วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

งานวัดภูเขาทอง เสน่ห์เก่าแก่กรุงเทพฯ

          "เทศกาลงานวัด" ผูกพันกับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน และเป็นสิ่งเชื่อมโยงขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของไทย รวมถึงกิจกรรมเทศกาลงานรื่นเริงต่างๆ ที่มีความเชื่อจากบรรพบุรุษที่ได้สืบสานต่อๆ กันมา ซึ่งขึ้นอยู่กับค่านิยมของผู้คนในแต่ละภูมิภาคที่แตกต่างกันออกไป พอพูดถึง "งานวัด" ผมก็อดที่จะนึกถึงเพลงงานวัดที่ศิลปินวงเพื่อนเคยร้องไว้ ที่มีเนื้อเพลงว่า....
       
            "ครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งเธอจำได้ไหม สองเราเคยเที่ยวงานวัดบ้านใต้ ทำบุญปิดทององค์พระมาลัย ก่อพระเจดีย์ทรายร่วมกัน สาบาน สาบานต่อหน้าหลวงพ่อ สองคนดั่งธูปเทียนที่ต่อ หวังพรจากบุญหลวงพ่อ บนบานขอความรักยั่งยืน เพลิดเพลินเคยเดินด้วยกัน แทะไหมฝันดูรถไต่ถัง หยอกเย้าบนชิงช้าสวรรค์ ถ่ายรูปคู่กันกินขนมจีนข้างทาง เจาะรั้วปีนต้นไม้ แอบฟังลูกทุ่งวงดังดูหนังขายยา
ครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งจำได้หรือเปล่า วันนี้ไม่มีงานเหมือนเก่า ลานวัดมีแต่ความว่างเปล่า ฉันมาถามข่าว
เธอกับเซียมซี เพลิดเพลินเคยเดินด้วยกัน แทะไหมฝันดูรถไต่ถัง หยอกเย้าบนชิงช้าสวรรค์ ถ่ายรูปคู่กันขนมจีนข้างทาง เจาะรั้วปีนต้นไม้ แอบฟังลูกทุ่งวงดังดูหนังขายยา ครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งจำได้หรือเปล่า วันนี้ไม่มีงานเหมือนเก่า ลานวัดมีแต่ความว่างเปล่า ฉันมาถามข่าวเธอกับเซียมซี"
โดยเพลงงานวัดเนื้อหาและทำนองเพลงที่ศิลปินวงเพื่อนได้ร้องและถ่ายทอดออกมา ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศของ "งานวัดสมัยโบราณ" ค่อนข้างชัดเจนทีเดียว

            แม้ในปัจจุบันกลิ่นไอความเป็น "งานวัด" บรรยากาศเก่าๆ โบราณๆ โดยเฉพาะการละเล่นโบราณๆ จะไม่ค่อยมีให้เห็นแล้วใน "งานวัด" สมัยนี้ก็ตาม ซึ่งอาจมีเหตุผลและสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เลือนหายไป ไม่ได้ถูกดูแลอนุรักษณ์รักษาไว้เท่าที่ควร ยังไงก็ฝากทางกระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาดูด้วย เพราะถ้าอนาคตของดีๆ ใน "เทศกาลงานวัด" สูญสลายไปตามกาลเวลา แต่กลับมีพวกเกมการละเล่นที่แฝงการพนัน เช่น ปาลูกโป่งหรือตุ๊กตาต่างๆ เหล่านี้มาแทนที่บรรยากาศ
"งานวัดโบราณ" ผมว่าน่าเสียดายอย่างมากสำหรับรากเหง้าวัฒนธรรมความเป็นไทยในอดีตนะครับ
ช่วงเทศกาล "งานวัดภูเขาทอง" หรือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร บริเวณถนนบริพัตรกับถนนหลานหลวง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ซึ่งปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-27 พฤศจิกายน 2558 และเป็นช่วง "เทศกาลวันลอยกระทง" ด้วย จึงทำให้ "งานวัดภูเขาทอง" ดูคึกคักอย่างมาก จึงถือเป็นเสน่ห์ของ "งานวัด" ที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ก็ว่าได้

