วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เสน่ห์ศิลปะ ร้านกาแฟบันดาลใจ

         รื่องราวของภาพประกอบถือได้ว่ามีความสำคัญต่อสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด อาทิ หนังสือต่างๆ พ๊อกเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ตลอดจนงานสิ่งพิมพ์ทุกชนิด รวมถึงสื่อออนไลน์ เว็บไซต์  การออกแบบโฆษณาและอื่นๆ อีกมากมาย เพราะภาพประกอบมีความหมายทั้งความงาม และจิตวิทยา ที่ศิลปิน นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบได้สร้างสรรค์งาน ทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ สามารถรับรู้การสื่อสารได้ง่าย น่าสนใจ และถูกสื่อไปถึงข้อความเรื่องราวในสื่อนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถืออีกด้วย
            ย้อนกลับไปในอดีตสมัยโบราณ มนุษย์เราก็มีการขีดเขียนภาพลงบนวัสดุต่างๆ เท่าที่หาได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งผนังถ้ำวาดเป็นรูปต่างๆ เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะนั้น ซึ่งภาพเหล่านั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นภาพประกอบบอกเล่าเพื่อการสื่อสารของมนุษย์ยุคนั้นๆ ก็ว่าได้ ขณะที่นักวาดภาพประกอบในปัจจุบันจะมีวิธีการสร้างงานของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเทคนิคและวิธีการ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจด้วย

             ช่วงแดดร่มๆ ตอนเย็นๆ ตรงกับวันศุกร์ (15 ธ.ค.58) และเป็นวันที่การจราจรหนาแน่นอย่างมาก สำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนกำลังเลิกงานกลับบ้านกัน แถมยังเป็นวันศุกร์กลางเดือนด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกวันนี้ว่าเป็นวันศุกร์แห่งชาติ เนื่องจากถูกเปรียบเปรยว่าเป็นวันที่รถติดมาก ผู้คนแย่งชิงกันขึ้นรถโดยสารประจำทาง ทั้งรถเมล์ รถตู้กันอย่างเนืองแน่น ภาพเหตุการณ์เหล่านี้คงไม่ต้องวาดภาพประกอบให้ดูกัน เพราะแค่นึกภาพตามที่ผมบอกเล่า
ผ่านตัวหนังสือ เชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงนึกออกกันแล้ว
วันนั้นผมมีโอกาสไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านปทุมวัน เพื่อร่วมงานเปิดนิทรรศการ Cafe Puzzle: นิทรรศการภาพวาดประกอบของ "จิริ ซลิว่า" (Jiri Sliva) นักวาดภาพประกอบ และนักเขียนการ์ตูน ผู้มีชื่อเสียงชาวเชก ที่จัดแสดงขึ้นระหว่างวันที่ 15-30 ธ.ค.58 บริเวณผนังโค้ง ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดโดยฝ่ายกิจกรรมเครือข่าย หอศิลป

วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเชกประจำประเทศไทย
โดยการจัดนิทรรศการประกอบด้วยภาพวาดที่ขบขันเทคนิคลิโธกราฟฟี สู่กระบวนการภาพพิมพ์หินหลายสิบชิ้นที่ "จิริ ซลิว่า" หลงใหลมานานเกือบ 40 ปี เพื่อถ่ายทอดให้เห็นถึงบรรยากาศ ความอบอวลของร้านกาแฟ และเพื่อให้คนไทยได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของการทำงานศิลปะภาพพิมพ์หิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ร้านกาแฟ เพื่อถ่ายทอดให้เห็นถึงบรรยากาศ ความอบอวลของ

