วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

เรียนรู้ทรัพยากรท้องถิ่น อวดโฉมพริกแกงป่าชุมชน

             ครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงสืบทอดการอนุรักษ์ทรัพยากรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการรักษาฐานทรัพยากรของประเทศที่นำไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง 
      โดยกรมป่าไม้ได้ร่วมกับภาคเอกชนจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลฐานทรัพยากรท้องถิ่น ตามโครงการ 60 ป่าชุมชน อนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริฯ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และเป็นการสนองพระราชดำริการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพื้นที่ป่าชุมชน โดยมี "พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต
เมื่อวันเสาร์ (29 ส.ค.) ที่ผ่านมา
วันนั้นผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงานเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลฐานทรัพยากรท้องถิ่น ตามโครงการ 60 ป่าชุมชน อนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริฯ ด้วย ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การแสดงผลิตภัณฑ์เด่นๆ จาก 60 ป่าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากชุมชนทั้ง 60 ชุมชน และนิทรรศการด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอีกด้วยครับ
"ธีรภัทร ประยูรสิทธิ" อธิบดี
กรมป่าไม้ บอกว่า สืบเนื่องจาก

พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยเหลือน้อยลงไป เพราะมีภัยคุกคามพื้นที่ป่าหลายด้าน ประกอบกับเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาป่ามีไม่เพียงพอ กรมป่าไม้จึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ชุมชนอยู่รอบป่าเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาป่าในรูปแบบของป่าชุมชน ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดตั้งป่าชุมชนแล้ว 9,446 แห่ง เนื้อที่กว่า 4 ล้านไร่ โดยในปี 2558 ได้มีการจัดตั้งป่าชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล มีการจัดตั้งและต่ออายุป่าชุมชนจำนวน 874 หมู่บ้าน ภายใต้กรอบที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียง 200 หมู่บ้าน

เท่านั้น และจากการบริหารจัดการป่าชุมชน ทำให้ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ ชุมชนสามารถพึ่งพิงใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ จากป่า ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน โดยเฉลี่ยประมาณ 9,400 ล้านบาทต่อปี ซึ่งการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืนต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และ "เชื่อมเศรษฐกิจชุมชนด้วยป่าชุมชน"
"อธิบดีกรมป่าไม้" บอกอีกว่า การจัดงานดังกล่าว นอกจากจะได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลฐาน
ทรัพยากรท้องถิ่นแล้ว แต่ละชุมชนได้นำผลการดำเนินงานตามโครงการ 60 ป่าชุมชนอนุรักษ์พันธุกรรมพืชตามแนวพระราชดำริฯ เช่น ตัวอย่างดองพันธุ์ไม้อัดแห้ง, กล้าไม้มีค่าหายาก, สมุนไพรที่น่าสนใจ, ผลิตภัณฑ์เด่นของชุมชน ตลอดจนแสดงการสาธิตการประยุกต์ใช้ประโยชน์ผลผลิตจากป่าโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดจำหน่ายด้วย
"พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า วันนี้ประเทศไทยมี
ป่าอยู่ 102 ล้านไร่ และเราอยากให้มีป่า 128 ล้านไร่ ก็เหลืออีก 26 ล้านไร่ ซึ่งประชาชนกว่า 9 พันชุมชน ถ้าทำสำเร็จ เราจะได้ป่าคืนประมาณ 4 ล้านไร่ และเป้าหมายยังมีอีกมากที่ข้าราชการกรมป่าไม้จะต้องดำเนินการกันต่อไป ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกนับ 10 ปี เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทน ที่สำคัญความพร้อมของประชาชนที่จะร่วมมือกับทางภาครัฐในการดูแลชุมชนของตนเอง ต้องขอบคุณประชาชนที่อยู่ในป่าชุมชน และรักษาป่าให้เป็นทรัพย์ของแผ่นดินตกสู่ลูกหลานไทยในอนาคต