           โดยจุดประสงค์ของ "งานวัดภูเขาทอง" คือการสักการะบูชาพระบรมบรรพต และมีพิธีห่มผ้าแดงขึ้นไปยังองค์พระเจดีย์บนภูเขาทอง เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ส่วนเสน่ห์ของ "งานวัดภูเขาทอง" นอกจากการทำบุญต่างๆ แล้ว ก็คงจะเป็นร้านค้า ร้านอาหารมากมาย รวมถึงกิจกรรมและการละเล่นโบราณต่างๆ อาทิ ชิงช้าสวรรค์, ซุ้มยิงปืน, บ้านผีสิง เป็นต้น
สำหรับวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือ "วัดภูเขาทอง" ถือเป็น "วัดโบราณ" เดิมเรียกชื่อว่า "วัดสะแก" เป็นวัดพุทธ ก่อสร้างขึ้นในรูปของเจดีย์ขนาดใหญ่มหึมา ยอดชี้ขึ้นฟ้าทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แม้ที่ "วัดสระเกศ" จะไม่มีศิลปะและสถาปัตยกรรมให้ชมเหมือนวัดอื่นๆ ในกรุงเทพฯ แต่ก็นับได้ว่ามีทัศนียภาพอันงดงามบนภูเขาทองที่ตั้งอยู่ภายในอาณาบริเวณ "วัดสระเกศ" และมองเห็นวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนรอบทิศอีกด้วย
"วัดสระเกศ" หรือ "วัดสะแก" เดิมปรากฏ
ตามตำนานสันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพิ่งมาเปลี่ยนเป็น "วัดสระเกศ" เมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 ตอนที่ได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก และมีปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า เมื่อจุลศักราช 1134 เบญจศก ตรงกับพุทธศักราช 2326 นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนคร รวมทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมืองตั้งแต่บางลำพู

เรื่อยไปจนจดแม่น้ำด้านใต้ ตอนเหนือวัดจักรวรรดิราชาวาส แล้วโปรดให้ขุดคลองหลอดแลขุดคลองใหญ่เหนือ "วัดสะแก" อีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค
เพื่อให้เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครได้ลงประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา และ "วัดสะแก" นั้นเมื่อขุดคลองมหานาค แล้วพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดสระเกศ" และทรงปฏิสังขรณ์วัดสระเกศ ทั้งพระอารามตั้งแต่พระอุโบสถตลอดถึงเสนาสนะสงฆ์

และขุดคลองรอบวัดอีกด้วย คำว่า "สระเกศ" นี้ ตามรูปคำก็แปลว่าชำระ หรือทำความสะอาดพระเกศานั่นเอง
ส่วนพระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง ได้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์ "วัดภูเขาทอง" ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสูงประมาณ 100 เมตร ความกว้างโดยรอบเส้นศูนย์กลางประมาณ 500 เมตร สร้างโดยพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึง 3 พระองค์ด้วยกัน คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ ครั้นสร้างแล้วเสร็จ รัชกาลที่ 5 ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดีย ที่ขุดได้จากกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุประดิษฐานไว้บนองค์บรมบรรพตภูเขาทอง และโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ นับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่เหตุการณ์มีความสอดคล้องกันเช่นนี้
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เทศกาลงานวัดภูเขาทองปีนี้ นอกจากผมจะมีโอกาสมาทำบุญและได้ชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ในมุมสูงที่ "ภูเขาทอง" ได้อย่างรอบทิศทางแล้ว ผมยังได้เดินชมบรรยากาศร้านค้าขายขนม ของกินต่างๆ มากมาย ทำให้เกิดปัญญาเติมเต็มประสบการณ์ในชีวิตเพิ่มขึ้นอีกด้วย...!!!
                                 นายตะลอน
************************

