วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2558

ป่าสู่ภูมิปัญญา ครบรอบป่าไม้-อุทยานฯ

          รมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกันจัดพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมป่าไม้ครบรอบ 119 ปี และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ครบรอบ 13 ปี ช่วงปลายสัปดาห์ๆ ที่ผ่านมา (วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2558)
         โดยมี "พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เดินทางมาเป็นประธานพิธีมอบโล่ให้ผู้ช่วยเหลือราชการกรมป่าไม้ มอบโล่ข้าราชการพลเรือนดีเด่นกรมป่าไม้ และใบประกาศเกียรติคุณลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุราชการของกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงสถาปนากรมป่าไม้ขึ้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2439

         "รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" กล่าวให้โอวาทกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่า ให้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงเน้นย้ำให้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ให้ทุกคนให้ความสำคัญในการรักษาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของทั้ง 2 หน่วยงานตระหนักว่าการรักษาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติเป็นภารกิจ
ที่ยิ่งใหญ่ เป็นความภาคภูมิใจที่ได้พิทักษ์ทรัพย์ของแผ่นดิน และเน้นย้ำให้ข้าราชการทุกคนขับเคลื่อนงานด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า การรักษาทรัพยากรป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ลูกหลานได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่ดีสืบต่อไป
"ดร.ธีรภัทร ประยูรสิทธิ" อธิบดีกรมป่าไม้ (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) บอกว่า กรมป่าไม้ได้เดินทางมาถึง 119 ปี ได้มุ่งมั่นปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล
         โดยน้อมนำแนวพระราชดำริและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า ทรงเล็งเห็นว่าประชาชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลป่า เปลี่ยนจากผู้บุกรุกให้กลายมาเป็นผู้ดูแล เพราะป่าเปรียบเสมือนธนาคารอาหารที่สามารถดูแลคนในชุมชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม รวมถึงพื้นที่ที่เคยถูกบุกรุกให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง นับเป็นการบูรณาการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนไปในทิศทางที่ถูกต้อง
        "นิพนธ์ โชติบาล" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บอกว่า ในโอกาสกรมอุทยานแห่งชาติฯ ครบรอบ 13 ปี โดยในปี 2558 กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้จัดโครงการประกวดหมู่บ้านส่งเสริมและพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้ชุมชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม ตั้งแต่การระดมความคิด ลำดับความสำคัญของปัญหา สร้างกิจกรรมขึ้นมาแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่และความต้องการของชุมชนนั้นๆ อาทิ การปลูกเสริมป่า ปลูกพืช

สมุนไพร การทำแนวกันไฟ การสร้างฝายชะลอน้ำ การทำประปาภูเขา เป็นต้น ส่วนโครงการหมู่บ้านพิทักษ์ป่ารักษาสิ่งแวดล้อมดีเด่น มีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับชุมชนที่เข้าร่วมโครงการฯ และส่งเสริมสนับสนุนแนวพระราชดำริ "คนอยู่กับป่า อย่างเกื้อกูลกัน" อีกทั้งสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากลุ่มอาชีพด้านป่าไม้ และเสริมสร้างกลุ่มเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

         ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในวันงานสถาปนาฯ ดังกล่าว สิ่งที่สะดุดตาคงจะเป็นซุ้มผลิตภัณฑ์จากป่าและชุมชนที่เจ้าหน้าที่ และชาวบ้านนำมาจัดแสดงในวันนั้น และหลายซุ้มที่นำผลผลิตจากป่ามาให้ดูบางอย่างก็คุ้นตา บางอย่างก็เพิ่งได้เห็นได้เจอครั้งนี้ครับ ขณะเดินชมผลผลิตจากป่าอยู่นั้น ก็ไปสะดุดตาซุ้มของชุมชนบ้านกูเตอร์โกล ตำบลสามหมื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ซึ่งนำผลิตภัณฑ์จักสานพื้นบ้านต่างๆ

