วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ชมวิวเวนิสริมคลอง ตำนานเสื้อผ้าโบ๊เบ๊

           วามเร่งรีบของผู้คน รวมถึงอากาศที่เริ่มร้อนอบอ้าว ทำให้ย่านเทเวศร์ซึ่งเป็นแหล่งตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครดูคึกคักเป็นพิเศษในช่วงสายๆ ของวันนั้น และภายในตรอกเล็กๆ แถวเทเวศร์มีเสียงตะโกนแผ่วเบาแต่ไม่ดังมาก "ป้าก๋วยจั๊บไม่ใส่ปอดพิเศษชามนึงครับ"
                แม่ค้าป้าสูงวัยที่กำลังง่วนอยู่กับการทำก๋วยจั๊บให้ลูกค้าคนอื่นๆ ที่รอกินเหมือนผมหันมาตามเสียงทันที และพบว่าเป็นเสียงของหนุ่มใหญ่ หน้าตาดี ผิวขาว รูปร่างท้วมนิดนึง ซึ่งหนุ่มใหญ่คนที่ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือผมเองครับ "นายตะลอน" เพราะวันนั้นผมแวะทำธุระแถวเทเวศร์ เสร็จแล้วก็เลยมาหาอะไรกิน มองไปเห็นร้านก๋วยจั๊บก็เลยแวะหาอะไรลองท้อง เพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย เรื่องก็มีอยู่เท่านี้หละครับ
          หลังจากเติมพลังให้ตัวเองแล้ว เป้าหมายของผมคือไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ย่าน "โบ๊เบ๊" หรือ "ตลาดโบ๊เบ๊" แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ รถเมล์ขนส่งมวลชนกรุงเทพ สาย 53 เข้าป้ายแล้ว ถ้าเช่นนั้นอย่าช้าเลยขึ้นรถดีกว่า รถเมล์สาย 53 เป็นรถโดยสารที่วิ่งเส้นทางวงกลมรอบเมือง สามารถนั่งรถชมกรุงรอบเกาะรัตโกสินทร์ได้ด้วย ไว้ว่างๆ จะพาไปตะลอนฯ กันนะ แต่เดี๋ยวขอจ่ายค่าโดยสารก่อน