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศาลพระยาพิชัยดาบหัก ศักดิ์สิทธิ์ ณ ดีเอสไอ

        งปฏิเสธไม่ได้ว่าความศรัทธาและความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคมไทยนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจจนกระทั่งปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหนก็ตาม แต่ความเชื่อที่ว่าก็ยังมิเสื่อมคลาย เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความเชื่อและความศรัทธาในอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง โดยเฉพาะความเชื่อที่สืบทอดมาจากเผ่าพันธุ์ของตัวเอง
           เฉกเช่น เรื่องราวตำนานสุดยอดอาวุธไทย "ดาบเหล็กน้ำพี้" ที่เชื่อกันว่าเป็น "ดาบศักดิ์สิทธิ์" ที่ทำลายล้างได้ทุกสิ่ง แม้แต่ผู้มีวิชาอาคมขลังคงกระพันชาตรีฟันแทงไม่เข้าก็ตาม และยังมีเรื่องเล่าว่า ดาบศาสตราวุธคู่กายของ "พระยาพิชัยดาบหัก" ขุนศึกเลื่องชื่อทหารเสือพระเจ้าตาก ก็ถูกสร้างขึ้นจากเหล็กน้ำพี้ และเชื่อว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ป้องกันมนต์ดำเดรัจฉานวิชาได้ มีความคงทนเป็นเลิศ สามารถฟาดฟันทุกสิ่งได้อย่างเฉียบคม
             สำหรับประวัติของ "พระยาพิชัยดาบหัก" มีเรื่องเล่าว่า ท่านเป็นชาวเมืองพิชัย รักการต่อสู้และผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจ ในวัยเด็กได้เรียนหนังสืออยู่ที่วัดมหาธาตุ เกิดทะเลาะวิวาทกับลูกเจ้าเมืองพิชัยแล้วเปลี่ยนชื่อ เป็นทองดี ทำให้ซัดเซพเนจรไปถึงเมืองตาก ก่อนหน้านั้นเป็นนักมวยที่ฝีมือดี และไร้คนทัดเทียม ขึ้นชกกับครูมวยหลายคน ได้เรียนการฟันดาบ และกังฟู จนได้เปรียบมวยต่อหน้าพระเจ้าตากจนเป็นที่พอใจ และถูกใจในฝีมือ จนได้รับราชการกับพระเจ้าตาก ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ จนได้ยศเป็นพระยาสีหราชเดโช และได้เป็นพระยาพิชัย ครองเมืองพิชัย อันเป็นบ้านเกิดของท่านเอง
               จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เลื่องลือ เมื่อพม่ายกทัพมารุกรานหัวเมืองทางเหนือ ท่านได้รบกับพม่าจนดาบหักคามือ ที่บ้านห้วยคา ตำบลในเมือง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน จนผู้คนทั่วไปรู้จักในนาม "พระยาพิชัยดาบหัก" และท่านยังเป็นแบบอย่างให้กับเด็กรุ่นหลัง ในเรื่องความรักชาติ กตัญญู ซื่อสัตย์กับผู้ที่มีพระคุณ และความพยายาม กล้าหาญ สมกับเป็นบุคคลทสำคัญท่านหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นความเชื่อและความศรัทธาของคนอุตรดิตถ์ และที่อื่นๆ ที่เราได้ยินกันมานานแล้ว
        ปัจจุบัน "บ้านห้วยคา" เป็นสถานที่ที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหักในรูปนั่ง ปรางค์ พิพิธภัณฑ์เรือนพระยาพิชัย และสถานที่ที่ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ที่พร้อมไปด้วยความสวยงาม และความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การเป็นที่พักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งปกติวันธรรมดาจะมีผู้คนมากราบไหว้ และขอพรให้มีโชคลาภ แล้วจะถวายไก่ปูนปั้นเพราะว่าท่านชอบตีไก่ ตามประวัติไก่พาลี เป็นไก่ที่ตีเก่ง และสามารถตีชนะไก่ที่ตัวใหญ่กว่าได้ จนมีความเชื่อว่าหากคนมาบนบานศาลกล่าวแล้วได้สมประสงค์จะนิยมนำไก่มาถวาย
             ช่วงที่มา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ หน้าศูนย์ราชการตึกเอ ริมถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้ และไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เรียกว่าความเชื่อและความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น จะทำให้ผมได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของ "ศาลพระยาพิชัยดาบหัก" ที่ตั้งให้ประชาชนเคารพสักการะ ซึ่งอยู่บริเวณเยื้องๆ กับหน้าที่ทำการดีเอสไอ ตรงปากทางเข้ากระทรวงยุติธรรม ศูนย์ราชการตึกเอ
  วันนั้นผมเดินเตร็ดเตร่ไปมาหน้าตึกดีเอสไอ ระหว่างรอทำข่าวการมาร้องเรียนของกลุ่มประชาชนผู้เสียหายจากการเข้าร่วมประมูลซื้อทองคำผ่านทางกลุ่มแชท เฟสบุ๊ค ประมาณ 80 รายที่จะมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์บริหารคดีพิเศษ เพราะถูกหลอกให้ร่วมประมูลทอง แต่ไม่ได้รับทองคำแต่อย่างใด ซึ่งต่อมาก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่า ชาวบ้านได้ยกเลิกการเดินทางมาที่ดีเอสไอแล้ว
  โดยก่อนหน้าระหว่างรอทำข่าวชาวบ้านมาร้องทุกข์นั้น ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ "ศาสตร์ ต้นสีนนท์" ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (รปภ.) ที่ประจำอยู่ที่ดีเอสไอ ซึ่งผมขอให้ "นายศาสตร์" ช่วยถ่ายรูปให้ขณะตัวเองยืนอยู่หน้าสำนักงานดีเอสไอ จากนั้นได้สนทนากันไปเรื่อยเปื่อย แต่สิ่งที่ทำให้ รปภ.คนนี้แปลกใจในตัวผมและแสดงสีหน้างงๆ อย่างเห็นได้ชัด เมื่อผมถามถึงที่มาของ "ศาลพระยาพิชัยดาบหัก" ที่ตั้งอยู่บริเวณดีเอสไอ