รวมถึงหมวกสานรูปทรงแปลกๆ มาให้ดูน่าสนใจมาก
   "พิพัฒน์ เกตุดี" นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ศูนย์จัดการกลุ่มป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ท้อ และป่าห้วยตากฝั่งขวา จังหวัดตาก เล่าให้ฟังว่า
คนชุมชนบ้านกูเตอร์โกลเป็นชาว "ปกาเกอะญอ" หรือ "ชนเผ่ากะเหรี่ยง" ซึ่งภูมิปัญญาคือการนำวัสดุจากธรรมชาติมาประดิษฐ์เป็นของใช้ต่างๆ อาทิ "โค๊ะโม๊ะ" เป็นหมวกสำหรับผู้หญิง ลักษณะหมวกจะมีรูปทรงแหลม จะมีการนำวัสดุไม้ไผ่และใบตองตึงมาสานเป็นหมวก ส่วน "โค๊ะโม๊ะ" ของผู้ชาย
จะมีรูปทรงลักษณะไม่แหลม "โจะกือ" เป็นหมวกเหมือนกัน แต่ทำยาวลงมาคลุมถึงด้านหลังได้ด้วย "เซะกั๊ว" เป็นตะกร้าไม้ไผ่สานสำหรับใส่ฟืนและของใช้ต่างๆ ใช้สะพายเป็นเป้ด้านหลังได้ด้วย "โพ" ชุมชนไม่มีตู้เสื้อผ้า ก็ทำสำหรับใส่เสื้อผ้าต่างๆ แทนตู้เสื้อผ้า "ซู" ไว้ใส่ของมีค่าและเดินทาง "เนาะเตอะค่ะ" คือจักสานไผ่ที่ทำไว้สำหรับใส่ของเล็กๆ


         "นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ" บอกว่า ป่าสงวนบนที่สูงจะมีชุมชนอาศัยอยู่ ซึ่งการอยู่ร่วมกับป่านั้นเป็นลักษณะการอยู่ร่วมกัน คือคนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของคนในชุมชนก็เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่นำมาจัดแสดงให้ดูนั้น ชาวบ้านทำขึ้นมาใช้เอง บางที่ชาวบ้านก็มีการดัดแปลง อย่าง "กือ" ซึ่งเป็นตะกร้าไม่ไผ่สานขนาดใหญ่ ชาวบ้านก็ดัดแปลงทำให้เล็กลง เพื่อนำมาขายเป็นของที่ระลึกสำหรับคนที่มาเยือนชุมชน ซึ่งในป่าจะมีทั้งของกินและทรัพยากรอื่นๆ อีกมากมาย

             ทั้งแหล่งท่องเที่ยว ถ้ำ น้ำตก แหล่งน้ำต่างๆ ซึ่งชุมชนหากใช้ธรรมชาติเหล่านี้และอยู่ร่วมกับป่าได้ ก็เป็นสิ่งที่ดีในการช่วยกันดูแลรักษาป่าไม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่เองก็เข้าไปให้คำแนะนำกับชุมชนว่าป่ากับชุมชนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนอย่างไร มีการใช้ทรัพยกรอย่างไรให้เหมาะสม และเจ้าหน้าที่เองก็จะคอยเป็นพี่เลี้ยงให้กับชาวบ้านในชุมชนด้วย
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อำเภอแม่ระมาด เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดตาก แต่เดิมเป็นหมู่บ้านที่อยู่อาศัยของ "ปกาเกอะญอ" นานกว่า 100 ปี ซึ่งดั้งเดิมส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ ทำนา อยู่ตามป่าตามเขา ปลูกพืชผักสวนครัวตามฤดูกาล ส่วนสัตว์เลี้ยงก็จะเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารมากกว่าการค้าขาย ใช้ชีวิตแบบพึ่งป่าพึ่งน้ำ อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่...!!!
                      "นายตะลอน"
**********************************************