ร้านกาแฟ ที่ได้แรงบันดาลใจจากร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ "จิริ ซลิว่า" ชื่นชอบมากที่สุด และอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่สำคัญคือ ดนตรีแจ๊ส เพราะตัวเขาเองก็เป็นนักดนตรีแจ๊สด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในวันเปิดงานนิทรรศการของ "จิริ ซลิว่า" จะมีการแสดงดนตรีแจ๊ส จากวง Mahidol Jazz Trio มหาวิทยาลัยมหิดล จนทำให้บรรยากาศของงานวันนั้นเหมือนอยู่ในร้านกาแฟและคาเฟ่ ทำให้วันเปิดงานดูอบอุ่นจริงๆ ครับ
นอกจากนี้ การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ก็เพื่อให้คนไทยได้รู้จักกับผลงานภาพวาดประกอบของ "จิริ ซลิว่า" ซึ่งมีผลงานที่โดดเด่นด้วยลายเส้นที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายและรายละเอียดที่น่าทึ่งทีเดียว และเขาเองก็เป็นนักประพันธ์เรื่องขบขัน ผู้ชื่นชอบการวาดภาพมากกว่าการบรรยาย โดย"จิริ ซลิว่า" ได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและโดดเด่น และเขามีผลงานการเขียนหนังสือการ์ตูน จำนวน 13 เล่ม ซึ่งได้ตีพิมพ์ทั้งในสาธารณรัฐเชก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์
รัสเซีย และฝรั่งเศส ซึ่งผลงานภาพเขียนของ"จิริ ซลิว่า" ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือมากกว่า 150 เล่ม รวมทั้งหนังสือพิมพ์ของประเทศเชกหลากหลายฉบับและนิตยสารต่างประเทศด้วย
ผมมีโอกาสเดินชมงานของ "จิริ ซลิว่า" ที่จัดแสดงบริเวณผนังโค้ง ชั้น 3 ของหอศิลปวัฒนธรรมฯ อยากบอกว่าช่างแสนเพลิดเพลินทีเดียว เพราะแต่ละภาพที่นักวาดภาพประกอบชาวเชกท่านนี้วาดออกมาแต่ละภาพ จะเน้นการวาดภาพ
ประกอบในการ์ตูนและภาพประกอบหนังสือ ซึ่งภาพบางภาพสามารถเล่าถึงเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านลายเส้นเพียงไม่กี่เส้น สร้างสรรค์ผลงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและโดดเด่นด้วยพื้นฐานที่เรียบง่าย แต่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวด้วยลายเส้นที่เรียบง่าย และบางภาพของ "จิริ ซลิว่า" ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดและความชัดเจน ภาพแต่ละภาพสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากแฝงไว้ซึ่งอารมณ์ขันแล้ว หากแต่มองให้ลึกลงไปแต่ละภาพยังเป็นการ
จินตนาการที่ถ่ายทอดออกมาในลักษณะงานเซอร์เรียลลิซึม (Surrealism) เป็นงานศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวเหนือจริง หรือเหนือธรรมชาติ
ขณะที่ "จิริ ซลิว่า" พาชมงานของเขา มีอยู่ภาพหนึ่งซึ่งเป็นต้นไม้และมีหัวคนโผล่บนยอดไม้เต็มไปหมด ส่วนใต้ดินก็มีรากของต้นไม้โผล่ออกจากขวดไวน์จำนวนมาก ผมถาม "จิริ ซลิว่า" งานของคุณเป็นลักษณะเหนือจริง ในขณะที่คุณวาดภาพนี้ อะไรคือแรงบันดาลใจตอนนั้น "จิริ ซลิว่า" ก็ตอบผมว่า ตอนนั้นผมไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรเลย "เพียงแต่คิดว่าในโรงงานทำไวน์ คนงานคงมีความสุขมากกับการได้ทำไวน์ ก็เลยถ่ายทอดงานออกมาในลักษณะที่เห็น" นักวาดภาพประกอบชาวเชก บอกผม


"จิริ ซลิว่า" ยังบอกว่าการทำงานภาพพิมพ์หินต้องใช้เวลาเป็น 1-3 วัน แต่พองานเสร็จแล้ว ตนเองสามารถนำชิ้นงานมาจัดแสดงในนิทรรศการได้ในหลายสถานที่ ซึ่งขณะนี้ศิลปะแนวนี้กำลังเริ่มเป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และแม้งานภาพพิมพ์หินจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็ดึงดูดเพื่อนร่วมงานให้โคจรมาพบปะกัน มาวาดภาพบนหินและวันต่อไปก็มาพิมพ์ ทำให้พวกเราเหมือนสังคมเล็กๆ อีกสังคมหนึ่ง
