเนินการ 3.เห็นชอบให้มีการศึกษามาตรการ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการพัฒนานักเรียนและนักศึกษาเพิ่มเติม
  รมว.ยุติธรรม บอกอีกว่า 4.เห็นควรให้ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในปัญหานี้ หากปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมทะเลาะวิวาท ตามนัยมาตรา 26(3) และมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และให้พิจารณาแนวทางของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 ประกอบการปรับปรุงแก้ไขด้วย 5.ศธ.จะพิจารณาบทบาทตามกฎหมายของศูนย์เสมารักษ์ หรือสารวัตรนักเรียนเดิม ว่าจะเพิ่มอำนาจหน้าที่ได้อย่างไรบ้าง และสามารถตั้งสารวัตรนักเรียนให้เป็นผู้ช่วยพนักงานได้หรือไม่ และ 6.เห็นชอบให้พิจารณาประเด็นที่บุคคลภายนอกเข้ามามีอิทธิพลในทำนองยุยงส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษากระทำผิดว่า ควรกำหนดมาตรการขยายผลอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโทษในเรื่องนี้หรือไม่
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษานั้น ถือเป็น "ปัญหาโลกแตก" ที่มีกันมานานตั้งแต่ยุคคุณปู่ จนถึงรุ่นหลาน เหลน โหลน สู่ยุคปัจจุบัน ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็พยายามแก้ไขปัญหาที่ว่า แต่ก็ดูเหมือนบางครั้งก็แก้ไม่ตรงจุด โดยเฉพาะการสั่งยุบหรือสั่งปิดโรงเรียนอาชีวะหลายแห่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ถือว่า "เกาไม่ถูกที่คันอย่างมาก" เพราะเป็นการทำงานลักษณะ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" 
ครั้งนี้ ในรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์" จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหนนั้น ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นรูปธรรมมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เพราะ "พล.อ.ไพบูลย์" ระบุชัดการแก้ปัญหาจะเน้นไปในแนวทางของการป้องกัน เป็นมาตรการเชิงบวก ไม่ใช่ลักษณะของการบังคับใช้รุนแรง ส่วนในแง่ของกฎหมายมีอยู่ราวๆ 5-6 ประเด็น ผู้เกี่ยวข้องมีนักเรียนนักศึกษา ผู้ปกครอง สถาบันการศึกษา และพวกศิษย์เก่า ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่จะต้องศึกษาแต่ละเรื่องจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการหามาตรการ "ล้อมคอกแข็งแรง" ในการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเสียที...!!!
                                      "นายตะลอน"
**************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น