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

เยือนถิ่นลาวใต้ ช็อปตลาดปากเซ

             ช่วงที่อากาศแปรปรวนเดี๋ยวก็มีแดด...เดี๋ยวก็ฝนตก ก็คงเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้เดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย เพื่อมาเยือนถิ่นลาวใต้ เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือสปป.ลาว
           เป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย ซึ่งพื้นที่ชายแดนส่วนใหญ่มีแม่น้ำโขงแบ่งกั้นเขตแดนแค่นั้นเอง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์จากฝั่งของทั้งสองประเทศได้เลย บางครั้งน้ำโขงแห้งขอด บางพื้นที่ชาวบ้านทั้งไทยและลาวก็ยังเดินข้ามโขงไปมาหาสู่กันได้เลยด้วยซ้ำไป
    สำหรับแขวงจำปาสัก ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสปป.ลาว ถือได้ว่าเป็นแขวงสำคัญทางภาคใต้มาตั้งแต่ยุคโบราณของลาวก็ว่าได้ เพราะเป็นที่ตั้งของอาณาจักรจำปาสัก ตามประวัติศาสตร์โบราณบอกว่า
เคยอยู่ในเขตอาณาจักรขอมโบราณ และมีปราสาทหินวัดพูตั้งอยู่ที่แขวงแห่งนี้ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 2 ของสปป.ลาว พอหลังจากฝรั่งเศสเข้ายึดครองลาวแล้ว ก็ย้ายเมืองจำปาสักไปที่ปากเซ ซึ่งอยู่เหนือจากจำปาสักไป 30 กิโลเมตร และอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ซึ่งแขวงจำปาสักมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย นอกจากปราสาทหินวัดพูแล้ว ยังมีน้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกผาส้วม น้ำตกหลี่ผี และอีกหลากหลายสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติครับ

           ส่วนประวัติของแขวงจำปาสักที่ปรากฏชื่อในพงศาวดารเขมร หรือประเทศกัมพูชา ก็ถือว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะถูกระบุว่า "สะมะพูปุระ" เมื่ออาณาจักรฟูนันเสื่อมอำนาจ คนลาวได้ย้ายถิ่นเข้ามาสร้างบ้านเรือนกลายเป็นเมืองใหม่ นามว่า "จำปานะคะบุลีสี" หรือ "จำปานคร" ถึงรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มได้ทรงรวบรวมเมืองต่างๆ ของลาวเข้ามาเป็นอาณาจักรเดียวกันชื่อว่า "ล้านช้าง" เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองในทุกด้าน มีเมืองหลวงอยู่ที่ "หลวงพระบาง"

แต่เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มสิ้นพระชนม์ อาณาจักรล้านช้างเริ่มตกต่ำลง เพราะสงครามแย่งชิงอำนาจและการก่อกบฏต่างๆ นานนับร้อยปี จนถึง พ.ศ.2063 พระเจ้าโพธิสารราชเจ้าขึ้นครองราชย์และรวบรวมแผ่นดินขึ้นใหม่ และได้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างมาอยู่ที่เวียงจันทน์ อาณาจักรล้านช้างเจริญมาได้ 200 ปีเศษก็เริ่มอ่อนแอ แตกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อาณาจักรหลวงพระบาง อาณาจักรเวียงจันทน์ และอาณาจักรจำปาสัก