เพื่อให้คลายความสงสัย ผมจึงบอกกับ รปภ.นายนี้ว่า จริงๆ แล้วผมเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งลี้ลับต่างๆ ด้วย ซึ่ง "รปภ.ศาสตร์" จึงเริ่มเล่าให้ฟังว่าที่มาของการตั้งศาลนั้นไม่รู้แน่ชัด แต่ตนเองนั้นมีความศรัทธาและความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของ "ศาลพระยาพิชัยดาบหัก" อย่างมาก เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นกับตัวเองตอนที่เคยเก็บใบไม้แห้งที่ศาลท่าน แล้วอธิฐานกับท่านขอให้ได้โชคลาภ ปรากฏว่ามองเห็นเลขท้ายสองตัวที่ใบไม้ ก็เลยไปซื้อหวย ปรากฏว่าครั้งนั้นถูกหวยดีใจมากเลย และมีอยู่วันหนึ่งตนเกือบจะโดนรุมทำร้าย อยู่ๆ ก็มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเดินมาจากไหนไม่รู้มาห้ามปรามจนตนรอดจากการถูกทำร้ายในครั้งนั้น ซึ่งตนชื่อว่าเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของ "ศาลพระยาพิชัยดาบหัก" ที่ท่านดลใจผู้ใหญ่ท่านนี้ในครั้งนั้น
      การสนทนาของผมกับ รปภ.คนนี้เริ่มมีอรรถรสเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง "รปภ.ศาสตร์" เล่าต่อว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลท่านเป็นที่เรื่องลือของ รปภ.ที่นี่ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไออย่างมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนดึกๆ มี รปภ.รายหนึ่งไปยืนปัสสาวะแถวๆ ศาลฯ ปรากฏว่าจู่ๆ ถึงกับล้มลงกับพื้น เหมือนมีใครเอามือมาตบศีรษะอย่างแรง ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเกิดจากความศักดิ์สิทธิ์ของศาลท่าน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าว่ามี รปภ.รายหนึ่งเมาสุรานั่งหลับยามกลางดึก ปรากฏว่าจู่ๆ ก็ร้องเอะอะโวยวายว่าถูกเหยียบหน้า จนกลายเป็นอีกเรื่องที่ร่ำลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลท่านเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนอำลากัน และกล่าวคำว่า "สวัสดี" ความศักดิ์สิทธิ์ของ "ศาลพระยาพิชัยดาบหัก" ยังร่ำลือถึงขนาดที่ว่า หากมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ หรือรปภ.คนไหนนอนอยู่บริเวณชั้นบนห้องประชุมตึกดีเอสไอ หากท่านไม่ชอบใคร ไม่ใครก็ใครต้องเจอดีกันทุกราย แถมยังร่ำลือว่ามีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ นิยมมาบนบานที่ "ศาลพระยาพิชัยดาบหัก" กันมาก เพื่อขอให้ได้เลื่อนตำแหน่งที่ดีขึ้นสูงขึ้น และก็ประสบผลเป็นจริงตามที่บนบานไว้ จึงมีของมาแก้บนให้เห็นอยู่ร่ำไปที่ศาลท่านพระยาพิชัยดาบหักแห่งนี้
     สำหรับเรื่องราวความศักดิ์ศิทธิ์ของ "ศาลพระยาพิชัยดาบหัก" ที่บริเวณกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ถือเป็นความเชื่อส่วนตัวของผู้ที่บอกเล่า ท่านผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณเกี่ยวกับเรื่องราวที่ผมเขียนบอกเล่าผ่านตัวหนังสือ...!!!
                                        "นายตะลอน"
**************************************************