"เมื่อหินเข้าไปในเครื่องจักร แน่นอนว่าเราไม่สามารถนำหินกลับเข้ามาได้อีก และเมื่อเราเติมสีที่ 2 และ 3 ตามลงไป รวมถึงสีอื่นๆ อีกเกือบๆ 50 ครั้ง ซึ่งใช้เวลานาน ขณะที่ศิลปินคนอื่นๆ ก็เตรียมสีแรกบนหิน ระหว่างรองานของอีกคนออกจากเครื่องจักร มันเป็นสังคมที่สวยงาม" จิริ ซลิว่า บอกทิ้งท้าย
   นอกจากนี้ ก่อนเปิดนิทรรศการยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักศึกษาศิลปะ ซึ่งนักศึกษาจะได้ทำงานของตัวเองเพื่อสร้างสรรค์ภาพวาดให้ตรงกับหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่ "จิริ ซลิว่า" จะตรวจดูผลงานและพูดคุยกับนักศึกษาเพื่อแนะนำให้ความคิดเห็น และปิดท้ายด้วยการวิจารณ์ผลงานแบบกลุ่ม รวมถึงพานักศึกษาชมนิทรรศการด้วยตัวเขาเองด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ขอเชิญชวนผู้สนใจให้มาชมนิทรรศการภาพวาดประกอบของ "จิริ ซลิว่า" ซึ่งจะจัดแสดงจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 นี้ ณ บริเวณผนังโค้ง ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พ่วงท้ายด้วยนิทรรศการโลกแห่งเวทมนตร์: ภาพประกอบหนังสือเด็กภาษาเชก ที่จัดแสดงบริเวณผนังโค้ง ชั้น 4-5 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 มกราคม 2559 โดยภาพวาดประกอบหนังสือสำหรับเด็กของศิลปินเชกที่รวบรวมมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงภาพประกอบหนังสือเด็กที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา และภาพประกอบหนังสือเด็กหลายภาพที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากนิทรรศการและเทศกาลหนังสือเด็กนานาชาติในหลายๆ ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
                                           นายตะลอน
*******************************************************

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ยธ.ลุยแก้อาชีวะตีกัน ยุคก่อนทิ่มกันแค่เจ็บ

         สียงก้อนหินหลากหลายก้อนลอยละลิ่วกระทบกับกระจกรถเมล์บางสาย (รถโดยสารประจำทาง) ดังสนั่น บริเวณย่านสามแยกไฟสาย มุ่งสู่เส้นทางถนนอิสรภาพที่เข้าสู่สี่แยกพรานนก เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ 
ความแรงของก้อนหินที่พุ่งใส่ ทำให้กระจกหน้าต่างรถเมล์หลายบานแตกกระจาย พร้อมๆ กับเสียงของผู้โดยสารบนรถเมล์คันนั้นหลายสิบชีวิตทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ และเด็ก ที่กรีดร้องด้วยความตกใจแข่งกับเสียงของก้อนหิน ไม้ขนาดต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่รถเมล์คันนี้อย่างบ้าคลั่ง โดยมีเป้าหมายที่ต้องการทำร้ายนักเรียนโรงเรียนศิลปะปิ่นเกล้ากว่าสิบชีวิตที่โดยสารมากับรถเมล์คันดังกล่าว หลังจากเลิกเรียนเพื่อกลับบ้าน โดยมีจุดหมายปลายทางที่สี่แยกบ้านแขก วงเวียนใหญ่
          ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนศิลปะฯ ที่อยู่บนรถเมล์ขณะนั้น วันนั้นพวกเราได้แต่หลบก้อนหิน และตั้งรับบริเวณประตูหน้า-หลังของรถเมล์คันดังกล่าว เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายขึ้นมาทำร้ายใครบนรถเมล์ได้ หลังจากพายุหินของโรงเรียนอาชีวะต่างสถาบันแห่งหนึ่งยกพวกมาเกือบๆ 60 คนเห็นจะได้ เริ่มซาลง พวกเราจึงลงจากรถทั้งหมด โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ยอมปะทะด้วย พากันวิ่งหลบหนีเข้าตามตรอกซอกซอยกันหมด ไม่เช่นนั้นคงต้องมีคนบาดเจ็บอีกจำนวนมาก จากเหตุปะทะที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้วอย่างแน่นอน พวกเรากลับมาที่รถเมล์คันเดิม เพื่อดูว่ามีใครได้รับบาดเจ็บจากการปาก้อนหินหรือไม่ ตอนนั้นดีใจมากที่ไม่มีใครหรือผู้สารคนไหนได้รับบาดเจ็บเพราะโดนลูกหลง นอกจากยังมีอาการตกใจ ซึ่งเห็นได้จากสีหน้าของผู้โดยสารบางคนเท่านั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นพายุก้อนหินก็สร้างความเสียหาย ทำให้กระจกรถเมล์แตกเกือบรอบคันทีเดียว
     และนี่ก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผมนานกว่า 20 ปีมาแล้ว ขณะเป็นนักเรียนอาชีวะ ซึ่งสมัยนั้นไม่เหมือนกับนักเรียนอาชีวะยุคปัจจุบัน เพราะไม่มีให้เห็นกันหรอกที่จะมาเอาชีวิตกันอย่างไร้เหตุผล
ยุคก่อนการทะเลาะวิวาทกันก็แค่ทิ่มกันด้วยหมัด หวดกันด้วยไม้ ขนาดมีดยังไม่อยากพกพากันเลย ทำกันแค่พอเจ็บ แค่ให้อายกันพอ ไม่ทำกันถึงตาย หรือการเอาก้อนหินปารถเมล์ หากพวกไหนทำ ก็จะถูกประณามจากนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่อาชีวะต่างสถาบัน และยังถูกมองว่าเป็นพวกพฤติกรรมของพวกกระจอก "ไม่แมน" หรือ "ไม่ใช่ลูกผู้ชาย" อีกด้วย นับประสาอะไรกับอาชีวะยุคปัจจุบันที่ซิ่งรถจักรยานยนต์ใช้อาวุธปืนไล่ฆ่ากันเลียนแบบในหนังหรือภาพยนตร์นั้น ลองคิดดูเล่นๆ ว่า
พฤติกรรมดังกล่าวใช่ "ลูกผู้ชาย" หรือไม่
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ขณะที่ผมนั่งคิดอะไรเพลินๆ ถึงสมัยวัยเยาว์ช่วงเป็นนักเรียนอาชีวะ ที่บริเวณหน้าห้องประชุม กระทรวงยุติธรรม อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เมื่อเร็วๆ นี้ ( 8 ธ.ค.58) ระหว่างรอรายละเอียดผลการประชุมพิจารณามาตรการทางกฎหมายและหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ที่มี "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม และ "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ครั้งแรก (ครั้งที่ 1/2558) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สื่อมวลชนบางคนระหว่างรอทำข่าวจะพักสายตากันเป็นทิวแถวเลยทีเดียว
   "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ศึกษาธิการ บอกว่า การประชุมในครั้งนี้
เนื่องจาก "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ "รมว.ยุติธรรม" ศึกษาข้อกฎหมายและมาตรการแก้ไขปัญหาเหตุนักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทว่า มีกฎหมายอะไรบ้างที่จะเอื้อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถทำให้สถิตินักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทหรือตีกันลดลงได้แล้ว เป็นมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขตั้งแต่ปี 2557 และปัจจุบันเหตุทะเลาะวิวาทที่มีอยู่จะศึกษาดูอีกครั้งว่าสถาบันแต่ละแห่งไม่สามารถทำตรงไหนได้บ้าง หละหลวมตรงไหนบ้าง ซึ่งจะเข้าไปดูในเรื่องนี้