            "เท่าไหร่ครับพี่" เสียงลุงกระเป๋ารถตอบกลับว่า "หกบาทห้าสิบสตางค์" ครับ (6.50 บาท) ขณะมองออกนอกหน้าต่างรถเมล์รู้สึกเหมือนจะเข้าย่านแขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายแล้วนะ
สำหรับ "คลองมหานาค" ตามประวัติบอกเล่าว่าเป็นคลองขุดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ ให้ขุดต่อจากคลองรอบกรุง ตรงเหนือวัดสะแก ตรงไปทางทิศตะวันออก เมื่อ พ.ศ.2328 พระราชทานนามว่า "คลองมหานาค" ตามแบบอย่าง
"คลองมหานาค" ที่วัดภูเขาทอง นอกเขตพระนครที่กรุงเก่า หรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ต่อมาทรงสถาปนาวัดสระแกเป็นพระอารามหลวง จึงพระราชทานนามใหม่ว่า วัดสระเกศ สำหรับวัตถุประสงค์ของการขุดคลองดังกล่าว เพื่ออนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ใช้เล่นเพลงเรือดอกสร้อยสักวาในฤดูน้ำหลาก
ซึ่งการนำชื่อ "คลองมหานาค" ให้เหมือนกับที่กรุงศรีอยุธยา ก็เพื่อเรียกขวัญประชาชนที่ย้ายมาจากอยุธยาให้เกิดความรู้สึก
ว่าความเป็นกรุงศรีอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองนั้นยังไม่สิ้นไปและมาฟื้นฟูใหม่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองผดุงกรุงเกษมเป็นคลองคูเมืองชั้นนอก ตัดกับ "คลองมหานาค" บริเวณวัดบรมนิวาส "คลองมหานาค" ช่วงถัดออกไปจากบริเวณนี้เรียกว่าคลองบางกะปิ จนถึงหัวหมาก คลองตัน ผ่านบางขนากไปออกแม่น้ำบางปะกง รวมเรียกว่าคลองแสนแสบ
ส่วนที่มาของ "เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย" ก็มีการบอก
เล่าว่า ในปี พ.ศ.2483 มีประกาศเปลี่ยนแปลงเขตตำบลและอำเภอในจังหวัดพระนคร และจังหวัดธนบุรี ตำบลมหานาคและตลาดนางเลิ้งถูกยุบรวมเข้ากับตำบลวัดโสมนัส ตำบลบ้านบาตรถูกยุบไปรวมกับตำบลวัดเทพศิรินทร์และป้อมปราบศัตรูพ่าย ตำบลโรงเลี้ยงเด็กและสวนมะลิถูกยุบรวมเข้ากับตำบลวัดเทพศิรินทร์ และตำบลวรจักรถูกยุบรวมเข้ากับตำบลป้อมปราบศัตรูพ่าย จากนั้นกระทรวงมหาดไทยได้มีประกาศเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองในจังหวัดพระนครใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2490
ครั้งนี้กำหนดให้อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 5 ตำบล
ต่อมาปี พ.ศ.2514 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติให้รวมจังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรีเข้าด้วยกันเป็นนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายได้ย้ายที่ว่าการจากถนนหลานหลวงไปตั้งอยู่ที่ถนนศุภมิตร ตำบลวัดโสมนัส และในปี พ.ศ.2515 ก็มีประกาศคณะปฏิวัติเปลี่ยนรูปแบบการบริหารเมืองหลวงใหม่อีกครั้ง

จากนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร แบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตและแขวงแทนอำเภอและตำบลอำเภอป้อมปราบศัตรูพ่ายจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็น "เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย" นับแต่นั้นมา และปัจจุบันเป็น 1 ใน 50 เขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร อยู่ในกลุ่มเขตกรุงเทพกลาง ถือเป็นเขตอนุรักษ์เมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมทางฝั่งพระนคร มี "สมนึก คงจำปี" เป็นผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่ายคนปัจจุบัน