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เยือนท่าขี้เหล็ก สักการะแหล่งบุญ

             นวันที่ฟ้าครึ้มๆ อากาศไม่ร้อนอบอ้าวมาก ช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบจะสามโมงเย็น ย่านตลาดท่าขี้เหล็ก จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศพม่า หรือเมียนมาร์ อยู่ตรงข้ามกับตลาดแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และตลาดแม่สายก็ถือได้ว่าเป็นตลาดการค้าชายแดนที่ชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยจะเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากฝั่งไทยกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถทำหนังสือผ่านแดน ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อไปท่องเที่ยวที่จังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่าครับ
        สำหรับจังหวัดท่าขี้เหล็กของพม่า ว่าไปแล้วหลังจากที่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศ และมีนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวด ทำให้การพัฒนาดูดีขึ้นอย่างมาก จังหวัดท่าขี้เหล็ก ถือเป็นจุดระบายสินค้าของไทยผ่านทางบก ข้ามด่านพรหมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ก่อนจะส่งต่อเข้าไปยังจังหวัดชั้นในของประเทศพม่า และยังเป็นจุดระบายสินค้าของจีนที่ส่งผ่านมาทางแม่น้ำโขง ซึ่งสะพานข้ามแม่น้ำโขงลาว-พม่า จะทำให้สินค้าจากจีนผ่านทางบกเข้า สปป.ลาว
ก่อนข้ามสะพานเข้ามาสู่จังหวัดท่าขี้เหล็กอีกช่องทางหนึ่ง แถมเชื่อมต่อไปยังเวียดนามผ่านทาง สปป.ลาว รวมถึงประเทศอื่นๆ ด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการกว้านซื้อที่ดินกันเพื่อสร้างโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ มากมาย เพราะจังหวัดท่าขี้เหล็กจะกลายเป็นเมืองท่าทางการค้าและการท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาคแถบนี้ทีเดียว เปรียบเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญในการทำการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศไทย


               เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของคนพม่า ที่มีทั้งคนกลุ่มน้อยไทยใหญ่ปะปนกัน พูดภาษาไทยได้คล่องทีเดียว ต่างเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวคนไทยนั่งรถไปท่องเที่ยวกัน ไมน่าเชื่อขณะที่เดินคิดอะไรเพลินๆ ผมมาอยู่ในต่างประเทศแล้วหรือเนี่ย ไวเหมือนโกหกจริงๆ ครับ แล้วทีนี้จะเริ่มยังไงต่อไปหละ เอาเป็นว่าผมขอเริ่ม "ตะลอนตามอำเภอใจ" เลยก็แล้วกัน อันที่จริง "ตลาดท่าขี้เหล็ก" เคยมาแล้วหลายครั้งหลายหน แต่มาครั้งนี้เราไปเยี่ยมเยือนแหล่งบุญ
"เจดีย์ชเวดากองจำลอง" ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจากชายแดนประมาณ 2 กิโลเมตร ช่วงที่นั่งอยู่บนรถยนต์ขณะเดินทางตลอดสองข้างทางได้เห็นบ้านเรือนของชาวบ้านแถบนี้ วิถีชีวิตยังเป็นไปอย่างเรียบง่าย มีทั้งบ้านใหม่ บ้านเก่าปะปนกันไป ถนนหนทางก็ยังพอที่จะมีกลิ่นไอของชนบทชายแดนหลงเหลืออยู่ค่อนข้างมากทีเดียว
ชั่วอึดใจเดียว ดูเหมือนเราจะมาถึง "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" แล้วนะ เห็นเด็กๆ เยาวชนหญิงและชายมาคอยท่ารอรับนักท่องเที่ยวที่
พร้อมจะคอยกางร่มและแนะนำว่านักท่องเที่ยวจะจุดธูปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตรงไหนบ้าง น่ารักกันมากๆ ทีเดียวครับ ตอนนี้เรามารู้จัก "พระมหาเจดีย์ชเวดากอง" ของจริงๆ กันก่อน ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า หรือ "เจดีย์ทอง" แห่งเมืองดากองหรือตะเกิง ซึ่งเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง แห่งลุ่มน้ำอิระวดี มหาเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพม่า มีความสูงถึง 326 ฟุต และมีเรื่องเล่าว่า "พระเจ้าโอกะลาปะ" พระมหากษัตริย์มอญ ทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ทรงก่อสร้างองค์พระเจดีย์ชเวดากองขึ้นมาเมื่อกว่า 2 พันปีก่อน ต่อมาพระมหากษัตริย์มอญและพม่าแทบทุกพระองค์ได้ถือเป็นพระราชภารกิจในการก่อเสริมองค์พระเจดีย์ให้สูงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนสูงถึง 326 ฟุต กว้าง 1355 ฟุตในปัจจุบัน
ต่อมาในสมัย "พระนางซินสอบู" หรือ "นางพระยาตะละ" แม่ท้าวเจ้ากษัตรีมอญผู้ครองเมืองหงสาวดี ทรงริเริ่มธรรมเนียมบริจาคทองคำเท่าน้ำหนักพระองค์เอง
ในการบูรณะพระมหาเจดีย์ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.1996 ซึ่งกับตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา จนกลายเป็นพระราชพิธีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
     ปัจจุบัน "มหาเจดีย์ชเวดากอง" มีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1.1 พันกิโลกรัม โดยช่างงานฝีมือชาวพม่าใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ เป็นแผ่นๆ ต่อมาพอทองหมองคล้ำก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้างปีละครั้ง