  "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม บอกว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้พิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวง
ศึกษาธิการที่ออกตามความในมาตรา 63 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนนักศึกษาและสร้างความปลอดภัยในสังคม 2.สนับสนุนให้พิจารณาใช้มาตรการกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติของศาลเยาวชนและครอบครัวต่อเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 โดยให้ ศธ. กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงาน


ตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ร่วมกันพิจารณาเสนอแนวทางในการดำเนินการ 3.เห็นชอบให้มีการศึกษามาตรการ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการพัฒนานักเรียนและนักศึกษาเพิ่มเติม
  รมว.ยุติธรรม บอกอีกว่า 4.เห็นควรให้ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในปัญหานี้ หากปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมทะเลาะวิวาท ตามนัยมาตรา 26(3) และมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และให้พิจารณาแนวทางของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 ประกอบการปรับปรุงแก้ไขด้วย 5.ศธ.จะพิจารณาบทบาทตามกฎหมายของศูนย์เสมารักษ์ หรือสารวัตรนักเรียนเดิม ว่าจะเพิ่มอำนาจหน้าที่ได้อย่างไรบ้าง และสามารถตั้งสารวัตรนักเรียนให้เป็นผู้ช่วยพนักงานได้หรือไม่ และ 6.เห็นชอบให้พิจารณาประเด็นที่บุคคลภายนอกเข้ามามีอิทธิพลในทำนองยุยงส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษากระทำผิดว่า ควรกำหนดมาตรการขยายผลอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโทษในเรื่องนี้หรือไม่
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษานั้น ถือเป็น "ปัญหาโลกแตก" ที่มีกันมานานตั้งแต่ยุคคุณปู่ จนถึงรุ่นหลาน เหลน โหลน สู่ยุคปัจจุบัน ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็พยายามแก้ไขปัญหาที่ว่า แต่ก็ดูเหมือนบางครั้งก็แก้ไม่ตรงจุด โดยเฉพาะการสั่งยุบหรือสั่งปิดโรงเรียนอาชีวะหลายแห่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ถือว่า "เกาไม่ถูกที่คันอย่างมาก" เพราะเป็นการทำงานลักษณะ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" 
ครั้งนี้ ในรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์" จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหนนั้น ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นรูปธรรมมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เพราะ "พล.อ.ไพบูลย์" ระบุชัดการแก้ปัญหาจะเน้นไปในแนวทางของการป้องกัน เป็นมาตรการเชิงบวก ไม่ใช่ลักษณะของการบังคับใช้รุนแรง ส่วนในแง่ของกฎหมายมีอยู่ราวๆ 5-6 ประเด็น ผู้เกี่ยวข้องมีนักเรียนนักศึกษา ผู้ปกครอง สถาบันการศึกษา และพวกศิษย์เก่า ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่จะต้องศึกษาแต่ละเรื่องจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการหามาตรการ "ล้อมคอกแข็งแรง" ในการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเสียที...!!!