            รถเมล์พาเรามาถึงป้ายจอดรถประจำทางแถวย่าน "ตลาดโบ๊เบ๊" ลงซิครับนั่งอยู่ทำไม ได้เวลาชีพจรลงเท้ากันละทีนี้ เดินซินะ ช่วงสายๆ ย่าน "โบ๊เบ๊" ดูแล้วไม่วุ่นวายเหมือนช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำๆ เค้าบอกมาอีกทีครับ และหากพูดถึง "โบ๊เบ๊" ผมว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักตลาดขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ราคาถูกที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีเสื้อผ้าจำหน่ายทุกชนิด ส่วนใหญ่เน้นขายแบบยกโหล และเป็นแหล่งขายส่งที่พ่อค้าแม่ค้า ตลอดจนประชาชนทั่วไปนิยมมาซื้อหาสินค้ากันมากที่สุดแห่งหนึ่งทีเดียว
นอกจากนี้ เสื้อผ้าสำเร็จรูปยังส่งออกไปประเทศตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าส่งออกถึงปีละนับหมื่นล้านบาททีเดียว ส่วนประเทศใกล้ๆ บ้านเรา อย่างเช่น สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซีย ก็นิยมเสื้อผ้าที่มาจาก "โบ๊เบ๊" ด้วยเช่นกัน คนไทยที่ไปเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเรามีไม่น้อยที่ซื้อเสื้อผ้ากลับมา ปรากฏว่าเป็นเสื้อผ้าที่มาจากย่าน "โบ๊เบ๊" รู้อย่างนี้ไม่ต้องไปซื้อที่ต่างปะเทศ ซื้อบ้านเราถูกกว่ามากครับ
            "ตลาดโบ๊เบ๊" อยู่บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ช่วงระหว่างสะพานกษัตริย์ศึกกับตลาดมหานาค แบ่งเป็น "โบ๊เบ๊เก่า" อยู่ทางด้านริมทางรถไฟ แถวย่านนี้จะมีการค้าส่งขายเสื้อผ้าโดยเฉพาะเสื้อโหล เน้นตลาดในประเทศ ส่วน "โบ๊เบ๊ใหม่" อยู่ฝั่งเดียวกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือโรงพยาบาลหัวเฉียว มีสินค้ามากว่า "โบ๊เบ๊เก่า" เพราะนอกจากมีเสื้อผ้าขายแล้ว ยังมีสินค้าของใช้เบ็ดเตล็ดอื่นๆ ขายอีกด้วย
ตามประวัติบอกเล่าสืบกันมาว่า "ตลาดโบ๊เบ๊" เกิดขึ้นหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 บริเวณข้างวัดบรมนิวาสราชวรวิหารฝั่งริมทางรถไฟ บุกเบิกมาโดยพ่อค้า แม่ค้าชาวจีน โดยเสื้อผ้าที่นำมาขายตอนนั้นส่วนหนึ่งเป็นเสื้อผ้าของผู้เสียชีวิตจากการทิ้งระเบิดในสงคราม ถูกนำมาทำความสะอาดขายลักษณะแบกับดิน จึงทำให้มีราคาถูกมาก ต่อมาพ่อค้าแม่ค้าเพิ่มมากขึ้นจนพื้นที่ขายไม่พอ ทำให้มีพ่อค้าแม่ค้าใช้วิธีนำเสื้อผ้ามาพาดกับแขนเดินเร่ขายกัน การค้าขายและความเจริญเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดคึกคักจนเป็นที่รู้จักมากขึ้น วิวัฒนาการการขายแบกับดินจึง

เปลี่ยนเป็นแผงลอย ขายกันในตึกแถวและอาคารพาณิชย์อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการมาเดินดูความหลากหลายของแฟชั่นเสื้อผ้าสำเร็จรูปต่างๆ รวมถึงนำเรื่องราวมาบอกเล่าผ่านตัวหนังสือให้คุณผู้อ่านแล้ว ผมยังถือโอกาสเดินซอกแซกท่องเที่ยวชมความงดงามขณะรถไฟกำลังวิ่งผ่านสะพานเหล็กข้ามคลอง รวมถึงได้ชมเรือโดยสารวิ่งฝ่าสายน้ำในคลองแสนแสบ ซึ่งตึกแถวติดริมคลองย่าน "โบ๊เบ๊" มองดูดีๆ ก็คล้ายๆ "เวนิส" ประเทศอิตาลี เมืองใหญ่บนเกาะกลางน้ำ เมืองสวยสุดโรแมนติกอันดับต้นๆ ของโลกเหมือนกัน ผมพยายามจินตนาการให้มากที่สุด เพราะบางครั้งความสวยงามที่อยู่ใกล้ตัวก็ถูกผู้คนมองข้ามเหมือนกัน...!!!
                               "นายตะลอน"
**************************************************

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หินพัดคีรีรัฐนิคม อัศจรรย์นับพันปี

