วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ลีเล็ดเข้มแข็งลือเลื่องป่ารุกทะเล

              ายลมพัดพาหอบเอากลิ่นไอของ "น้ำกร่อย" ใน "คลองลัด" ที่เป็นระบบนิเวศน้ำเค็มและน้ำจืดรวมกัน แตะจมูกผมจนสามารถสัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติของ "ลีเล็ด" ได้อย่างดี และเป็นวันที่แดดร่มลมตกช่วงเกือบจะเย็นๆ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนลีเล็ด หมู่ที่ 4 ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
               และเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศึกษาดูงานเรื่องความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้านด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการปกครองมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านและบริหารกิจกรรมในหมู่บ้านร่วมกับองค์กรอื่นๆ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และนายอำเภอ
       "ไพศาล ตรีธัญญา" นายอำเภอพุนพิน เล่าว่า ศูนย์เรียนรู้และศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนลีเล็ดเกิดจากการที่คณะกรรมการหมู่บ้านและชาวบ้านหมู่ที่ 4 ร่วมแรงร่วมใจกันนำเงินของหมู่บ้านมาสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน หรือป่ารุกทะเลที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ของคนทั้งภายในและนอกชุมชน รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หลังจากการก่อสร้างศูนย์แล้วเสร็จ ทางอำเภอและจังหวัดได้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในการก่อสร้างทางเดินศึกษาธรรมชาติในป่าชายเลนเขตอนุรักษ์พิเศษ
และเป็นสถานที่เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ
   "นายอำเภอพุนพิน" บอกว่า จากการดำเนินงานและความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน และชาวบ้านตำบลลีเล็ด นำโดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นนโยบายของกรมการปกครองที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ให้ทำการประมงอวนลุน อวนลาก บริเวณเขตอนุรักษ์ของชุมชน แต่สามารถทำได้ในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ห่างจากต้นไม้ต้นสุดท้ายของป่าชายเลนประมาณ 3 กิโลเมตร
และใช้เวลากว่า 10 ปี จึงเกิดป่ารุกทะเลเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งในระยะแรกๆ มีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 3 พันไร่ ปัจจุบันความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ จึงทำให้เกิดป่ารุกทะเลมีพื้นที่ประมาณกว่า 8 พันไร่ จนทำให้ "ลีเล็ด" ได้รับรางวัลจากหลายสาขา ทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมถึงมีชาวต่างชาติมาศึกษาดูงานกันมากมาย และผลจากการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ก็เกิดกุ้ง หอย ปู ปลาเพิ่มมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้อย่างยั่งยืน


         จากท่าเรือเล็กๆ ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฯ ลีเล็ด เรานั่งเรือยนต์ที่โดยสารได้ประมาณ 5-6 คน เพื่อออกเดินทางไปยังป่าชายเลนลีเล็ด หรือป่ารุกทะเล บริเวณอ่าวบ้านดอน ระหว่างทางที่เรือยนต์แล่นอยู่ใน "คลองลัด" เราได้เห็นบ้านเรือนริมน้ำ และวิถีชาวบ้านริมคลอง และการที่สายน้ำแห่งนี้เป็นระบบนิเวศ "น้ำกร่อย" จึงทำให้พื้นที่ของ "ลีเล็ด" มีความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยโบราณมีเรื่องเล่าว่าคลองย่านนี้ชาวบ้านไม่กล้าหาปลา เพราะมีจระเข้ชุกชุมมาก
ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ริมคลองต้องใช้ไม้กั้นเป็นคอกเพื่อลงไปอาบน้ำ เพราะกลัวจระเข้มากัด ต่อมามีแขกมารับซื้อจระเข้ ชาวบ้านจึงจับจระเข้ขายจนหมด เมื่อในคลองไม่มีจระเข้ ชาวบ้านก็เริ่มหันมาทำอาชีพประมงพื้นบ้านกัน เรือยนต์แล่นมาได้ระยะเวลาหนึ่งก็พาพวกเรามาถึงบริเวณป่าชายเลนลีเล็ด หรือป่ารุกทะเล
