วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เสพงานศิลป์ ย่ำต๊อกหม่ำเตี๋ยว

             วันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำท่าจะตกแต่ก็อั้นเอาไว้ จนทำให้อากาศในวันนั้นร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ แต่ภารกิจเดินย่ำต๊อกของผมเพื่อหาเรื่องราวต่างๆ มาเขียนบอกเล่าผ่านตัวหนังสือภาษาไทยก็คงดำเนินไปอย่างที่เคยเป็น
ซึ่งว่าไปแล้วก็เปรียบเสมือนการบันทึกเรื่องราวการเดินทางในแต่ละวันก็ได้ ผมพาเท้าสองข้าง พร้อมสมองโล่งๆ เดินออกจากบ้านวันนั้น พร้อมอุปกรณ์ทำงานที่จำเป็นอย่าง ปากกา สมุดโน๊ต กล้องถ่ายรูปเล็กๆ และเครื่องอัดเสียง เผื่อไว้หากได้สัมภาษณ์ใคร แต่คิดว่าคงไม่ได้ใช้งาน เพราะผมจะเดินเรื่องด้วยตัวเอง นอกจากนี้ก็มีสัมภาระต่างๆ อีกนิดหน่อย ยกเว้นเสื้อผ้า เพราะวันนี้การทำงานมีเป้าหมายอยู่ที่ป่าคอนกรีต กรุงเทพฯ เมืองหลวงอันศิวิไลซ์แห่งสยามประเทศ

               วันนั้นผมเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์ล้วนๆ ก็นั่งกันหลายสายหลายต่อกันทีเดียว แต่เสน่ห์ของการเดินเท้าและนั่งรถเมล์นั้นตามป้ายรถโดยสารประจำทางเราจะได้เห็นภาพของผู้คนที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือน ตลอดจนคนที่หาเช้ากินค่ำเสียส่วนใหญ่ คนรวยๆ บรรดาเสี่ยๆ ทั้งหลายคงไม่มายืนตามป้ายรถเมล์แน่นอน สีหน้าแววตาของผู้คนเหล่านี้มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป และเหมือนเคยเป็นประจำผมนั่งเคลิ้มไปเคลิ้มมา รถเมล์ซิ่งจากตัวเมืองจังหวัดนนทบุรีทะยานเข้าสู่ถนนราชดำเนินใจกลาง
กรุงเทพฯ เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่เบื้องหน้า ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนระหว่างถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพฯ หลังจากรถตีโค้งเข้าป้าย ผมบอกกับตัวเองว่า "ได้เวลาทำงานแล้ว" และไม่รีรอที่จะพาสองเท้ากับสมองที่ไม่ค่อยโล่งแล้วในตอนนี้ ลงรถเมล์โดยทันที เพราะเดินไปนิดเดียวก็จะถึง "หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน" ตั้งอยู่ที่ริมถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร จุดหมายที่จะมา
"ตะลอนตามอำเภอใจ" กันในวันนี้ ซึ่งหอศิลป์ฯ อาคารเดิมสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2480 ตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในยุคนั้น เป็นอาคารสูง 4 ชั้น มีความเรียบง่าย เส้นสายเรขาคณิต ไม่ประดับประดา หลังคาดูเรียบแบนจากมุมมองภายนอก อาคารบนถนนราชดำเนินกลางในยุคนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่และความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ
ต่อมาปี พ.ศ.2554 ได้มีการปรับปรุง และเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2555 เป็นการปรับปรุงอาคารเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่ ด้วยการฟื้นฟูสภาพทางกายภาพของอาคารและการเพิ่มกิจกรรมการใช้สอยใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กและหลังคาเดิมเป็นไม้ที่ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี "หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน" เริ่มเปิดทำการเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2556 ซึ่งสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้บริหาร มีวัตถุประสงค์ดำเนินการจัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส
ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา และให้เป็นพื้นที่เรียนรู้จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย กิจกรรมทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่และศิลปินร่วมสมัย
สำหรับบรรยากาศภายในบริเวณ "หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน" เมื่อย่างเท้าเข้ามาภาพที่เห็นยังเป็นอาคารเดิมแต่มีการรื้อผนัง ฝ้าเพดานออก มีการเดินท่อของงานระบบต่างๆ เป็นลักษณะแบบโชว์เปลือย ซึ่งผู้ออกแบบต้องการแสดงให้เห็นเนื้อแท้และพื้นผิวของวัสดุเดิม รวมถึงโครงสร้างหลังคาไม้ที่
สวยงาม เป็นบรรยากาศสวยงามคลาสสิคร่วมสมัยจริงๆ นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดกิจกรรมการบรรยาย ฉายหนัง และการแสดง ส่วนชั้นดาดฟ้ามีระเบียงให้สามารถเดินออกมาชมทิวทัศน์ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและถนนราชดำเนินกลางได้อย่างเต็มตา นับเป็นพื้นที่ทางศิลปะและวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างมากแห่งหนึ่งครับ            ส่วนผลงานศิลปะที่จัดแสดงที่ผ่านๆ มานั้น จะเป็นผลงานของศิลปินร่วมสมัย ทั้งศิลปินที่มีชื่อเสียงและศิลปินหน้าใหม่มาแสดงผล
งาน รวมถึงกิจกรรมที่ผลัดกันมาจัดงานเพื่อให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจงานศิลป์กันมากขึ้น และเป็นพื้นที่ทางศิลปะให้ศิลปินใช้จัดแสดงผลงานและกิจกรรม สร้างสรรค์ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปะร่วมสมัยทุกสาขา ซึ่งเยาวชนและประชาชนทั่วไปสามารถมาเรียนรู้ซึมซับและปรับใช้สิ่งที่ได้รับให้เกิดประโยชน์อีกด้วย
ซึ่งวันที่ผมมีโอกาสมาเดินดูงานศิลปะก็ตรงกับการแสดงนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 61 ประกอบด้วย ผลงาน
จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อผสมที่ได้รับรางวัล และถูกคัดเลือกเข้าร่วมแสดง จำนวนทั้งสิ้น 91 ชิ้น แบ่งเป็นผลงานที่ได้รับรางวัล 25 ชิ้น และคัดเลือกเข้าร่วมแสดงอีก จำนวน 66 ชิ้น
    นอกจากนี้ ยังมีผลงานของศิลปินเชื้อเชิญ อาทิ ศิลปินชั้นเยี่ยม กรรมการคัดเลือกและตัดสิน ศิลปินอาวุโส โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะจัดแสดงจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2558 นี้ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ยังพอมีเวลาไปชมกัน สำหรับคนที่อยู่กรุงเทพฯ และ
ปริมณฑลครับ และเปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ หลังจากนั้นจะนำผลงานศิลปกรรมไปจัดแสดงสัญจรในส่วนภูมิภาคอีก 6 แห่ง คือ หอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักวัฒนธรรม หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น หอศิลปจำปาศรี สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก คณะ

ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี หอศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเสพงานศิลป์ ดูงานศิลปะจนเบิกบานในหัวใจแล้ว ติดๆ กับหอศิลป์ฯ จะเป็นถนนดินสอ เดินไปเรื่อยๆ ประมาณ 200 เมตร ติดกับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็น "ตลาดนัดชุมชนหลังวัดราชนัดดา" ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สามารถเดินชิวๆ จับจ่ายซื้อสินค้าต่างๆ มากมาย ทั้งเสื้อผ้า ของกิน ของใช้ต่างๆ ซึ่ง "ชุมชนหลังวัดราชนัดดา" เป็นพื้นที่ย่านเมืองเก่า เป็นชุมชนเก่าแก่โบราณมีอายุยาวนาน อาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน มีบ้านโบราณ ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นย่านการค้าพาณิชย์ และพักอาศัย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่ายิ่ง และแน่นอนว่าหากเรามาเยือนย่านถนนดินสอแล้ว คงต้องแวะหาอะไรลองท้องกันหน่อย เพราะในย่านนี้ลือเลื่องว่าเป็นดงของกินที่ขึ้นชื่อ ทั้งอาหารคาวหวาน ส่วนใหญ่ก็ออก
สื่อกันหมดแล้วว่ามีอะไรอร่อยบ้าง ซึ่งผมจะไม่ขอแนะนำน่ะว่ามีอะไรอร่อยบ้าง เอาเป็นว่าเมื่อเดินทางมาย่านถนนดินสอแล้ว อยากกินอะไรก็เข้าร้านนั้น เพราะขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยกันทั้งนั้น ส่วนผมขอกิน "ก๋วยเตี๋ยวหมูโบราณ" กับ "ปอเปี๊ยะสด" แค่นี้ก็อิ่มท้องมีความสุขตลอดทั้งวันแล้ว ก่อนจากกันขอทิ้งท้ายแง่คิดดีๆ... "บางวันเหงา เครียดบ้าง เศร้าบ้างหรือสุขบ้าง ทุกวันล้วนเป็นวันที่ดี ไม่ทำใครเดือดร้อนใจ" ....สวัสดี...!!!



                                                                               "นายตะลอน"
**************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น