ซึ่งตรงกับสมัยกรุงธนบุรีที่ไทยยกทัพมาที่ลาวทั้ง 3 อาณาจักร ตกเป็นของไทยนาน 114 ปี จนถึง พ.ศ.2436 ไทยต้องยกลาวให้กับฝรั่งเศส แต่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสเริ่มอ่อนแอ ญี่ปุ่นได้เข้ามาปกครองแทน แต่ภายหลังสิ้นสงครามญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสได้กลับมาปกครองลาวอีกครั้งหนึ่ง จนถึง พ.ศ.2497 ฝรั่งเศสแพ้สงครามโลกที่เดียนเบียนฟู ลาวได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ แต่กลับถูกสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางการเมือง และการทหาร
กลุ่มลาวรักชาติจึงได้ร่วมกันต่อสู้จนสหรัฐอเมริกาล่าถอย ลาวได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์
ขณะที่การเดินทางจากไทยไปยังเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก สปป.ลาว สามารถเริ่มต้นที่ด่านพรมแดนช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ของไทย ผ่านด่านวังเต่า ชายแดนสปป.ลาว บริเวณนี้ถือเป็นตลาดนัดขนาดย่อมๆ เพราะชาวลาวจะนำสินค้ามาวางขาย โดยนักท่องเที่ยวสามารถแวะชมแวะซื้อได้ตามใจชอบ เพราะถือเป็นประตูสู่เมืองปากเซ จากนั้นก็ขับรถมาตามทางหลวงหมายเลข 10 อีกประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นถนนลาดยาง ระยะทางประมาณ 42 กิโลเมตร จะถึงสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น มีความยาว 1,380 เมตร ข้ามแม่น้ำโขงมาเมืองปากเซ เมืองหลวงของแขวงจำปาสัก และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของสปป.ลาว
"ปากเซ" แม้ไม่ใช่เมืองที่มีอารยธรรมเก่าแก่เหมือน "จำปาสัก" แต่ก็น่าอยู่ เพราะ"ปากเซ" เป็นเมืองที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติ ชาวบ้านมีวิถี
ชีวิตเรียบง่าย มีความหลากหลายของเชื้อชาติ ทั้งลาว จีน และเวียดนาม ที่เข้ามาตั้งรกรากค้าขายกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ มากมาย และที่ "ปากเซ" แห่งนี้ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" และถ้ามาถึงที่นี่หากไม่แวะเวียนมาเที่ยวเดินช็อปปิ้งซื้อของที่ "ตลาดดาวเรือง" ก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง "ปากเซ" น่ะ เพราะตลาดแห่งนี้ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของลาวใต้ หรือจะเรียกว่าเป็นศูนย์การค้าของลาวใต้ก็ว่าได้ครับ 
            ผมเดินทอดน่องเข้ามาในตลาด ซึ่งเป็นอาคารขนาดใหญ่ ภายในอาคารก็ไม่แตกต่างจากตลาดใหญ่ๆ ของไทย ที่มีสินค้ามากมาย ทั้งของใช้ต่างๆ เสื้อผ้า เครื่องประดับ บรรยายไม่ไหวจริงๆ เยอะแยะมากมายทีเดียว ผมเดินอยู่ในอาคารไม่นานเท่าไหร่ ก็ปลีกตัวมาเดินดูข้าวของ เผื่อเจออะไรแปลกๆ ภายนอกอาคาร ซึ่งส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร มีพืชผักต่างๆ วางขายมากมาย ทั้งปลาเค็ม ปลาแห้ง ก็มีเหมือนตลาดสดบ้านเราน่ะ