         สียงแผ่วเบาของผู้คนภายในรถตู้โดยสารไม่ประจำทางที่ผมนั่งมาด้วย เป็นการสนทนาที่ดูเหมือนจะเบามากจนไม่สามารถจับใจความได้
         ขณะเดียวกันผมก็อยู่ในอาการเคลิ้มๆครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนชื่อเพลง "ครึ่งหลับครึ่งตื่น" ที่ศิลปินวง "บอดี้สแลม" ร้องเอาไว้เนื้อเพลงบางท่อนบางตอน "หวาดกลัวหัวใจ มีหมอกควันมันสับสนเลือนลางตื่นลืมตา หรือเป็นความฝันที่สร้างขึ้นมา เหมือนตรงนี้เป็นเพียงเส้นบางบาง.... ประมาณนี้ พร้อมๆกับคิดอะไรไปเรื่อยๆ และก็คิดถึงจุดหมายต่อไปที่เรากำลังเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ของอำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
      ซึ่งอำเภอแห่งนี้ (คีรีรัฐนิคม) จากหลักฐานด้านโบราณคดีระบุว่าเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคหินใหม่เป็นต้นมา
นอกจากนี้ ยังได้ค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคดังกล่าวที่อำเภอคีรีรัฐนิคมด้วย เนื่องจากเป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 60-70 กิโลเมตร อยู่ในเส้นทางคาบสมุทรจากเมืองไชยาไปเมืองตะกั่วป่า และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญคือ ดีบุก ไม้ และของป่า ทำให้อำเภอ
คีรีรัฐนิคมมีโอกาสที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็นชุมชนขนาดใหญ่ได้ด้วยปัจจัยสองประการ คือ ประการแรก เกิดจากการตั้งด่านสำหรับขนถ่ายสินค้าและคนโดยสารข้ามคาบสมุทรจากฝั่งตะวันตก ประการที่สอง เกิดจากการเป็นแหล่งผลิตดีบุก ไม้ และของป่า จึงมีราษฎรอพยพโยกย้ายเข้าไปอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ขึ้นมา
ช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 อำเภอคีรีรัฐนิคมรวมอยู่ในอาณาจักรศรีวิชัย เมื่ออาณาจักรศรีวิชัยเสื่อมลง ดินแดนแห่งศรีวิชัยได้แยกออกเป็น
3 เมือง คือเมืองไชยา ตั้งอยู่ในอำเภอไชยาปัจจุบัน เมืองท่าทอง ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำท่าทองอุแท อำเภอกาญจนดิษฐ์ในปัจจุบัน เมืองคีรีรัฐนิคม ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายคลองพุมดวง อันเป็นที่ตั้งอำเภอคีรีรัฐนิคมในปัจจุบัน เมืองไชยานั้นขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา ส่วนเมืองท่าทองกับเมืองคีรีรัฐนิคมขึ้นตรงต่อเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ยกฐานะเมืองท่าทองเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน


            ขณะที่ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น ก็มีเสียงแจ้วๆของสาวๆทีมงาน ส่งเสียงดังกึกก้องว่า..."ถึงแล้ว...ถึงแล้ว...ลงตรงนี้แล้วเปลี่ยนไปขึ้นรถกระบะเพราะเป็นทางขึ้นเขาที่ขรุขระและชัน รถตู้ไม่สามารถขับขึ้นไปได้น่ะค่ะ" พอสิ้นเสียงหล่อนพวกเราก็เก็บสัมภาระที่จำเป็นลงไปขึ้นรถกระบะที่จอดคอยท่าอยู่ไม่ไกลกันนัก ผมได้ที่นั่งอยู่ท้ายรถกระบะและจุดหมายที่เราจะไปกันก็คือ "หินพัด" แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของบ้านยวนสาว ตำบล ท่าขนอน  อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ
พื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านยวนสาว เป็นที่ราบเชิงเขาและภูเขาสูง เป็นแหล่งต้นน้ำคลองกะเปา เป็นป่าสงวน และป่าอนุรักษ์ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์ ส่วนสภาพอากาศได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จึงทำให้มีฝนตกชุก
สำหรับคำว่า "ยวนสาว" มีที่มาจาก คำว่า "ยวน" หมายถึง ชื่อของต้นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่ง มีขนาดใหญ่ และผึ้งป่าชอบอาศัยทำรังบนต้นไม้ชนิดนี้ บางต้นมีผึ้งป่าทำรังรวมกันมากกว่าร้อยรัง ถ้าคิดเป็นปริมาณน้ำผึ้งคงไม่ต่ำกว่า 2 พันขวด

