วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สัมผัสวิถีคลองโคน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

           สงแดดทอแสงอ่อนๆ ช่วงสายๆ สาดส่องทั่วบริเวณท่าเรือวัดคลองโคน ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งท่าเรือแห่งนี้ถือเป็นจุดศูนย์รวมของเรือยนต์รับจ้างที่จะพานักท่องเที่ยวออกไปยังจุด "ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์" ของชุมชนคลองโคน และมีกิจกรรมมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวชุมชนคลองโคน 
         โดยเฉพาะป่าชายเลนคลองโคน ถือได้ว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และวิถีชีวิตชุมชนที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงครามแห่งหนึ่ง ซึ่งผมเคยบอกเล่ามาแล้วครั้งหนึ่ง 
ช่วงที่มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกิจกรรมปลูกป่ากับสำนักงานศาลปกครอง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
  สำหรับการมาเยือน "ชุมชนคลองโคน" ในครั้งนั้น ดูเหมือนผมจะบอกเล่าเกี่ยวกับป่าชายเลน
คลองโคน และเรื่องราวต่างๆ ของป่าชายเลนและลิงแสมที่อาศัยอยู่มากมายในป่าชายเลนแถบนี้ ขณะเดียวกันวิถีชุมชนคลองโคนหรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของชุมชนแห่งนี้ ดูเหมือนผมยังไม่ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาบอก
เล่าเลย เพื่อไม่ให้รอนานและเสียเวลามากไปกว่านี้ ก็ถือโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้เสียเลยครับ
ในวันนั้นที่ท่าเรือวัดคลองโคนมีคณะนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมารอลงเรือยนต์เพื่อท่อง
เที่ยวกัน ผมและคณะก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีหมายกำหนดการมาลงเรือยนต์ด้วยเช่นกัน ท่าเรือวันนั้นจึงเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพที่ต้องการมาสัมผัสกลิ่นไอของวิถีชุมชนคลองโคนและท่องเที่ยว
เชิงนิเวศน์ เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของนักท่องเที่ยว ผสมผสานกับไกด์นําเที่ยวท้องถิ่นที่เป็นชาวบ้านภายในชุมชนที่พยายามอธิบายขั้นตอนวิธีการเตรียมความพร้อมในการปลูกป่าชายเลน ตั้งแต่การสวมถุงเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง
วิธีการปฏิบัติตัวเองสำหรับการท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ เสียงเหล่านี้แว่วเข้าโสตประสาทหูของผมเป็นระยะๆ พร้อมๆ กับสายลมเย็นๆ พัดผ่านแสงแดดอ่อนๆ มากระทบกับใบหน้าของผม จึงทำให้รู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง
           เมื่อเรือยนต์พร้อมเสียงตะโกนบอกต่อๆ กันมา "ลงเรือได้แล้วครับ ลงเรือได้แล้วค่ะ" ทันทีที่เรือยนต์ติดเครื่อง ดูเหมือนว่าเสียงเครื่องยนต์ของเรือจะกลบเสียงของผู้คนที่อยู่บนเรือได้อย่างดีทีเดียว เพราะหากจะคุยกันบนเรือ ถ้อยคำหรือคำพูดแต่ละครั้งต้องเปล่งเสียงกันชนิดที่เรียกว่า "แหกปากคุยกัน" ตามประสาชาวบ้านครับ คนที่นั่งหัวเรือหากจะคุยกับคนที่อยู่ท้ายเรือก็ต้องใช้วิธีตะโกนกัน ไม่เช่นนั้นสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งถ้ามีสายโทรศัพท์เข้ามา ขอแนะนำถ้าไม่มีกิจจำเป็นก็อย่าโทร หรือรับโทรศัพท์ขณะโดยสารเรือ เพราะนอกจากสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแล้ว อาจทำให้คุณๆ ต้องหงุดหงิดเสียอารมณ์ด้วย...ขำๆ น่ะ 
        ตลอดสองฝั่งริมน้ำคลองโคน สิ่งที่ได้เห็นคือบ้านเรือนของชาวบ้านที่ปลูกเรียงรายตลอดลำคลอง และรีสอร์ทที่พักสำหรับบริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างคืนกัน ระหว่างนั้นผมก็จินตนาการว่า หากเราพาแฟนมาพักค้างแรมที่นี่ นั่งชมดาวและหิ่งห้อยยามราตรี คงจะโรแมนติกพอสมควร ที่สำคัญหากได้จิบอะไรเย็นๆ ด้วยแล้ว คงสร้างจินตนาการสำหรับการทำงานในวันต่อไป หรือเขียนอะไรเพลินๆ ได้หลากหลายเรื่องราวทีเดียว และบ้านเรือนของชาวบ้านริมน้ำคลองโคนยังสะท้อนถึงกลิ่นไอของวิถีชีวิตชาวบ้านที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำทั่วไป สังเกตได้จากเครื่องมือจับสัตว์น้ำ และเรือทำประมงที่จอดเทียบท่าน้ำของชาวบ้านแต่ละหลังคาเรือน 
