วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เยือนท่าขี้เหล็ก สักการะแหล่งบุญ

             นวันที่ฟ้าครึ้มๆ อากาศไม่ร้อนอบอ้าวมาก ช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบจะสามโมงเย็น ย่านตลาดท่าขี้เหล็ก จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ อยู่ตรงข้ามกับตลาดแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และตลาดแม่สายก็ถือได้ว่าเป็นตลาดการค้าชายแดนที่ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยจะเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากฝั่งไทยกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถทำหนังสือผ่านแดน ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อไปท่องเที่ยวที่จังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่าครับ
        สำหรับจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่า ว่าไปแล้วหลังจากที่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศ และมีนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวด ทำให้การพัฒนาดูดีขึ้นอย่างมาก จังหวัดท่าขี้เหล็ก ถือเป็นจุดระบายสินค้าของไทยผ่านทางบก ข้ามด่านพรหมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ก่อนจะส่งต่อเข้าไปยังจังหวัดชั้นในของประเทศพม่า และยังเป็นจุดระบายสินค้าของจีนที่ส่งผ่านมาทางแม่น้ำโขง ซึ่งสะพานข้ามแม่น้ำโขงลาว-พม่า จะทำให้สินค้าจากจีนผ่านทางบกเข้า สปป.ลาว
ก่อนข้ามสะพานเข้ามาสู่จังหวัดท่าขี้เหล็กอีกช่องทางหนึ่ง แถมเชื่อมต่อไปยังเวียดนามผ่านทาง สปป.ลาว รวมถึงประเทศอื่นๆ ด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกว้านซื้อที่ดินกันเพื่อสร้างโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ มากมาย เพราะจังหวัดท่าขี้เหล็กจะกลายเป็นเมืองท่าทางการค้าและการท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคแถบนี้ทีเดียว เปรียบเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญในการทำการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศไทย


               เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของคนพม่า ที่มีทั้งคนกลุ่มน้อยไทยใหญ่ปะปนกัน พูดภาษาไทยได้คล่องทีเดียว ต่างเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวคนไทยนั่งรถไปท่องเที่ยวกัน ไมน่าเชื่อขณะที่เดินคิดอะไรเพลินๆ ผมมาอยู่ในต่างประเทศแล้วหรือเนี่ย ไวเหมือนโกหกจริงๆ ครับ แล้วทีนี้จะเริ่มยังไงต่อไปหละ เอาเป็นว่าผมขอเริ่ม "ตะลอนตามอำเภอใจ" เลยก็แล้วกัน อันที่จริง "ตลาดท่าขี้เหล็ก" เคยมาแล้วหลายครั้งหลายหน แต่มาครั้งนี้เราไปเยี่ยมเยือนแหล่งบุญ
"เจดีย์ชเวดากองจำลอง" ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร ช่วงที่นั่งอยู่บนรถยนต์ขณะเดินทางตลอดสองข้างทางได้เห็นบ้านเรือนของชาวบ้านแถบนี้ วิถีชีวิตยังเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีทั้งบ้านใหม่ บ้านเก่าปะปนกันไป ถนนหนทางก็ยังพอที่จะมีกลิ่นไอของชนบทชายแดนหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมากทีเดียว
ชั่วอึดใจเดียว ดูเหมือนเราจะมาถึง "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" แล้วนะ เห็นเด็กๆ เยาวชนหญิงและชายมาคอยท่ารอรับนักท่องเที่ยวที่
พร้อมจะคอยกางร่มและแนะนำว่านักท่องเที่ยวจะจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงไหนบ้าง น่ารักกันมากๆ ทีเดียวครับ ตอนนี้เรามารู้จัก "พระมหาเจดีย์ชเวดากอง" ของจริงๆ กันก่อน ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า หรือ "เจดีย์ทอง" แห่งเมืองดากองหรือตะเกิง ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง แห่งลุ่มน้ำอิระวดี มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีความสูงถึง 326 ฟุต และมีเรื่องเล่าว่า "พระเจ้าโอกะลาปะ" พระมหากษัตริย์มอญ ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ทรงก่อสร้างองค์พระเจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเมื่อกว่า 2 พันปีก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์มอญและพม่าแทบทุกพระองค์ได้ถือเป็นพระราชภารกิจในการก่อเสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 326 ฟุต กว้าง 1355 ฟุตในปัจจุบัน
ต่อมาในสมัย "พระนางซินสอบู" หรือ "นางพระยาตะละ" แม่ท้าวเจ้ากษัตรีมอญผู้ครองเมืองหงสาวดี ทรงริเริ่มธรรมเนียมบริจาคทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เอง
ในการบูรณะพระมหาเจดีย์ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.1996 ซึ่งกับตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา จนกลายเป็นพระราชพิธีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
     ปัจจุบัน "มหาเจดีย์ชเวดากอง" มีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1.1 พันกิโลกรัม โดยช่างงานฝีมือชาวพม่าใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ เป็นแผ่นๆ ต่อมาพอทองหมองคล้ำก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้ง

