วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

เยือนถิ่นลาวใต้ ช็อปตลาดปากเซ

             ช่วงที่อากาศแปรปรวนเดี๋ยวก็มีแดด...เดี๋ยวก็ฝนตก ก็คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้เดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย เพื่อมาเยือนถิ่นลาวใต้ เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือสปป.ลาว
           เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งพื้นที่ชายแดนส่วนใหญ่มีแม่น้ำโขงแบ่งกั้นเขตแดนแค่นั้นเอง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์จากฝั่งของทั้งสองประเทศได้เลย บางครั้งน้ำโขงแห้งขอด บางพื้นที่ชาวบ้านทั้งไทยและลาวก็ยังเดินข้ามโขงไปมาหาสู่กันได้เลยด้วยซ้ำไป
    สำหรับแขวงจำปาสัก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสปป.ลาว ถือได้ว่าเป็นแขวงสำคัญทางภาคใต้มาตั้งแต่ยุคโบราณของลาวก็ว่าได้ เพราะเป็นที่ตั้งของอาณาจักรจำปาสัก ตามประวัติศาสตร์โบราณบอกว่า
เคยอยู่ในเขตอาณาจักรขอมโบราณ และมีปราสาทหินวัดพูตั้งอยู่ที่แขวงแห่งนี้ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 2 ของสปป.ลาว พอหลังจากฝรั่งเศสเข้ายึดครองลาวแล้ว ก็ย้ายเมืองจำปาสักไปที่ปากเซ ซึ่งอยู่เหนือจากจำปาสักไป 30 กิโลเมตร และอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งแขวงจำปาสักมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย นอกจากปราสาทหินวัดพูแล้ว ยังมีน้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกผาส้วม น้ำตกหลี่ผี และอีกหลากหลายสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติครับ

           ส่วนประวัติของแขวงจำปาสักที่ปรากฏชื่อในพงศาวดารเขมร หรือประเทศกัมพูชา ก็ถือว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะถูกระบุว่า "สะมะพูปุระ" เมื่ออาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจ คนลาวได้ย้ายถิ่นเข้ามาสร้างบ้านเรือนกลายเป็นเมืองใหม่ นามว่า "จำปานะคะบุลีสี" หรือ "จำปานคร" ถึงรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มได้ทรงรวบรวมเมืองต่างๆ ของลาวเข้ามาเป็นอาณาจักรเดียวกันชื่อว่า "ล้านช้าง" เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองในทุกด้าน มีเมืองหลวงอยู่ที่ "หลวงพระบาง"

แต่เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มสิ้นพระชนม์ อาณาจักรล้านช้างเริ่มตกต่ำลง เพราะสงครามแย่งชิงอำนาจและการก่อกบฏต่างๆ นานนับร้อยปี จนถึง พ.ศ.2063 พระเจ้าโพธิสารราชเจ้าขึ้นครองราชย์และรวบรวมแผ่นดินขึ้นใหม่ และได้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างมาอยู่ที่เวียงจันทน์ อาณาจักรล้านช้างเจริญมาได้ 200 ปีเศษก็เริ่มอ่อนแอ แตกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อาณาจักรหลวงพระบาง อาณาจักรเวียงจันทน์ และอาณาจักรจำปาสัก



