วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หินพัดคีรีรัฐนิคม อัศจรรย์นับพันปี

         สียงแผ่วเบาของผู้คนภายในรถตู้โดยสารไม่ประจำทางที่ผมนั่งมาด้วย เป็นการสนทนาที่ดูเหมือนจะเบามากจนไม่สามารถจับใจความได้
         ขณะเดียวกันผมก็อยู่ในอาการเคลิ้มๆครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนชื่อเพลง "ครึ่งหลับครึ่งตื่น" ที่ศิลปินวง "บอดี้สแลม" ร้องเอาไว้เนื้อเพลงบางท่อนบางตอน "หวาดกลัวหัวใจ มีหมอกควันมันสับสนเลือนลางตื่นลืมตา หรือเป็นความฝันที่สร้างขึ้นมา เหมือนตรงนี้เป็นเพียงเส้นบางบาง.... ประมาณนี้ พร้อมๆกับคิดอะไรไปเรื่อยๆ และก็คิดถึงจุดหมายต่อไปที่เรากำลังเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ของอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
      ซึ่งอำเภอแห่งนี้ (คีรีรัฐนิคม) จากหลักฐานด้านโบราณคดีระบุว่าเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคหินใหม่เป็นต้นมา
นอกจากนี้ ยังได้ค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคดังกล่าวที่อำเภอคีรีรัฐนิคมด้วย เนื่องจากเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 60-70 กิโลเมตร อยู่ในเส้นทางคาบสมุทรจากเมืองไชยาไปเมืองตะกั่วป่า และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือ ดีบุก ไม้ และของป่า ทำให้อำเภอ
คีรีรัฐนิคมมีโอกาสที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นชุมชนขนาดใหญ่ได้ด้วยปัจจัยสองประการ คือ ประการแรก เกิดจากการตั้งด่านสำหรับขนถ่ายสินค้าและคนโดยสารข้ามคาบสมุทรจากฝั่งตะวันตก ประการที่สอง เกิดจากการเป็นแหล่งผลิตดีบุก ไม้ และของป่า จึงมีราษฎรอพยพโยกย้ายเข้าไปอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นมา
ช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 อำเภอคีรีรัฐนิคมรวมอยู่ในอาณาจักรศรีวิชัย เมื่ออาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง ดินแดนแห่งศรีวิชัยได้แยกออกเป็น
3 เมือง คือเมืองไชยา ตั้งอยู่ในอำเภอไชยาปัจจุบัน เมืองท่าทอง ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำท่าทองอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ในปัจจุบัน เมืองคีรีรัฐนิคม ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายคลองพุมดวง อันเป็นที่ตั้งอำเภอคีรีรัฐนิคมในปัจจุบัน เมืองไชยานั้นขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา ส่วนเมืองท่าทองกับเมืองคีรีรัฐนิคมขึ้นตรงต่อเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกฐานะเมืองท่าทองเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน


            ขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น ก็มีเสียงแจ้วๆของสาวๆทีมงาน ส่งเสียงดังกึกก้องว่า..."ถึงแล้ว...ถึงแล้ว...ลงตรงนี้แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถกระบะเพราะเป็นทางขึ้นเขาที่ขรุขระและชัน รถตู้ไม่สามารถขับขึ้นไปได้น่ะค่ะ" พอสิ้นเสียงหล่อนพวกเราก็เก็บสัมภาระที่จำเป็นลงไปขึ้นรถกระบะที่จอดคอยท่าอยู่ไม่ไกลกันนัก ผมได้ที่นั่งอยู่ท้ายรถกระบะและจุดหมายที่เราจะไปกันก็คือ "หินพัด" แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของบ้านยวนสาว ตำบล ท่าขนอน  อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ
พื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านยวนสาว เป็นที่ราบเชิงเขาและภูเขาสูง เป็นแหล่งต้นน้ำคลองกะเปา เป็นป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์ ส่วนสภาพอากาศได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จึงทำให้มีฝนตกชุก
สำหรับคำว่า "ยวนสาว" มีที่มาจาก คำว่า "ยวน" หมายถึง ชื่อของต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่ และผึ้งป่าชอบอาศัยทำรังบนต้นไม้ชนิดนี้ บางต้นมีผึ้งป่าทำรังรวมกันมากกว่าร้อยรัง ถ้าคิดเป็นปริมาณน้ำผึ้งคงไม่ต่ำกว่า 2 พันขวด