เป็นประเพณีสืบเนื่องกันเรื่อยมา ส่วน "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" ที่ท่าขี้เหล็ก แม้จะไม่สูงใหญ่เท่าของจริง แต่ก็เป็นที่สักการะของชาวบ้านแถบนี้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่จะมาไหว้ ต้องถอดรองเท้า เสียค่าฝากรองเท้าด้วย          ซึ่งว่ากันว่าคนพม่าเรียกเจดีย์ทรงกระดิ่งคว่ำว่า "ชเวดากอง" เกือบทุกเมือง และตั้งแต่ชาวมอญยุคแรกที่สร้างเจดีย์ชเวดากอง ก็มีคนนำแบบจำลองไปสร้างไว้ทุกเมือง เพื่อให้ผู้คนเคารพบูชา เหมือนได้สักการะองค์เจดีย์ชเวดากองตัวจริง ส่วน "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" ที่ท่าขี้เหล็ก
ก็เป็นเหตุผลเดียวกัน เพราะสมัยก่อนการเดินทางจากเมืองสู่อีกเมืองของพม่าการคมนาคมไม่สะดวก ลำบากมากๆ ทั่วทุกเมืองของพม่าจึงมีเจดีย์ลักษณะชเวดากองกัน ขณะเดียวกันเจดีย์ชเวดากองจำลองที่ท่าขี้เหล็ก ก็ถือเป็นสถานที่หนึ่งที่คนไทยอย่างผมเมื่อข้ามมาจังหวัดท่าขี้เหล็ก ก็ต้องมากราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นศิริมงคลกันครับ
หลังจากที่ผมไหว้ขอพรทำบุญเรียบร้อย ก็มายืนรอคณะที่มาด้วยกันบริเวณด้านนอก มีร้านรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวผัดใส่ถาดใหญ่ และ
ลูกชิ้นปิ้ง ที่แม่ค้าพม่านำมาขายให้นักท่องเที่ยวบริเวณนี้ หน้าตาของลูกชิ้นปิ้งพม่าก็เหมือนลูกชิ้นปิ้งที่เร่ขายในไทยทั่วไป แต่ที่แตกต่างคงจะเป็นน้ำจิ้ม เพราะแม่ค้าบอกว่ามีน้ำจิ้มให้เลือกหลายอย่างจริงๆ ตั้งแต่เผ็ดไม่มาก จนถึงเผ็ดมาก...พริกพม่าเนี่ยเผ็ดจริงๆ เพราะกินไปหลายไม้พอหายอยากไปได้นิดนึง อย่างน้อยๆ ก็รู้แล้วว่าลูกชิ้นปิ้งน้ำจิ้มสูตรเด็ดของพม่านั้นรสชาติเป็นอย่างไร
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนจะอำลากันและ

กล่าวคำว่า "สวัสดี" คงต้องทิ้งท้ายกันที่สถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งบุญอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวเมื่อมา "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" แล้วจะต้องแวะมาทำบุญไหว้พระขอพรกันก็คือ "วัดพระหยก" เนื่องจากอยู่เส้นทางเดียวกันไม่ไกลกันมากนัก เป็นวัดที่สร้างแบบไทยใหญ่ และสถาปัตยกรรมพม่า ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระหยกสีขาวงดงามมาก เวลาไหว้พระจะเห็นด้านหน้าพระหยกมีพระสามมิติและหันหน้าตามเราได้ แถมเวลาเดินพอมองพระพุทธรูป พระพุทธรูปก็จะมองตามสายตาเราเช่นกัน แปลกดีเหมือนกัน ส่วนผนังพระอุโบสถก็มีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวของพระพุทธเจ้าสมัยพุทธกาลในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่จิตรกรเขียนไว้ได้อย่างวิจิตรสวยงามทีเดียว...!!!
                                                              "นายตะลอน"
*****************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น