ทีเดียว ซึ่งเมื่อก่อนป่ายวนสาวมีต้นยวนขึ้นอยู่มาก และต้นยวนที่อายุน้อย ก็หมายถึง ต้นยวนยังสาว คือยังโตไม่เต็มที่ เป็นที่มาของบ้านยวนสาว โดยประชากรส่วนใหญ่ของบ้านยวนสาว ประกอบอาชีพการเกษตร สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้และปลูกผัก หารายได้เสริม โดยการเก็บของป่าขาย ซึ่งชาวบ้านจะอยู่กันแบบพี่น้อง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน และมีประเพณีสวดกลางบ้าน ประเพณีไหว้สวนยางงพาราประจำปี ประเพณีไหว้ศาลพระภูมิประจำปี ประเพณีลอยกระทง ที่ชาวบ้านยวน
สาวสืบต่อประเพณีเหล่านี้กันมาอย่างยาวนาน
    ระหว่างที่โดยสารรถกระบะอยู่นั้น คนที่นั่งท้ายรถผมคงไม่ต้องบอกน่ะว่าจะเสียวขนาดไหน เพราะนอกจากจะเป็นเส้นทางที่ขรุขระเกือบตลอดทางแล้ว บางจุดก็เป็นเนินชันขึ้นเขา คนขับรถต้องใช้ฝีมือจริงๆ โชคดีที่ไม่ฝนตกลงมาไม่เช่นนั้นการเดินครั้งนี้คงดูไม่จืดแน่ๆ หลังจากที่เราเดินทางผ่านเดินเขาสูงชัน หลายครั้งหลายคราในที่สุดก็เดินทางมาถึงลานกว้างซึ่งเป็นเส้นทางที่ต้องเดินเท้าขึ้นเขาเพื่อไปชม "หินพัด" กัน ระหว่างทางเราจะเหินวิวทิวทัศน์ของพันธุ์ไม้ป่าทีหลากหลาย รวมถึงสวนยางพาราที่ชาวบ้านปลูกไว้ด้วย ถามว่าไกลมั้ยผมตอบไม่ถูกเหมือนกัน แต่รู้สึกเริ่มหายใจถี่ขึ้นเรื่อยๆ หรือเป็นเพราะนั่งเกร็งตั้งแต่อยู่บนรถกระบะ เอาล่ะเลิกบ่นและเดินหน้าขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ปล. ผมทั้งบ่นและปลอบใจตัวเองเป็นระยะๆครับ ชั่วอึดใจเดียวก็เดินทางมาถึงบริเวณที่ตั้งของ "หินพัด" พอเห็นธรรมชาติรอบๆสถานที่แห่งนี้แล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยครับ
  ส่วนใครเป็นคนพบ "หินพัด" นั้นก็มีเรื่องเล่าว่า พรานป่าหรือคนหาของป่า ได้พบหินมหัศจรรย์ตั้ง

ตระหง่านอยู่บนบริเวณหน้าผาสูงในกลางป่า หมู่ที่ 13 บ้านยวนสาว มีลักษณะคล้ายพัด แล้วก็มาบอกเล่าให้ชาวบ้านคนอื่นๆฟัง หลังจากนั้นได้มีชาวบ้าน และนักท่องเที่ยวราษฎร ต่างขึ้นไปชมทัศนียภาพโดยรอบของ "หินพัด"  กันเรื่อยมา ซึ่ง "หินพัด" เป็นรูปหินตั้งไม่ยึดติดเป็นเนื้อเดียวกันกับฐาน และมีนักท่องเที่ยวที่มากับคณะทัวร์จังหวัดภูเก็ต ตั้งข้อสังเกต "หินพัด" ว่ามีลักษณะคล้ยกับ "พระธาตุอินแขวน" ของประเทศพม่า
นอกจากนี้ จากการบอกเล่า

