วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ชมวิวเวนิสริมคลอง ตำนานเสื้อผ้าโบ๊เบ๊

           วามเร่งรีบของผู้คน รวมถึงอากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าว ทำให้ย่านเทเวศร์ซึ่งเป็นแหล่งตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครดูคึกคักเป็นพิเศษในช่วงสายๆ ของวันนั้น และภายในตรอกเล็กๆ แถวเทเวศร์มีเสียงตะโกนแผ่วเบาแต่ไม่ดังมาก "ป้าก๋วยจั๊บไม่ใส่ปอดพิเศษชามนึงครับ"
                แม่ค้าป้าสูงวัยที่กำลังง่วนอยู่กับการทำก๋วยจั๊บให้ลูกค้าคนอื่นๆ ที่รอกินเหมือนผมหันมาตามเสียงทันที และพบว่าเป็นเสียงของหนุ่มใหญ่ หน้าตาดี ผิวขาว รูปร่างท้วมนิดนึง ซึ่งหนุ่มใหญ่คนที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือผมเองครับ "นายตะลอน" เพราะวันนั้นผมแวะทำธุระแถวเทเวศร์ เสร็จแล้วก็เลยมาหาอะไรกิน มองไปเห็นร้านก๋วยจั๊บก็เลยแวะหาอะไรลองท้อง เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย เรื่องก็มีอยู่เท่านี้หละครับ
          หลังจากเติมพลังให้ตัวเองแล้ว เป้าหมายของผมคือไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ย่าน "โบ๊เบ๊" หรือ "ตลาดโบ๊เบ๊" แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ รถเมล์ขนส่งมวลชนกรุงเทพ สาย 53 เข้าป้ายแล้ว ถ้าเช่นนั้นอย่าช้าเลยขึ้นรถดีกว่า รถเมล์สาย 53 เป็นรถโดยสารที่วิ่งเส้นทางวงกลมรอบเมือง สามารถนั่งรถชมกรุงรอบเกาะรัตโกสินทร์ได้ด้วย ไว้ว่างๆ จะพาไปตะลอนฯ กันนะ แต่เดี๋ยวขอจ่ายค่าโดยสารก่อน


            "เท่าไหร่ครับพี่" เสียงลุงกระเป๋ารถตอบกลับว่า "หกบาทห้าสิบสตางค์" ครับ (6.50 บาท) ขณะมองออกนอกหน้าต่างรถเมล์รู้สึกเหมือนจะเข้าย่านแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายแล้วนะ
สำหรับ "คลองมหานาค" ตามประวัติบอกเล่าว่าเป็นคลองขุดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ ให้ขุดต่อจากคลองรอบกรุง ตรงเหนือวัดสะแก ตรงไปทางทิศตะวันออก เมื่อ พ.ศ.2328 พระราชทานนามว่า "คลองมหานาค" ตามแบบอย่าง
"คลองมหานาค" ที่วัดภูเขาทอง นอกเขตพระนครที่กรุงเก่า หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ต่อมาทรงสถาปนาวัดสระแกเป็นพระอารามหลวง จึงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ สำหรับวัตถุประสงค์ของการขุดคลองดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ใช้เล่นเพลงเรือดอกสร้อยสักวาในฤดูน้ำหลาก
ซึ่งการนำชื่อ "คลองมหานาค" ให้เหมือนกับที่กรุงศรีอยุธยา ก็เพื่อเรียกขวัญประชาชนที่ย้ายมาจากอยุธยาให้เกิดความรู้สึก
ว่าความเป็นกรุงศรีอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองนั้นยังไม่สิ้นไปและมาฟื้นฟูใหม่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองผดุงกรุงเกษมเป็นคลองคูเมืองชั้นนอก ตัดกับ "คลองมหานาค" บริเวณวัดบรมนิวาส "คลองมหานาค" ช่วงถัดออกไปจากบริเวณนี้เรียกว่าคลองบางกะปิ จนถึงหัวหมาก คลองตัน ผ่านบางขนากไปออกแม่น้ำบางปะกง รวมเรียกว่าคลองแสนแสบ
ส่วนที่มาของ "เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย" ก็มีการบอก
เล่าว่า ในปี พ.ศ.2483 มีประกาศเปลี่ยนแปลงเขตตำบลและอำเภอในจังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี ตำบลมหานาคและตลาดนางเลิ้งถูกยุบรวมเข้ากับตำบลวัดโสมนัส ตำบลบ้านบาตรถูกยุบไปรวมกับตำบลวัดเทพศิรินทร์และป้อมปราบศัตรูพ่าย ตำบลโรงเลี้ยงเด็กและสวนมะลิถูกยุบรวมเข้ากับตำบลวัดเทพศิรินทร์ และตำบลวรจักรถูกยุบรวมเข้ากับตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย จากนั้นกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองในจังหวัดพระนครใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2490
ครั้งนี้กำหนดให้อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 5 ตำบล
ต่อมาปี พ.ศ.2514 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติให้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายได้ย้ายที่ว่าการจากถนนหลานหลวงไปตั้งอยู่ที่ถนนศุภมิตร ตำบลวัดโสมนัส และในปี พ.ศ.2515 ก็มีประกาศคณะปฏิวัติเปลี่ยนรูปแบบการบริหารเมืองหลวงใหม่อีกครั้ง

จากนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร แบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตและแขวงแทนอำเภอและตำบลอำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็น "เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย" นับแต่นั้นมา และปัจจุบันเป็น 1 ใน 50 เขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร อยู่ในกลุ่มเขตกรุงเทพกลาง ถือเป็นเขตอนุรักษ์เมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมทางฝั่งพระนคร มี "สมนึก คงจำปี" เป็นผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายคนปัจจุบัน


            รถเมล์พาเรามาถึงป้ายจอดรถประจำทางแถวย่าน "ตลาดโบ๊เบ๊" ลงซิครับนั่งอยู่ทำไม ได้เวลาชีพจรลงเท้ากันละทีนี้ เดินซินะ ช่วงสายๆ ย่าน "โบ๊เบ๊" ดูแล้วไม่วุ่นวายเหมือนช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำๆ เค้าบอกมาอีกทีครับ และหากพูดถึง "โบ๊เบ๊" ผมว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักตลาดขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ราคาถูกที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีเสื้อผ้าจำหน่ายทุกชนิด ส่วนใหญ่เน้นขายแบบยกโหล และเป็นแหล่งขายส่งที่พ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนประชาชนทั่วไปนิยมมาซื้อหาสินค้ากันมากที่สุดแห่งหนึ่งทีเดียว
นอกจากนี้ เสื้อผ้าสำเร็จรูปยังส่งออกไปประเทศตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าส่งออกถึงปีละนับหมื่นล้านบาททีเดียว ส่วนประเทศใกล้ๆ บ้านเรา อย่างเช่น สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็นิยมเสื้อผ้าที่มาจาก "โบ๊เบ๊" ด้วยเช่นกัน คนไทยที่ไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเรามีไม่น้อยที่ซื้อเสื้อผ้ากลับมา ปรากฏว่าเป็นเสื้อผ้าที่มาจากย่าน "โบ๊เบ๊" รู้อย่างนี้ไม่ต้องไปซื้อที่ต่างปะเทศ ซื้อบ้านเราถูกกว่ามากครับ
            "ตลาดโบ๊เบ๊" อยู่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ช่วงระหว่างสะพานกษัตริย์ศึกกับตลาดมหานาค แบ่งเป็น "โบ๊เบ๊เก่า" อยู่ทางด้านริมทางรถไฟ แถวย่านนี้จะมีการค้าส่งขายเสื้อผ้าโดยเฉพาะเสื้อโหล เน้นตลาดในประเทศ ส่วน "โบ๊เบ๊ใหม่" อยู่ฝั่งเดียวกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือโรงพยาบาลหัวเฉียว มีสินค้ามากว่า "โบ๊เบ๊เก่า" เพราะนอกจากมีเสื้อผ้าขายแล้ว ยังมีสินค้าของใช้เบ็ดเตล็ดอื่นๆ ขายอีกด้วย
ตามประวัติบอกเล่าสืบกันมาว่า "ตลาดโบ๊เบ๊" เกิดขึ้นหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณข้างวัดบรมนิวาสราชวรวิหารฝั่งริมทางรถไฟ บุกเบิกมาโดยพ่อค้า แม่ค้าชาวจีน โดยเสื้อผ้าที่นำมาขายตอนนั้นส่วนหนึ่งเป็นเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดในสงคราม ถูกนำมาทำความสะอาดขายลักษณะแบกับดิน จึงทำให้มีราคาถูกมาก ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าเพิ่มมากขึ้นจนพื้นที่ขายไม่พอ ทำให้มีพ่อค้าแม่ค้าใช้วิธีนำเสื้อผ้ามาพาดกับแขนเดินเร่ขายกัน การค้าขายและความเจริญเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดคึกคักจนเป็นที่รู้จักมากขึ้น วิวัฒนาการการขายแบกับดินจึง

เปลี่ยนเป็นแผงลอย ขายกันในตึกแถวและอาคารพาณิชย์อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการมาเดินดูความหลากหลายของแฟชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูปต่างๆ รวมถึงนำเรื่องราวมาบอกเล่าผ่านตัวหนังสือให้คุณผู้อ่านแล้ว ผมยังถือโอกาสเดินซอกแซกท่องเที่ยวชมความงดงามขณะรถไฟกำลังวิ่งผ่านสะพานเหล็กข้ามคลอง รวมถึงได้ชมเรือโดยสารวิ่งฝ่าสายน้ำในคลองแสนแสบ ซึ่งตึกแถวติดริมคลองย่าน "โบ๊เบ๊" มองดูดีๆ ก็คล้ายๆ "เวนิส" ประเทศอิตาลี เมืองใหญ่บนเกาะกลางน้ำ เมืองสวยสุดโรแมนติกอันดับต้นๆ ของโลกเหมือนกัน ผมพยายามจินตนาการให้มากที่สุด เพราะบางครั้งความสวยงามที่อยู่ใกล้ตัวก็ถูกผู้คนมองข้ามเหมือนกัน...!!!
                               "นายตะลอน"
**************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น