ซึ่งตรงกับสมัยกรุงธนบุรีที่ไทยยกทัพมาที่ลาวทั้ง 3 อาณาจักร ตกเป็นของไทยนาน 114 ปี จนถึง พ.ศ.2436 ไทยต้องยกลาวให้กับฝรั่งเศส แต่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสเริ่มอ่อนแอ ญี่ปุ่นได้เข้ามาปกครองแทน แต่ภายหลังสิ้นสงครามญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสได้กลับมาปกครองลาวอีกครั้งหนึ่ง จนถึง พ.ศ.2497 ฝรั่งเศสแพ้สงครามโลกที่เดียนเบียนฟู ลาวได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ แต่กลับถูกสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางการเมือง และการทหาร
กลุ่มลาวรักชาติจึงได้ร่วมกันต่อสู้จนสหรัฐอเมริกาล่าถอย ลาวได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์
ขณะที่การเดินทางจากไทยไปยังเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สปป.ลาว สามารถเริ่มต้นที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ของไทย ผ่านด่านวังเต่า ชายแดนสปป.ลาว บริเวณนี้ถือเป็นตลาดนัดขนาดย่อมๆ เพราะชาวลาวจะนำสินค้ามาวางขาย โดยนักท่องเที่ยวสามารถแวะชมแวะซื้อได้ตามใจชอบ เพราะถือเป็นประตูสู่เมืองปากเซ จากนั้นก็ขับรถมาตามทางหลวงหมายเลข 10 อีกประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นถนนลาดยาง ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร จะถึงสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น มีความยาว 1,380 เมตร ข้ามแม่น้ำโขงมาเมืองปากเซ เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสปป.ลาว
"ปากเซ" แม้ไม่ใช่เมืองที่มีอารยธรรมเก่าแก่เหมือน "จำปาสัก" แต่ก็น่าอยู่ เพราะ"ปากเซ" เป็นเมืองที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติ ชาวบ้านมีวิถี
ชีวิตเรียบง่าย มีความหลากหลายของเชื้อชาติ ทั้งลาว จีน และเวียดนาม ที่เข้ามาตั้งรกรากค้าขายกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มากมาย และที่ "ปากเซ" แห่งนี้ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" และถ้ามาถึงที่นี่หากไม่แวะเวียนมาเที่ยวเดินช็อปปิ้งซื้อของที่ "ตลาดดาวเรือง" ก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง "ปากเซ" น่ะ เพราะตลาดแห่งนี้ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของลาวใต้ หรือจะเรียกว่าเป็นศูนย์การค้าของลาวใต้ก็ว่าได้ครับ 
            ผมเดินทอดน่องเข้ามาในตลาด ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ ภายในอาคารก็ไม่แตกต่างจากตลาดใหญ่ๆ ของไทย ที่มีสินค้ามากมาย ทั้งของใช้ต่างๆ เสื้อผ้า เครื่องประดับ บรรยายไม่ไหวจริงๆ เยอะแยะมากมายทีเดียว ผมเดินอยู่ในอาคารไม่นานเท่าไหร่ ก็ปลีกตัวมาเดินดูข้าวของ เผื่อเจออะไรแปลกๆ ภายนอกอาคาร ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มีพืชผักต่างๆ วางขายมากมาย ทั้งปลาเค็ม ปลาแห้ง ก็มีเหมือนตลาดสดบ้านเราน่ะ

        นอกจาก "ตลาดดาวเรือง" จะเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าจากท้องถิ่นแล้ว ตลาดแห่งนี้ยังเป็นตลาดนำเข้าสินค้าจากไทยและจีน สำหรับสินค้าที่มาจากไทยก็จะเป็นพวกสินค้าอุปโภค บริโภค อาทิ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ สบู่ ยาสีฟัน อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กะปิ น้ำปลา และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนสินค้าที่นำเข้ามาจากจีนก็จะมีพวกเครื่องเหล็กต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสื้อผ้า รวมถึงสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย
    "ตลาดดาวเรือง" จึงเปรียบเสมือนแหล่งสินค้าขายส่ง
เพื่อกระจายสินค้าจากไทยและจีนไปตามเมืองต่างๆ ของสปป.ลาว แต่ที่น่าชื่นชมดูเหมือนว่าสินค้าต่างๆ ของไทยจำนวนมากขายดี เนื่องจากคุณภาพดี จึงได้รับความนิยมจากคนลาวอย่างมาก ผมเดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ๆ ก็มาเจอแม่ค้าชาวเวียดนามหาบเต้าฮวยมาขายเลยอุดหนุนหนึ่งชาม นอกจากรสชาติเต้าฮวยจะดั้งเดิมแล้ว อุปกรณ์ที่ทำมาหากินยังโบราณดั้งเดิมอีก ทำให้ผมเกิดอรรถรสในการกิน แถมซดน้ำขิงอุ่นๆ ชื่นใจ อิ่มท้องจริงๆ น่ะ
   หลายคนอาจสงสัยว่าผมรู้ได้อย่างไรว่าแม่ค้าขายเต้าฮวยเป็น
ชาวเวียดนาม ดูไม่ยากครับ ดูที่การแต่งกาย และผู้หญิงเวียดนามจะมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่ และมีผิวขาว ที่สำคัญช่วงสงครามคอมมิวนิสต์ "ปากเซ" เป็นเมืองที่มีชาวเวียดนามเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเวียดนามมีชายแดนติดกับสปป.ลาว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากดื่มด่ำเต้าฮวยน้ำขิงสูตรโบราณของแม่ค้าชาวเวียดนามแล้ว ผมยังคงเดินทอดน่องสำรวจตลาดแห่งนี้อยู่ และก็ไปเจอรถเข็นขนมปังที่พ่อค้าชาวลาวนำมาจอดขายแถวๆ หน้าตลาด ถามว่าน่าสนใจตรงไหน ก็เหมือนขนมปังพื้นบ้านทั่วไป เพราะขนมปังที่นี่มีแต่ชิ้นใหญ่ๆ แถมวางขายบนรถเข็น ไม่มีตู้กระจก หรือพลาสติกใสปิดคลุมด้วยซ้ำไป ซึ่งแตกต่างจากบ้านเรามาก แต่ก็ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งที่ผมต้องบันทึกไว้ในคราวที่มาเยือน "เมืองปาเซ" วันนี้ขอกล่าวคำว่าสวัสดีลากันไปก่อน...!!!
     "นายตะลอน"
*********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น