ของนักท่องเที่ยวและชาวบ้นในพื้นเกี่ยวกับความเชื่อว่าเมื่อได้ไปถึง "หินพัด" ให้เอามือสัมผัสลูบไล้พร้อมโยนเหรียญ ไปที่ฐานที่มีช่องโหว่อีกด้านหนึ่งพร้อมอธิฐานขอให้ความรักสมหวังหน้าที่การงานประสบความสำเร็จชีวิตคู่ครองราบรื่น เป็นต้น และมีหลายคนที่อธิฐานแล้วประสบผลสำเร็จ ก็ถือเป็นความเชื่อส่วนตัว ซึ่งบริเวณ "หินพัด" ยังมีลานกว้างเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพบริเวณโดยรอบของอำเภอคีรีรัฐนิคม และเขตอำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นอำเภอในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้

อย่างสวยงาม โดยนักท่องเที่ยวสามารถชมได้ทั้งภาพพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก  ที่สำคัญช่วงเช้าๆ จะมีสายหมอกสุดอลังการที่ลอยคลอเคลียตามไหล่เขา และมีทะเลหมอกให้ชม ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชื้นและสภาพอากาศด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"   เชื่อกันว่า "หินพัด" เกิดขึ้นมานานหลายพันปี เมื่อมองจากหินพัดซึ่งเป็นหน้าผาสูง จะเห็นทัศนียภาพของผืนป่าโดยรอบที่สวยงาม โดยชาวบ้านพยายามผลัก

ดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวมานานแล้ว กระทั่งทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้าไปสำรวจแล้วเกิดความประทับใจ จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมผลักดันเป็นเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์...ก่อนจะอำลากันวันนี้ สำหรับ "หินพัด" บ้านยวนสาว ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟคีรีรัฐนิคม ไปตามทางหลวงหมายเลข 4247 ระยะทาง 15 กิโลเมตร ใครผ่านมาย่านนี้อย่าลืมแวะเวียนไปเยี่มชมกัน...สวัสดี...!!!
"นายตะลอน"
********************************

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เสพงานศิลป์ ย่ำต๊อกหม่ำเตี๋ยว

             วันที่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำท่าจะตกแต่ก็อั้นเอาไว้ จนทำให้อากาศในวันนั้นร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ แต่ภารกิจเดินย่ำต๊อกของผมเพื่อหาเรื่องราวต่างๆ มาเขียนบอกเล่าผ่านตัวหนังสือภาษาไทยก็คงดำเนินไปอย่างที่เคยเป็น
ซึ่งว่าไปแล้วก็เปรียบเสมือนการบันทึกเรื่องราวการเดินทางในแต่ละวันก็ได้ ผมพาเท้าสองข้าง พร้อมสมองโล่งๆ เดินออกจากบ้านวันนั้น พร้อมอุปกรณ์ทำงานที่จำเป็นอย่าง ปากกา สมุดโน๊ต กล้องถ่ายรูปเล็กๆ และเครื่องอัดเสียง เผื่อไว้หากได้สัมภาษณ์ใคร แต่คิดว่าคงไม่ได้ใช้งาน เพราะผมจะเดินเรื่องด้วยตัวเอง นอกจากนี้ก็มีสัมภาระต่างๆ อีกนิดหน่อย ยกเว้นเสื้อผ้า เพราะวันนี้การทำงานมีเป้าหมายอยู่ที่ป่าคอนกรีต กรุงเทพฯ เมืองหลวงอันศิวิไลซ์แห่งสยามประเทศ