เพราะประเทศของเราทรัพยากรของเรานั้น บรรพบุรุษของเราได้เอาเลือดเนื้อชีวิตแลกไว้ รักษาไว้ จนมาถึงพวกเราในวันนี้ หน้าที่ของพวกเราทุกคนต้องช่วยกันรักษาทรัพย์ของแผ่นดินนี้ให้คงอยู่กับลูกหลานของเราในอนาคต ทำอย่างไรให้คนอยู่กับป่าได้ และคงต้องมีป่าเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ได้
ขณะที่ผมเดินดูซุ้มผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากป่าชุมชน ก็ได้แวะซุ้มป่าชุมชนบ้านจันทิ ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ซึ่งซุ้มนี้ก็มีพืชผักต่างๆ จากป่าชุมชนหลากหลายอย่างที่นำมาจัดแสดง
ให้ดู อย่างเช่น "หัวเชนียง" หรือเรียกสั้นๆ ว่า "เนียง" เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง ผลอ่อนกินเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรืออาหารรสเผ็ดและขนมจีนก็ได้ "เมล็ดกระบก" ของ "ต้นกระบก" ที่เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ ทรงเรือนยอดเป็นพุ่มแน่นทึบ สรรพคุณของ "เมล็ดกระบก" มีมากมายจริงๆ เช่น ช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และอีกหลายอย่าง แถมเนื้อใน "เมล็ดกระบก" เมื่อนำมาคั่ว หรือที่เรียกว่า "กระบกคั่ว" จะมีรสหวานมันคล้าย

กับถั่วลิสง ชาวบ้านจึงนิยมนำมาคั่วรับประทานเป็นของว่าง หรือคลุกรวมกับข้าวกินก็อร่อยดี ชาวบ้านเค้าว่าอย่างนี้
แต่ที่ผมสะดุดตาคงจะเป็น "ดอกกระทืออ่อน" ที่ชาวบ้านนำมาให้ดู "กระทือ" เป็นพืชตระกูลเดียวกับขิง ข่า มีดอกสวยงาม เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลำต้นประเภทเดียวกับไพล หรือขิง ลำต้นเป็นหัวอยู่ในดิน มีสีขาวอมเหลือง ใบจะออกซ้อนกันเป็นแผง ลักษณะของใบเรียวยาว ใบมีสีเขียวแก่ ดอกออกเป็นช่อ โผล่พ้นขึ้นมาจากเหง้า ช่อก้านดอกยาว และเป็นปุ่ม ส่วนปลายมีกลีบเลี้ยงสีเขียวปนแดงซ้อนกันอยู่แน่นๆ กลีบดอกมีสีขาวนวล มีลักษณะเป็นหลอด สรรพคุณทางด้านสมุนไพรไทยก็มากมาย อย่างเช่น นำเหง้ามาใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ และอื่นๆ
"เซ่ง วงษ์ทอง" ประธานเครือข่ายป่าชุมชนบ้านจันทิ บอกว่า ชาวชุมชนบ้านจันทินำเหง้ากระทือมาเป็นส่วนผสมของพริกแกง จนกลายเป็น "พริกแกงสมุนไพร" และเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของชาวชุมชน
บ้านจันทิ ที่ใครนำไปปรุงอาหารก็ต้องติดใจตามๆ กัน และใน "พริกแกงสมุนไพร" ก็ยังมีสมุนไพรตัวอื่นๆ ผสมอยู่หลายชนิด ซึ่งดอกอ่อนของ "กระทือ" สามารถนำมาต้มกินกับน้ำพริกต่างๆ ได้ด้วย ส่วนหัวหรือเหง้าก็นำมาหั่นเป็นส่วนผสมของพริกแกง ซึ่งจะทำให้พริกแกงที่นี่แตกต่างจากที่อื่นๆ เพราะ "กระทือ" จะทำให้พริกแกงหอมฉุน ยิ่งถ้าเอาไปทำอาหารป่า หรืออาหารพื้นบ้าน อย่างแกงกับปลาไหล จะอร่อยมากทีเดียว โดยผลิตภัณฑ์ "พริกแกงสมุนไพร" ป่าชุมชนบ้านจันทิ มีจำหน่ายแถวชุมชนบ้านจันทิ และตาม
หมู่บ้านใกล้ๆ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ป่าชุมชนนอกจากจะเป็นแหล่งอาหาร เป็นทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มความสมดุลในระบบนิเวศน์ ที่มีความสำคัญต่อชาวบ้านชุมชนนั้นๆ แล้ว การประยุกต์แนวคิดจากป่าชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน ก่อเกิดแหล่งอาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชนต่างๆ เกิดอาชีพสร้างรายได้ ทำให้ผมนึกถึงคำที่ว่า..."ป่าคือชีวิต ชีวิตคือป่า" คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างแน่นอน...!!!
                              "นายตะลอน"
*********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น