วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

OK เบตง เมืองท่องเที่ยวใต้สุด

            "มืองในหมอก ดอกไม้งาม ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดน" คำขวัญของ "เบตง"  อำเภอที่มีขนาดใหญ่ในจังหวัดยะลาและเป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย และในอนาคตข้างหน้านี้ "เบตง" จะกลายเป็นอำเภอชายแดนภาคใต้แห่งหนึ่งที่คงจะมีความคึกคักมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน เพราะมีช่องทางการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางถึงอำเภอเบตงได้เลย
             ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2558 ที่มี "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม มีมติเห็นชอบอนุมัติการก่อสร้างท่าอากาศยานเบตงตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ทั้งด้านการลงทุนเเละการท่องเที่ยว และเพิ่มขีดความสามารถการขนส่งทางอากาศ เเละใช้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ทางอากาศระหว่าง
ประเทศ เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน โดยมอบหมายให้กรมท่าอากาศยานเป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 1,900 ล้านบาท และจัดสรรงบประมาณรายจ่าย 3 ปี คือ ปี 2559-2561 เพื่อสร้างทางวิ่ง 1 ทาง ความยาวประมาณ 1,800 เมตร ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน อาคารที่พักผู้โดยสาร และอาคารประกอบอื่นๆ รวมทั้งค่าจ้างการควบคุมงานด้วย ซึ่งจะรองรับเครื่องบินขนาด 50-70 ที่นั่งได้
"อาคม เติมพิทยาไพสิฐ" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 
บอกว่า ท่าอากาศยานแห่งนี้ นอกจากจะเพิ่มขีดความสามารถการขนส่งทางอากาศให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้แล้ว ยังสนับสนุนแผนพัฒนาในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และระหว่างประเทศ รวมถึงการท่องเที่ยว เพราะท่าอากาศยานเบตงอยู่สุดชายแดน เป็นโอกาสขยายการเดินทางทางอากาศระหว่างประเทศ เช่น มาเลเซียอีกด้วย
"อุดร น้อยทับทิม" รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา บอกว่า เดิม