               วันนั้นผมเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์ล้วนๆ ก็นั่งกันหลายสายหลายต่อกันทีเดียว แต่เสน่ห์ของการเดินเท้าและนั่งรถเมล์นั้นตามป้ายรถโดยสารประจำทางเราจะได้เห็นภาพของผู้คนที่เรียกว่ามนุษย์เงินเดือน ตลอดจนคนที่หาเช้ากินค่ำเสียส่วนใหญ่ คนรวยๆ บรรดาเสี่ยๆ ทั้งหลายคงไม่มายืนตามป้ายรถเมล์แน่นอน สีหน้าแววตาของผู้คนเหล่านี้มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป และเหมือนเคยเป็นประจำผมนั่งเคลิ้มไปเคลิ้มมา รถเมล์ซิ่งจากตัวเมืองจังหวัดนนทบุรีทะยานเข้าสู่ถนนราชดำเนินใจกลาง
กรุงเทพฯ เห็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่เบื้องหน้า ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนระหว่างถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพฯ หลังจากรถตีโค้งเข้าป้าย ผมบอกกับตัวเองว่า "ได้เวลาทำงานแล้ว" และไม่รีรอที่จะพาสองเท้ากับสมองที่ไม่ค่อยโล่งแล้วในตอนนี้ ลงรถเมล์โดยทันที เพราะเดินไปนิดเดียวก็จะถึง "หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน" ตั้งอยู่ที่ริมถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร จุดหมายที่จะมา
"ตะลอนตามอำเภอใจ" กันในวันนี้ ซึ่งหอศิลป์ฯ อาคารเดิมสร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ.2480 ตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในยุคนั้น เป็นอาคารสูง 4 ชั้น มีความเรียบง่าย เส้นสายเรขาคณิต ไม่ประดับประดา หลังคาดูเรียบแบนจากมุมมองภายนอก อาคารบนถนนราชดำเนินกลางในยุคนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นสมัยใหม่และความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ
ต่อมาปี พ.ศ.2554 ได้มีการปรับปรุง และเริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2555 เป็นการปรับปรุงอาคารเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่ ด้วยการฟื้นฟูสภาพทางกายภาพของอาคารและการเพิ่มกิจกรรมการใช้สอยใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กและหลังคาเดิมเป็นไม้ที่ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี "หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน" เริ่มเปิดทำการเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2556 ซึ่งสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้บริหาร มีวัตถุประสงค์ดำเนินการจัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส
ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา และให้เป็นพื้นที่เรียนรู้จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัย กิจกรรมทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่และศิลปินร่วมสมัย
สำหรับบรรยากาศภายในบริเวณ "หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน" เมื่อย่างเท้าเข้ามาภาพที่เห็นยังเป็นอาคารเดิมแต่มีการรื้อผนัง ฝ้าเพดานออก มีการเดินท่อของงานระบบต่างๆ เป็นลักษณะแบบโชว์เปลือย ซึ่งผู้ออกแบบต้องการแสดงให้เห็นเนื้อแท้และพื้นผิวของวัสดุเดิม รวมถึงโครงสร้างหลังคาไม้ที่
สวยงาม เป็นบรรยากาศสวยงามคลาสสิคร่วมสมัยจริงๆ นอกจากนี้ยังมีห้องสมุด พื้นที่อเนกประสงค์สำหรับจัดกิจกรรมการบรรยาย ฉายหนัง และการแสดง ส่วนชั้นดาดฟ้ามีระเบียงให้สามารถเดินออกมาชมทิวทัศน์ของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและถนนราชดำเนินกลางได้อย่างเต็มตา นับเป็นพื้นที่ทางศิลปะและวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างมากแห่งหนึ่งครับ            ส่วนผลงานศิลปะที่จัดแสดงที่ผ่านๆ มานั้น จะเป็นผลงานของศิลปินร่วมสมัย ทั้งศิลปินที่มีชื่อเสียงและศิลปินหน้าใหม่มาแสดงผล
งาน รวมถึงกิจกรรมที่ผลัดกันมาจัดงานเพื่อให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจงานศิลป์กันมากขึ้น และเป็นพื้นที่ทางศิลปะให้ศิลปินใช้จัดแสดงผลงานและกิจกรรม สร้างสรรค์ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้งานศิลปะร่วมสมัยทุกสาขา ซึ่งเยาวชนและประชาชนทั่วไปสามารถมาเรียนรู้ซึมซับและปรับใช้สิ่งที่ได้รับให้เกิดประโยชน์อีกด้วย
ซึ่งวันที่ผมมีโอกาสมาเดินดูงานศิลปะก็ตรงกับการแสดงนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 61 ประกอบด้วย ผลงาน
จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อผสมที่ได้รับรางวัล และถูกคัดเลือกเข้าร่วมแสดง จำนวนทั้งสิ้น 91 ชิ้น แบ่งเป็นผลงานที่ได้รับรางวัล 25 ชิ้น และคัดเลือกเข้าร่วมแสดงอีก จำนวน 66 ชิ้น
    นอกจากนี้ ยังมีผลงานของศิลปินเชื้อเชิญ อาทิ ศิลปินชั้นเยี่ยม กรรมการคัดเลือกและตัดสิน ศิลปินอาวุโส โดยจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะจัดแสดงจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2558 นี้ ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ ยังพอมีเวลาไปชมกัน สำหรับคนที่อยู่กรุงเทพฯ และ
ปริมณฑลครับ และเปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ยกเว้นวันจันทร์ หลังจากนั้นจะนำผลงานศิลปกรรมไปจัดแสดงสัญจรในส่วนภูมิภาคอีก 6 แห่ง คือ หอศิลป์มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สำนักวัฒนธรรม หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น หอศิลปจำปาศรี สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม หอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก คณะ

ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี หอศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จังหวัดปัตตานี
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเสพงานศิลป์ ดูงานศิลปะจนเบิกบานในหัวใจแล้ว ติดๆ กับหอศิลป์ฯ จะเป็นถนนดินสอ เดินไปเรื่อยๆ ประมาณ 200 เมตร ติดกับศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็น "ตลาดนัดชุมชนหลังวัดราชนัดดา" ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สามารถเดินชิวๆ จับจ่ายซื้อสินค้าต่างๆ มากมาย ทั้งเสื้อผ้า ของกิน ของใช้ต่างๆ ซึ่ง "ชุมชนหลังวัดราชนัดดา" เป็นพื้นที่ย่านเมืองเก่า เป็นชุมชนเก่าแก่โบราณมีอายุยาวนาน อาศัยกันมาหลายชั่วอายุคน มีบ้านโบราณ ซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นย่านการค้าพาณิชย์ และพักอาศัย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่ายิ่ง และแน่นอนว่าหากเรามาเยือนย่านถนนดินสอแล้ว คงต้องแวะหาอะไรลองท้องกันหน่อย เพราะในย่านนี้ลือเลื่องว่าเป็นดงของกินที่ขึ้นชื่อ ทั้งอาหารคาวหวาน ส่วนใหญ่ก็ออก
สื่อกันหมดแล้วว่ามีอะไรอร่อยบ้าง ซึ่งผมจะไม่ขอแนะนำน่ะว่ามีอะไรอร่อยบ้าง เอาเป็นว่าเมื่อเดินทางมาย่านถนนดินสอแล้ว อยากกินอะไรก็เข้าร้านนั้น เพราะขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยกันทั้งนั้น ส่วนผมขอกิน "ก๋วยเตี๋ยวหมูโบราณ" กับ "ปอเปี๊ยะสด" แค่นี้ก็อิ่มท้องมีความสุขตลอดทั้งวันแล้ว ก่อนจากกันขอทิ้งท้ายแง่คิดดีๆ... "บางวันเหงา เครียดบ้าง เศร้าบ้างหรือสุขบ้าง ทุกวันล้วนเป็นวันที่ดี ไม่ทำใครเดือดร้อนใจ" ....สวัสดี...!!!



                                                                               "นายตะลอน"
**************************************************