                                      "นายตะลอน"
**************************************************

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

วันสังคมสุขใจครั้งที่ 2 เกษตรอินทรีย์ยั่งยืน

          หพันธ์เกษตรนานาชาติ นิยามเกษตรอินทรีย์ว่า เป็นระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใยด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม  สังคมและเศรษฐกิจ โดยเน้นการปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืชสัตว์และระบบ นิเวศ  การเกษตรอินทรีย์จึงลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์  อาทิ  ปุ๋ยเคมี  สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์  ขณะเดียวกันก็ประยุกต์ใช้ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต  และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยงด้วย
          ขณะที่ผมหลับๆตื่นๆพร้อมๆกับคิดถึงเรื่องราวของการทำเกษตรอินทรีย์ อยู่บนรถตู้โดยสารไม่ประจำทาง ไม่น่าเชื่อว่าไวเหมือนโกหกจริงๆ เพราะรถตู้คันที่ผมนั่งโดยสารมาจากสถานีรถไฟฟ้าสวนจตุจักร กรุงเทพฯ  ได้พาผมมาถึงสามพรานริเวอร์ไซด์ ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ช่วงประมาณเที่ยงๆสัปดาห์ที่ผ่านมา  (27 พ.ย.) เป็นสถานที่ซึ่งผมจะมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  และเป็นวันที่ "อรุษ นวราช" กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซด์ 
และ เลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะประธานจัดงานวันสังคมสุขใจ "วาสนา กลิ่นพยอม" นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยายชา (อบต.) อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม "ประหยัด ปานเจริญ" ตัวเเทนเกษตรกรในโครงการสามพรานโมเดล จังหวัดนครปฐม  และ"เกษมสันต์  มีจันทร์" ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงเกตุ ตำบลสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้แถลงจัดงานมหกรรม วันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 2
ปลุก จุด บุก สร้างสังคมเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน และเปิดแนวคิด Farm to Function แห่งแรกของโลก เพิ่มความเข้มแข็งเครือข่ายอินทรีย์ ซึ่งงานจะจัดขึ้น ในวันที่ 18-20 ธันวาคม 2558 ณ สวนป่า สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม แห่งนี้ครับ
      "อรุษ นวราช"  เลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ  บอกว่า งานมหกรรมวันสังคมสุขใจครั้งที่ 2  ทางมูลนิธิสังคมสุขใจ ยังคงได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากหน่วยงาน
ภาครัฐและเอกชน ทั้ง มหาวิทยาลัย โรงเรียน เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งปีนี้เน้นแนวคิด ปลุก จุด บุก สร้างสังคมเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีให้กับคนไทย  นั่นหมายถึง "ปลุกพลัง" ทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล ให้ยังคงมีความเข้มแข็งและมุ่งมั่นในการพัฒนาต่อไป
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม  "จุดประกาย" ให้ความรู้ใหม่ๆสู่สังคมและ "บุกเบิก" วิถีทางใหม่ๆ ที่จะทำให้ผู้บริโภคกับผู้ผลิตได้ใกล้กันมากขึ้น
เลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ บอกอีกว่าในปีนี้มีการบุกเบิกแนวคิดใหม่ คือ From Farm to Firm  ซึ่งเป็นการซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์บนสื่อออนไลน์เพื่อเชื่อมสังคมอย่างยั่งยืนผ่านโซ่อุปทานอาหารอินทรีย์ และ Farm to Function  คือการเชื่อมตรงระหว่างเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิตข้าวกับธุรกิจโรงแรมและธุรกิจ MICE (Meeting Incentive Travel Convention Exhibitions) เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจสำหรับเกษตรกรในอนาคต โดยภายในงานได้เชิญองค์กรธุรกิจต่างๆ ทั้งผู้ประกอบการโรงแรม ศูนย์ประชุมในกรุงเทพฯ มาพบปะเกษตรกรเพื่อนำไปสู่การเชื่อมตรงจาก Farm ของเกษตรกรสู่ห้องครัวของโรงแรมรวมถึงศูนย์ประชุมต่างๆ