        นอกจาก "ตลาดดาวเรือง" จะเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าจากท้องถิ่นแล้ว ตลาดแห่งนี้ยังเป็นตลาดนำเข้าสินค้าจากไทยและจีน สำหรับสินค้าที่มาจากไทยก็จะเป็นพวกสินค้าอุปโภค บริโภค อาทิ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ สบู่ ยาสีฟัน อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กะปิ น้ำปลา และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนสินค้าที่นำเข้ามาจากจีนก็จะมีพวกเครื่องเหล็กต่างๆ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเสื้อผ้า รวมถึงสินค้าอื่นๆ อีกมากมาย
    "ตลาดดาวเรือง" จึงเปรียบเสมือนแหล่งสินค้าขายส่ง
เพื่อกระจายสินค้าจากไทยและจีนไปตามเมืองต่างๆ ของสปป.ลาว แต่ที่น่าชื่นชมดูเหมือนว่าสินค้าต่างๆ ของไทยจำนวนมากขายดี เนื่องจากคุณภาพดี จึงได้รับความนิยมจากคนลาวอย่างมาก ผมเดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่ๆ ก็มาเจอแม่ค้าชาวเวียดนามหาบเต้าฮวยมาขายเลยอุดหนุนหนึ่งชาม นอกจากรสชาติเต้าฮวยจะดั้งเดิมแล้ว อุปกรณ์ที่ทำมาหากินยังโบราณดั้งเดิมอีก ทำให้ผมเกิดอรรถรสในการกิน แถมซดน้ำขิงอุ่นๆ ชื่นใจ อิ่มท้องจริงๆ น่ะ
   หลายคนอาจสงสัยว่าผมรู้ได้อย่างไรว่าแม่ค้าขายเต้าฮวยเป็น
ชาวเวียดนาม ดูไม่ยากครับ ดูที่การแต่งกาย และผู้หญิงเวียดนามจะมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปไข่ และมีผิวขาว ที่สำคัญช่วงสงครามคอมมิวนิสต์ "ปากเซ" เป็นเมืองที่มีชาวเวียดนามเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเวียดนามมีชายแดนติดกับสปป.ลาว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากดื่มด่ำเต้าฮวยน้ำขิงสูตรโบราณของแม่ค้าชาวเวียดนามแล้ว ผมยังคงเดินทอดน่องสำรวจตลาดแห่งนี้อยู่ และก็ไปเจอรถเข็นขนมปังที่พ่อค้าชาวลาวนำมาจอดขายแถวๆ หน้าตลาด ถามว่าน่าสนใจตรงไหน ก็เหมือนขนมปังพื้นบ้านทั่วไป เพราะขนมปังที่นี่มีแต่ชิ้นใหญ่ๆ แถมวางขายบนรถเข็น ไม่มีตู้กระจก หรือพลาสติกใสปิดคลุมด้วยซ้ำไป ซึ่งแตกต่างจากบ้านเรามาก แต่ก็ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งที่ผมต้องบันทึกไว้ในคราวที่มาเยือน "เมืองปาเซ" วันนี้ขอกล่าวคำว่าสวัสดีลากันไปก่อน...!!!
     "นายตะลอน"
*********************************************

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

ฟื้นป่าชายเลนบ้านสวน สร้างพื้นที่สีเขียวชลบุรี

           วันที่ท้องฟ้าแจ่มใสยามเช้าวันนั้น (วันที่ 9 กันยายน 2558) อากาศปลอดโปร่งไม่ขุ่นมัว อากาศแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกสดชื่น อารมณ์แจ่มใสอย่างบอกไม่ถูก และเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีภารกิจต้องไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)
              เพื่อร่วมกิจกรรมโครงการปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2558 เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนหลังจากการถูกบุกรุกครอบครองพื้นที่ ณ บริเวณตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
    สำหรับ "ป่าชายเลน" ถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งขยายพันธุ์สัตว์ทะเล และเป็นกำแพงธรรมชาติที่ช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยป้องกันคลื่นและลมจากทะเล รวมถึงมนุษย์ยังได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าชายเลนด้านป่าไม้และประมงอีกด้วย จึงนับได้ว่ามีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศมากทีเดียว ขณะที่ผมกำลังเคลิ้มๆ บนรถตู้โดยสารไม่ประจำทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่บริเวณงานที่จัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนจังหวัดชลบุรี พร้อมๆ กับนั่งนึกถึงเรื่องราวของป่าชายเลนอย่างเพลิดเพลินชั่วอึดใจเดียวก็มาถึงบริเวณจัดงาน ภาพที่เห็นคือประชาชน
ทุกหมู่เหล่า รวมทั้งนักเรียน และข้าราชการจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมงานปลูกป่าชายเลนครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง โดยมี "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานในพิธี มี "เชาวลิตร แสงอุทัย" รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวต้อนรับ "ชลธิศ สุรัสวดี" อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รายงานถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมดังกล่าว