"ประเสริฐ ชัญจุกรณ์" กำนันตำบลลีเล็ด เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา หลังจากผู้นำชุมชนร่วมกันกับชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนในพื้นที่ "ลีเล็ด"
เพื่อเป็นแหล่งพื้นที่ขยายพันธุ์สัตว์น้ำทุกชนิด มีการรณรงค์ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า การทิ้งเลนขี้กุ้งและสารเคมีลงไปในลำคลอง ควบคุมการใช้เครื่องทำการประมงที่ผิดกฎหมาย อาทิ การช็อตปลา เบื่อปลา เรืออวนลาก อวนรุน ไม่ให้เข้าทำการประมงในเขตอนุรักษ์ ทำให้ป่าชายเลนขยายพื้นที่มากขึ้น กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำทุกชนิดและเป็นแห่งเดียวของประเทศไทยที่ "ป่ารุกทะเล" และถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวตำบลลีเล็ด เป็นผลพวงจากที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาค
เอกชนได้ร่วมมือกันอนุรักษ์จนเกิดผลสำเร็จระดับหนึ่ง วันนี้จากคนที่เคยเป็นผู้ทำลาย แต่ได้หันกลับมาเป็นผู้อนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติกันมากขึ้น
ความพิเศษอย่างหนึ่งของ "ป่ารุกทะเล" ที่ผมได้เห็นขณะ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  คือผืนน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ ล้อมรอบด้วยป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้หลากหลายชนิด อาทิ ลำพู โกงกาง แสม ลำพูหิน ตะบูน และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร ก็มีเหงือกปลาหมอ ย่านขี้เดือน
ปรงทะเล จาก ลำแพน หน่อเซียน ปอทะเล และพืชเล็กๆ เช่น ตะไคร่น้ำ ส่วนสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนที่ผมเห็นโลดแล่นอยู่บนยอดไม้ ก็มีลิงแสม นกกระยาง นกกะปูด รวมถึงงู ส่วนภายในดินโคลน จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ก็มีสัตว์น้ำอาศัยอยู่มากมาย อาทิ ปลาตีน ปูทะเล ปูเปรี้ยว หอยจุ๊บแจง และหอยกัน และอื่นๆ ที่ผมสาธยายไม่ไหวครับ
    "กำนันประเสริฐ" บอกว่า ความสมบูรณ์ของป่าชายเลนลีเล็ดที่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิด แมกไม้ชายฝั่ง
ที่ชาวบ้านช่วยกันปลูกเพิ่มทั้งโกงกาง แสม ลำพู ไม่เพียงป้องกันแรงลมเท่านั้น แต่ยังเป็นที่พักพิงของ "หิ่งห้อย" มากมาย ซึ่งหากนักท่องเที่ยวมาเยือนก็สามารถเดินชม "หิ่งห้อย" ที่มีเป็นจำนวนมากในยามค่ำคืนที่ส่องแสงระยิบระยับตามต้นลำพู ต้นโกงกางที่สวยงามมาก และเนื่องจากลำคลองนับร้อยสายที่ไหลมาบรรจบพบกันจนเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติของระบบนิเวศน์ได้อย่างสมบูรณ์ บวกกับความหลากหลายทางชีวภาพ จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำนานาชนิด
จำนวนมาก เพราะป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าไปเที่ยวกันไม่ขาดสายอีกด้วย
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เรามีโอกาสนั่งเรือยนต์ออกมาบริเวณอ่าวบ้านดอน หรือบางคนก็เรียกรวมๆ กันว่า ทะเลอ่าวพุนพิน แถบนี้ถือว่ามีฟาร์มหอยแครงหลายแห่ง แต่เป็นลักษณะที่มีการเลี้ยงหอยแครงไว้ขายลูก หรือเป็นแหล่งกำเนิดหอยแครง ในแต่ละปีเกษตรกรบางคนมีรายได้จากการ
เลี้ยงลูกหอยปีหนึ่งๆ กว่า 10 ล้านบาททีเดียว ที่สำคัญการเลี้ยงลูกหอยแครงขายยังช่วยลดการนำเข้าพันธุ์หอยแครงจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย และเป็นตัวอย่างหนึ่งของความอุดมสมบูรณ์สัตว์น้ำในแถบนี้ที่น่ายกย่อง เพราะเป็นผลพวงจากความร่วมไม้ร่วมมือกันของชาวบ้าน โดยมีผู้นำชุมชน และคณะกรรมการหมู่บ้านที่เข้มแข็ง ช่วยกันดูแล ทำให้ป่าชายเลนลีเล็ดเกิดความอุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็น "ป่ารุกทะเล" แห่งเดียวของประเทศไทย...!!!
                                                          "นายตะลอน"
*****************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น