ทีเดียว ซึ่งเมื่อก่อนป่ายวนสาวมีต้นยวนขึ้นอยู่มาก และต้นยวนที่อายุน้อย ก็หมายถึง ต้นยวนยังสาว คือยังโตไม่เต็มที่ เป็นที่มาของบ้านยวนสาว โดยประชากรส่วนใหญ่ของบ้านยวนสาว ประกอบอาชีพการเกษตร สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้และปลูกผัก หารายได้เสริม โดยการเก็บของป่าขาย ซึ่งชาวบ้านจะอยู่กันแบบพี่น้อง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน และมีประเพณีสวดกลางบ้าน ประเพณีไหว้สวนยางงพาราประจำปี ประเพณีไหว้ศาลพระภูมิประจำปี ประเพณีลอยกระทง ที่ชาวบ้านยวน
สาวสืบต่อประเพณีเหล่านี้กันมาอย่างยาวนาน
    ระหว่างที่โดยสารรถกระบะอยู่นั้น คนที่นั่งท้ายรถผมคงไม่ต้องบอกน่ะว่าจะเสียวขนาดไหน เพราะนอกจากจะเป็นเส้นทางที่ขรุขระเกือบตลอดทางแล้ว บางจุดก็เป็นเนินชันขึ้นเขา คนขับรถต้องใช้ฝีมือจริงๆ โชคดีที่ไม่ฝนตกลงมาไม่เช่นนั้นการเดินครั้งนี้คงดูไม่จืดแน่ๆ หลังจากที่เราเดินทางผ่านเดินเขาสูงชัน หลายครั้งหลายคราในที่สุดก็เดินทางมาถึงลานกว้างซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องเดินเท้าขึ้นเขาเพื่อไปชม "หินพัด" กัน ระหว่างทางเราจะเหินวิวทิวทัศน์ของพันธุ์ไม้ป่าทีหลากหลาย รวมถึงสวนยางพาราที่ชาวบ้านปลูกไว้ด้วย ถามว่าไกลมั้ยผมตอบไม่ถูกเหมือนกัน แต่รู้สึกเริ่มหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นเพราะนั่งเกร็งตั้งแต่อยู่บนรถกระบะ เอาล่ะเลิกบ่นและเดินหน้าขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ปล. ผมทั้งบ่นและปลอบใจตัวเองเป็นระยะๆครับ ชั่วอึดใจเดียวก็เดินทางมาถึงบริเวณที่ตั้งของ "หินพัด" พอเห็นธรรมชาติรอบๆสถานที่แห่งนี้แล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยครับ
  ส่วนใครเป็นคนพบ "หินพัด" นั้นก็มีเรื่องเล่าว่า พรานป่าหรือคนหาของป่า ได้พบหินมหัศจรรย์ตั้ง

ตระหง่านอยู่บนบริเวณหน้าผาสูงในกลางป่า หมู่ที่ 13 บ้านยวนสาว มีลักษณะคล้ายพัด แล้วก็มาบอกเล่าให้ชาวบ้านคนอื่นๆฟัง หลังจากนั้นได้มีชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวราษฎร ต่างขึ้นไปชมทัศนียภาพโดยรอบของ "หินพัด"  กันเรื่อยมา ซึ่ง "หินพัด" เป็นรูปหินตั้งไม่ยึดติดเป็นเนื้อเดียวกันกับฐาน และมีนักท่องเที่ยวที่มากับคณะทัวร์จังหวัดภูเก็ต ตั้งข้อสังเกต "หินพัด" ว่ามีลักษณะคล้ยกับ "พระธาตุอินแขวน" ของประเทศพม่า
นอกจากนี้ จากการบอกเล่า

ของนักท่องเที่ยวและชาวบ้นในพื้นเกี่ยวกับความเชื่อว่าเมื่อได้ไปถึง "หินพัด" ให้เอามือสัมผัสลูบไล้พร้อมโยนเหรียญ ไปที่ฐานที่มีช่องโหว่อีกด้านหนึ่งพร้อมอธิฐานขอให้ความรักสมหวังหน้าที่การงานประสบความสำเร็จชีวิตคู่ครองราบรื่น เป็นต้น และมีหลายคนที่อธิฐานแล้วประสบผลสำเร็จ ก็ถือเป็นความเชื่อส่วนตัว ซึ่งบริเวณ "หินพัด" ยังมีลานกว้างเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพบริเวณโดยรอบของอำเภอคีรีรัฐนิคม และเขตอำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นอำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้

อย่างสวยงาม โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมได้ทั้งภาพพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก  ที่สำคัญช่วงเช้าๆ จะมีสายหมอกสุดอลังการที่ลอยคลอเคลียตามไหล่เขา และมีทะเลหมอกให้ชม ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชื้นและสภาพอากาศด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"   เชื่อกันว่า "หินพัด" เกิดขึ้นมานานหลายพันปี เมื่อมองจากหินพัดซึ่งเป็นหน้าผาสูง จะเห็นทัศนียภาพของผืนป่าโดยรอบที่สวยงาม โดยชาวบ้านพยายามผลัก

ดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมานานแล้ว กระทั่งทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าไปสำรวจแล้วเกิดความประทับใจ จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมผลักดันเป็นเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์...ก่อนจะอำลากันวันนี้ สำหรับ "หินพัด" บ้านยวนสาว ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟคีรีรัฐนิคม ไปตามทางหลวงหมายเลข 4247 ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใครผ่านมาย่านนี้อย่าลืมแวะเวียนไปเยี่มชมกัน...สวัสดี...!!!
"นายตะลอน"
********************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น