เป็นประเพณีสืบเนื่องกันเรื่อยมา ส่วน "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" ที่ท่าขี้เหล็ก แม้จะไม่สูงใหญ่เท่าของจริง แต่ก็เป็นที่สักการะของชาวบ้านแถบนี้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่จะมาไหว้ ต้องถอดรองเท้า เสียค่าฝากรองเท้าด้วย          ซึ่งว่ากันว่าคนพม่าเรียกเจดีย์ทรงกระดิ่งคว่ำว่า "ชเวดากอง" เกือบทุกเมือง และตั้งแต่ชาวมอญยุคแรกที่สร้างเจดีย์ชเวดากอง ก็มีคนนำแบบจำลองไปสร้างไว้ทุกเมือง เพื่อให้ผู้คนเคารพบูชา เหมือนได้สักการะองค์เจดีย์ชเวดากองตัวจริง ส่วน "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" ที่ท่าขี้เหล็ก
ก็เป็นเหตุผลเดียวกัน เพราะสมัยก่อนการเดินทางจากเมืองสู่อีกเมืองของพม่าการคมนาคมไม่สะดวก ลำบากมากๆ ทั่วทุกเมืองของพม่าจึงมีเจดีย์ลักษณะชเวดากองกัน ขณะเดียวกันเจดีย์ชเวดากองจำลองที่ท่าขี้เหล็ก ก็ถือเป็นสถานที่หนึ่งที่คนไทยอย่างผมเมื่อข้ามมาจังหวัดท่าขี้เหล็ก ก็ต้องมากราบไหว้ขอพรเพื่อเป็นศิริมงคลกันครับ
หลังจากที่ผมไหว้ขอพรทำบุญเรียบร้อย ก็มายืนรอคณะที่มาด้วยกันบริเวณด้านนอก มีร้านรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวผัดใส่ถาดใหญ่ และ
ลูกชิ้นปิ้ง ที่แม่ค้าพม่านำมาขายให้นักท่องเที่ยวบริเวณนี้ หน้าตาของลูกชิ้นปิ้งพม่าก็เหมือนลูกชิ้นปิ้งที่เร่ขายในไทยทั่วไป แต่ที่แตกต่างคงจะเป็นน้ำจิ้ม เพราะแม่ค้าบอกว่ามีน้ำจิ้มให้เลือกหลายอย่างจริงๆ ตั้งแต่เผ็ดไม่มาก จนถึงเผ็ดมาก...พริกพม่าเนี่ยเผ็ดจริงๆ เพราะกินไปหลายไม้พอหายอยากไปได้นิดนึง อย่างน้อยๆ ก็รู้แล้วว่าลูกชิ้นปิ้งน้ำจิ้มสูตรเด็ดของพม่านั้นรสชาติเป็นอย่างไร
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนจะอำลากันและ

กล่าวคำว่า "สวัสดี" คงต้องทิ้งท้ายกันที่สถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งบุญอีกแห่งที่นักท่องเที่ยวเมื่อมา "เจดีย์ชเวดากองจำลอง" แล้วจะต้องแวะมาทำบุญไหว้พระขอพรกันก็คือ "วัดพระหยก" เนื่องจากอยู่เส้นทางเดียวกันไม่ไกลกันมากนัก เป็นวัดที่สร้างแบบไทยใหญ่ และสถาปัตยกรรมพม่า ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระหยกสีขาวงดงามมาก เวลาไหว้พระจะเห็นด้านหน้าพระหยกมีพระสามมิติและหันหน้าตามเราได้ แถมเวลาเดินพอมองพระพุทธรูป พระพุทธรูปก็จะมองตามสายตาเราเช่นกัน แปลกดีเหมือนกัน ส่วนผนังพระอุโบสถก็มีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวของพระพุทธเจ้าสมัยพุทธกาลในเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่จิตรกรเขียนไว้ได้อย่างวิจิตรสวยงามทีเดียว...!!!
                                                              "นายตะลอน"
*****************************************