เส้นทางจากยะลา-เบตง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่งโมง 30 นาที ส่วนหาดใหญ่-เบตง 4 ชั่วโมง เพราะเส้นทางจะเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวอย่างมาก เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาเบตงของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่ต้องการมาลงทุน จึงต้องมีการสร้างถนนเส้นใหม่ รวมถึงท่าเรือด้วย เพื่อจะเชื่อมโยงกับท่าเรือบนเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย และถ้าสนามบินเบตงแล้วเสร็จ เรื่องสินค้าก็จะมีความสะดวกอย่างมาก ส่วนการท่องเที่ยวจะช่วยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากด้วย
            ช่วงที่ผมมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอเบตงแห่งนี้ กลิ่นไอย่านตัวเมืองเบตงก็ยังคงความมีเสน่ห์ของ "OK เบตง" จริงๆ บ้านเรือนมีทั้งตึกเก่า และเรือนไม้เก่า เป็นบรรยากาศที่คลาสสิคอย่างมาก ถนนหนทางเงียบสงบ ผู้คนไม่พลุกพล่านเหมือนที่กรุงเทพฯ ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ดำเนินวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ส่วนร้านอาหารที่หลากหลายจะดูคึกคักเป็นพิเศษ และสำหรับคนที่ชอบกินไก่หากมาเยือนถึงถิ่น "เบตง" แล้วไม่ลิ้มรส "ไก่เบตง" ที่นำมาทำอาหารเด็ดๆ หลากหลายเมนูแล้วก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง "เบตง" นะ ส่วนผมก็มีโอกาสลิ้มรสไก่เบตงต้มเนื้อขาวนวลจิ้มน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรคนจีนยุคโบราณ กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเว่อร์อย่าบอกใครจริงๆ เชียวครับ เพราะ "ไก่เบตง" ถือเป็นไก่พื้นเมืองดั้งเดิมของ "อำเภอเบตง" จึงมีลักษณะเฉพาะ คือ มีเนื้อนุ่ม หนังกรอบ เป็นไก่ที่มีขนสีทอง ทั่วทั้งตัวมีขนน้อยมาก และหางสั้น จึงทำให้คนนิยมบริโภค "ไก่เบตง" กัน
สำหรับ "เบตง" ยังมีเรื่องเล่าว่าช่วงปี พ.ศ.2443 ได้มีชาวจีนกลุ่มแรกที่เดินทางจากประเทศ
จีนได้นำเรือมาขึ้นฝั่งประเทศมาเลเซีย จากนั้นได้เดินเท้าหรือนั่งเกวียนเข้ามายังพื้นที่ "เบตง" ซึ่งชาวจีนส่วนใหญ่เมื่อเข้ามาใน "เบตง" ก็ได้มารับจ้างถางป่าหักร้างถางพงผืนป่า หลังจากนั้นก็มีชาวจีนอพยพเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่อพยพมาจากมณฑลกวางสี และเป็นมณฑลหนึ่งของจีนที่ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศจีน มีดินแดนบางส่วนติดกับประเทศเวียดนาม ถือเป็นกลุ่มชาวจีนกลุ่มใหญ่ที่สุดใน "เบตง" ที่มีส่วนสำคัญมากสุดในการบุกเบิก "เบตง" ซึ่งเรียกกลุ่มตนเองว่า "กวางไส" ปัจจุบัน "เบตง" เป็นอำเภอหนึ่งของชายแดนภาคใต้ที่มีความหลากหลายทางสังคม ภาษา เชื้อชาติ และศาสนา
               นอกจากนี้ "อำเภอเบตง" ยังมีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งที่น่าสนใจ ที่ผมมีโอกาสมาเยือนที่แรกก็ คือ "บ่อน้ำร้อนเบตง" ตั้งอยู่ที่บ้านจะเราะปะไร ตำบลตาเนาะแมเราะ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีน้ำพุเดือดขึ้นมาจากพื้นดิน สามารถต้มไข่สุกภายใน 7 นาที และเชื่อว่าน้ำแร่จากบ่อน้ำร้อนนี้สามารถบรรเทาอาการปวดเมื่อยและรักษาโรคผิวหนังได้เป็นอย่างดี เช่น โรคผิวหนัง โรคปวดเมื่อย โรคเหน็บชา เป็นต้น ก็เลยมีการสร้างที่รวกไข่ไว้บริการนักท่องเที่ยวด้วย รวมถึงสร้าง
สระน้ำขนาดใหญ่ไว้กักน้ำจากน้ำพุร้อน เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ใช้อาบและแช่เท้าเล่น จึงเป็นสถานที่หนึ่งที่ชาวไทยและมาเลเซียนิยมมาท่องเที่ยวกัน
ส่วน "อุโมงค์ปิยะมิตร" ตั้งอยู่บริเวณหมู่บ้านปิยะมิตร 1 หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะแมเราะ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวิติศาสตร์ที่สำคัญทีเดียว เพราะในอดีตอุโมงค์แห่งนี้เคยถูกใช้เป็นฐานหลบซ่อนตัว และเป็นแหล่งสะสมเสบียงในการต่อสู้ของกลุ่มผู้ขัดแย้งทางการเมืองในคาบสมุทรมาลายา ปัจจุบันคง
เหลือเพียงห้องต่างๆ อย่างห้องนอน และห้องเก็บเสบียง
ขณะที่ใกล้กันที่หมู่บ้านปิยะมิตร 2 ก็เป็นที่ตั้งของ "สวนหมื่นบุปผา" ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ "เบตง" ที่สวยงามไปด้วยสวนดอกไม้เมืองหนาว ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2531 โดยสมาชิกในหมู่บ้านทั้งหมดเป็น "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" หมู่บ้านปิยะมิตร 2 ตั้งอยู่บนที่สูง อากาศจึงเย็นสบาย อุณหภูมิทั้งปีอยู่ที่ 15-30 องศาเซลเซียส อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 800 เมตรขึ้นไป อาชีพหลักของสมาชิกในหมู่บ้าน คือ เกษตรกรรม ปลูกดอกไม้
เมืองหนาว ปลูกพืชผักสวนครัว ที่สำคัญ "สวนหมื่นบุปผา" เป็นโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทดลองปลูกไม้ดอกเมืองหนาว ซึ่งก็มีดอกไม้มากมายหลายสายพันธุ์ อาทิ แกลดิโอลัส, บานไม่รู้โรย, ดาวเรือง และรักเร่ ส่วนไม้ดอกในโรงเรือน เช่น เบญจมาศ, กุหลาบ, ลิลลี่, หน้าวัว
          ปัจจุบันมีการพัฒนาพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศที่นิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในลักษณะครอบครัวเพิ่มมากขึ้น
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อันที่จริงสถานที่ท่องเที่ยวของ "อำเภอเบตง" ยังมีอีกมาก ว่างๆ คงมีโอกาสมาเขียนเล่าสู่กันอีก เพราะ "เบตง" เป็นอำเภอที่ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดของหุบเขาและอากาศเย็นฉ่ำ จึงถูกขนานนามว่า "เมืองในหมอกและดอกไม้" และเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติบางลาง ครอบคลุมพื้นที่ป่าเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนบางลาง เนื้อที่กว่าสองแสนไร่ มีทะเลสาบธารโต หรืออ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนบางลาง และน้ำตกต่างๆ มากมายครับ และวันนี้คงต้องบอกว่า "OK เบตง "...!!!
                    "นายตะลอน"
*************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น