         "พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) บอกว่า ทรัพยากรป่าชายเลน เป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่ง ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของประเทศ ในอดีตทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ถูกทำลายเป็นจำนวนมาก เช่น การบุกรุกครอบครองพื้นที่ป่าชายเลน การจับสัตว์น้ำอย่างไร้ขีดจำกัด ประกอบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง เช่น น้ำเน่าเสีย มลพิษ จากโรงงาน
อุตสาหกรรม เป็นต้น ซึ่งปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง ส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติทั้งทางตรงและทางอ้อม
   นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง ในหลายครั้งหลายโอกาสทรงมีพระราชดำรัสให้ช่วยกันคุ้มครองดูแล รักษา
และฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชายเลน เพื่อพลิกฟื้นความสมบูรณ์ของทะเลไทย และสร้างความมั่งคงในการเป็นแหล่งสัตว์น้ำและแหล่งอาหารทะเลของชาวไทยอย่างยั่งยืน รัฐบาลได้มีนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการเสริมสร้างให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์และทดแทนอย่างเหมาะสม เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้กับธรรมชาติ มีฐานทรัพยากรเพื่อการผลิตและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายชุมชน
เพื่ออนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมชุมชนชายฝั่งในการทำหน้าที่ปกป้อง รักษา ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  "รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" บอกด้วยว่า การจัดกิจกรรมและการปฏิบัติงานต่างๆ แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือจากทุกฝ่าย ในอันที่จะสนองพระราชดำรัสและสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ


และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่มีต่อพระองค์ท่าน อีกทั้งการปลูกป่าชายเลนในวันนี้เป็นเหมือนการสร้างพื้นที่สีเขียวให้จังหวัดชลบุรี เป็นที่ฟอกอากาศและสถานที่นันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจแก่ชาวจังหวัดชลบุรี นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำ เพื่อเป็นพื้นที่ผลิตอาหารออกสู่ท้องทะเลไทยตามแนวพระราชดำรัส ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างเครื่องจักรสีเขียวในการตักกรองสารมลพิษต่างๆ ขยะ และคราบน้ำมัน
ทำให้น้ำทะเลสะอาดขึ้น ยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของประชาชนด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรมากขึ้น
        "ชลธิศ สุรัสวดี" อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บอกว่า ตามนโยบายทวงคืนพื้นที่ป่าของรัฐบาล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ดำเนินการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าชายเลนโดยคดีถึงที่สุดแล้ว จำนวน 155 คดี คิดเป็นพื้นที่จำนวน 2,168 ไร่ และอยู่ระหว่างพิจารณาชั้นศาล อัยการ พนักงานสอบสวนจำนวน 287 คดี คิดเป็นพื้นที่
จำนวน 3,909 ไร่ ทั้งนี้ในจังหวัดชลบุรีมีพื้นที่ป่าชายเลนกว่า 4,550 ไร่ และพื้นที่ป่าชายเลนบางส่วนได้ถูกบุกรุกจากนายทุน ดังนั้น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดกิจกรรมปลูกป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2558 ขึ้นในพื้นที่ป่าชายเลนตำบลบ้านสวน อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการรวมพลังแสดงความจงรัก
ภักดีและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ป่าชายเลน
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การเดินทางมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว นอกจากผมจะได้ร่วมปลูกป่าชายเลนแล้ว ยังมีโอกาสเดินชมนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และยังมีผลิตภัณฑ์จากป่าชายเลนและอาหารจากป่าชายเลนที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายและจัดแสดงให้ดูด้วย ไม่น่าเชื่อว่าประโยชน์จากป่าชายเลนนั้นมีมากมายเหลือเกิน ซึ่ง "อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง" บอกด้วยว่า กิจกรรมครั้งนี้นอกจากมีจะผู้ร่วมงานกว่า 1,500 คนแล้ว ยังมีการปลูกพันธุ์ไม้ป่าชายเลนกว่า 8,400 ต้น และมีการปล่อยพันธุ์สัตว์ในป่าชายเลนจำนวน 12,000 ตัว เป็นการแสดงให้ถึงพลังแห่งความจงรักภักดีและพลังแห่งการร่วมกันปกปักรักษาป่าชายเลนให้คงความอุดมสมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป...!!!
                                "นายตะลอน"
***************************************************