นายอรุษ บอกด้วยว่า สำหรับไฮไลต์ ในวันงาน จะมีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และเกษตรปลอดภัย เกือบ 100 แห่ง นำผลผลิตและผลิตภัณฑ์
เกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิษสดจากไร่ตัดใหม่จากสวนในราคาย่อมเยามาให้ "ชม ช็อป ชิม แชร์"  กันอย่างจุใจ และยังมีผลผลิตอินทรีย์ของนักเรียนอีก 10 โรงเรียนในเครือข่ายมาขายกันที่งานตลาดนัดอินทรีย์ฝีมือหนูปลูกเอง และยังได้นำองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นตลอด 5 ปี ของการดำเนินโครงการ มาจัดเป็นฐานปฏิบัติการ เปิดคลินิกเกษตรอินทรีย์ ให้ความรู้สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำเกษตรอินทรีย์  มีมุมเวิร์คช็อป DIY ปลูกง่ายนิดเดียวสำหรับกลุ่มครอบครัวที่ต้องการปลูกผักกินเองแต่ไม่มีพื้นที่
สอนการเพาะต้นอ่อนให้แข็งแรง  การทำปุ๋ยหมัก การทำสมุนไพรไล่แมลงสูตรต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแต่ละกิจกรรมเน้นให้คนที่มาร่วมงานสามารถเรียนรู้ลงมือทำและนำกลับไปใช้ได้จริง นอกจากนี้ ก็มีซุ้มพืชผัก ผลไม้ต่างๆ  ซุ้มกุหลาบมอญอินทรีย์ ที่จัดเตรียมไว้อย่างสวยงามให้ได้แชะแชร์กัน พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมและเกมส์สนุกๆ ลุ้นรางวัลกันอีกมากมาย
"เชื่อว่างานวันสังคมสุขใจครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกภาคส่วน ทั้งกลุ่มครอบครัวรวมถึงคนเมืองรุ่นใหม่ ที่อยากปลูกผักกินเองแต่ไม่มีพื้นที่ เกษตรกรที่อยากทำเกษตรอินทรีย์แต่ไม่รู้  จะเริ่มจากตรงไหน หรือหน่วยงานภาครัฐที่อยากมาดูการขับเคลื่อนหรือจะมาเชื่อมกับโครงการ แม้กระทั่งผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน ที่ต้องการใช้วัตถุดิบอินทรีย์ในการทำอาหาร ก็สามารถมาหาคู่ค้าได้ในงานนี้ เรียกได้ว่าเป็นการจัดงานเดียวที่ครบวงจร" นายอรุษ กล่าว


             "วาสนา กลิ่นพยอม" นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยายชา (อบต.)  บอกว่าอบต.ยายชา เป็นอบต.แห่งแรกที่เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล และสิ่งที่ได้คือมีกิจกรรมเกิดขึ้นในชุมชน อาทิ โครงการบวรอินทรีย์ หลังจากมีการก่อตั้ง "สามพรานโมเดล" แล้ว ซึ่งสามารถดึงหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม รวมถึงอบต.อื่นๆด้วย มีการทำเอ็มโอยูกันอย่างเป็นทางการ โดยมีเกษตรกรที่แข็งแรงแล้วคอยเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกรที่ยังไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง
              ส่วนชุมชนของอบต.ยายชานั้นค่อนข้างแข็งแรง เพราะมีชมรมจิตอาสา และเป็นชุมชนที่สร้างตนเองขึ้นมาเพื่อดูแลกันเองจนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ซึ่งงานวันสังคมสุขใจ ปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่างานนี้จะเป็นทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ และคนที่กำลังคิดว่าอะไรที่ทำให้คนอยู่ได้แบบสังคมดั้งเดิมชนบท เพราะเรากำลังคืนสู่วิถีชีวิตแบบพอเพียง
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในงานจะมีเสวนาให้ความรู้เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ที่น่าสนใจผ่านเวทีต่างๆ อาทิ หัวข้อ  "5 ปี การขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล" หัวข้อ "ระบบการรับรองแบบมีส่วนรวม (PGS)"  และหัวข้อ "เกษตรอินทรีย์เปลี่ยนชีวิต" และปาฐกถาพิเศษ โดย "พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง" รองนายกรัฐมนตรี ส่วนพิธีเปิดงานวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม เวลา10.30 น. หม่อมหลวง ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาเป็นเป็นประธานเปิดงานดังกล่าวด้วย...!!!
"นายตะลอน"
****************************************************