            ในสมัยก่อน "ชุมชนคลองโคลน" เป็นพื้นที่ป่าชายเลนอันแสนอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีบริเวณป่าชายเลนกินพื้นที่ถึงกว่า 7 หมื่นไร่ มีทั้งป่าโกงกาง พืชผัก สมุนไพรต่างๆ และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำนานาชนิด ทำให้เกิดความร่มรื่นและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน ความอุดมสมบูรณ์พื้นที่ป่าชายเลนและสัตว์น้ำตามชายฝั่งทะเลหลากหลายชนิด ทำให้ชาวชุมชนมีอาชีพเลี้ยงตัวเองแบบพอเพียง ไม่ต้องหันไปประกอบอาชีพที่อื่นๆ แถมชาวบ้านบางส่วนก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวเรือ กลุ่มอาหาร กลุ่มกระเตง กลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็งแห่งหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงคราม จนเกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองโคนขึ้นในชุมชนแห่งนี้ครับ
        เรือยนต์วิ่งฝ่าสายน้ำคลองโคนมาได้ระยะหนึ่ง ส่วนจะนานเท่าไหร่กี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง ผมไม่ได้นับเวลา เพราะตอนนั้นปลดปล่อยอารมณ์และมองเพียงแค่สองฝั่งคลอง พยายามเอาสิ่งรกสมองต่างๆ ที่ติดมาจากกรุงเทพฯ ลงลำคลองแห่งนี้ทั้งหมด ซึ่งผมสัมผัสได้จากไอเค็มของน้ำทะเลที่ผ่านลมและแสงแดดมาปะทะกับร่างกายเรา จึงทำให้รู้ว่าเรือยนต์กำลังพาเราออกจากคลองโคน มุ่งหน้าสู่ทะเลอ่าวไทย เขตจังหวัดสมุทรสงคราม และในเวลาต่อมาเรือยนต์ก็ลอยลำอยู่กลางทะเลอ่าวไทย แล่นผ่านกระแสน้ำอันกว้างใหญ่ แม้จะไม่มีคลื่นลมแรง แต่สายน้ำที่ปะทะกับเรือยนต์ที่กำลังแล่นอยู่ ทำให้เกิดน้ำกระเซ็นเข้ามาในเรือ ทำให้คนในเรือสัมผัสธรรมชาติของน้ำเค็มในทะเลอ่าวไทยได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะบางครั้งน้ำกระเซ็นเข้าปากเรารสชาติเค็มๆ คือ น้ำเค็มของแท้แน่นอน...ขำๆ ครับ
        ขณะที่เรือยนต์แล่นฝ่าสายน้ำทะเลอ่าวไทย เราได้เห็นชาวประมงกำลังหาปลา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแถบนี้ เป็นเรื่องยากที่เราจะได้สัมผัสภาพสิ่งเหล่านี้ด้วยตาตัวเอง สำหรับผมแล้วทำให้เกิดจินตนาการมากมาย พร้อมๆ กับคำถามที่ตามมาที่อดใจไม่ไหวต้องถามคนขับเรือว่าสัตว์น้ำที่จับกันชนิดไหนได้ราคาดี คำตอบที่ได้คือ ปูทะเล แต่ต้องออกทะเลไปจับกันไกลๆ ผมไม่แปลกใจเลยว่าปูทะเลเดี๋ยวนี้จึงมีราคาแพงจริงๆ ตามท้องตลาด ช่วงที่นั่งเรือเพลินๆ เห็นนกกระยางเกาะบนยอดเสาปูนที่ปักกลางทะเล ท่าทางคงมีความสุข เพราะมันเองก็คงออกหาปลา หาอาหารเหมือนกับคนเช่นกัน เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหกเกือบจะเที่ยงวันแล้ว ตามโปรแกรมจุดหมายของเรา คือ ต้องไปแวะพักผ่อนกันที่ "โฮมสเตย์กลางทะเล" หรือ "โฮมกระเตง" และในที่สุดเราก็เห็นโฮมสเตย์ที่ว่าอยู่ลิบๆ ไม่ไกลมาก สร้างด้วยไม้ไผ่ยกชั้นสูงน่าพักผ่อนมาก 
       เมื่อถึง "โฮมกระเตง" เราอยู่ข้างบนมองเห็นทะเลอ่าวไทยได้รอบทิศทางจริงๆ แต่ระหว่างอยู่บน "โฮมกระเตง" เราต้องค่อยๆ เดิน เพราะเป็นพื้นไม้ไผ่ เดินแรงกระโดดโลดเต้นอาจทำให้ตกกระเตงได้ง่ายๆ แนวคิดการสร้าง "โฮมกระเตง" กลางทะเลขึ้น จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ ก็เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบที่ต้องการจะสัมผัสกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบวิถีชีวิตป่าชายเลน จึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางสู่บ้านคลองโคน เพื่อท่องทะเลชมธรรมชาติและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านคลองโคนกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่มีวันลืมบรรยากาศแห่งความสุข ที่สำคัญบรรยากาศที่มีลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา ทำให้อาหารว่างมื้อเที่ยงเป็นมื้อที่พิเศษสุดๆ ทีเดียว หรืออาจเป็นเพราะเราหิวก็ไม่รู้สิน่ะ
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ระหว่างที่นั่งเรือยนต์ออกจาก "โฮมกระเตง" ขากลับเราได้เห็น "กระเตงเฝ้าหอย" ของชาวประมงที่ปลูกไว้เป็นระยะๆ แน่นอนว่าที่นี่มีการทำฟาร์มหอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยแครง เรานั่งเรือชมฟาร์มหอยกันเพลินทีเดียว สำหรับที่ชุมชนคลองโคนสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่การปลูกป่าชายเลน แวะให้อาหารลิงแสม ท่องทะเลชมธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน การเก็บหอยแครง ล้อมกล่ำปลาดุกทะเล การเล่นสกีกระดานเลน หรือการพักผ่อนหย่อนใจบนกระเตงเฝ้าหอยกลางน้ำ สามารถเลือกเดินทางแบบครึ่งวัน แบบไปเช้าเย็นกลับ หรือแบบค้างคืนกับโฮมสเตย์ในชุมชนก็ได้...วันนี้เวลาหมดแล้ว มาชุมชนคลองโคนแห่งนี้สบายใจจนไม่อยากกลับกรุงเทพฯ เลยจริงๆ...!!!
"นายตะลอน"
**************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น