วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทอดผ้าป่าก้อนหิน สร้างฝายชะลอน้ำ

           อ้า..."พวกเราช่วยๆ กันคนละไม้คนละมือขนหินกัน" เสียงของชาวบ้านทั้งคนสูงอายุ หนุ่มสาว ตลอดจนเด็กๆ และเยาวชน หมู่ที่ 4 บ้านน้ำราด ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่างบอกกันและกันให้ช่วยกันลำเลียงหินก้อนใหญ่น้ำหนักพอประมาณ
ที่สามารถอุ้มขึ้นรถกระบะ รถจักรยานยนต์ ตลอดจนรถเข็นเท่าที่จะพอหาได้เพื่อนำไป "ทอดผ้าป่าก้อนหิน" และนำหินจากการทอดผ้าป่าไปสร้างฝายชะลอน้ำบริเวณ "คลองมะเลาะ" ภายในพื้นที่บ้านน้ำราด
ในวันที่มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภาพที่เห็นวันนั้นผมจำได้ดี ระยะทางจากถนนบ้านทำเนียบ จนกระทั่งลำเลียงหินเข้าซอยเป็นทางเดินข้างป่า ถนนเป็นดินเฉอะแฉะ เป็นหลุมเป็นบ่อ บางช่วงเป็นเนินดินลื่นมาก เพราะก่อนหน้านี้มีฝนตก
รถกระบะสามารถวิ่งเข้ามาได้ประมาณ 200 เมตร จากนั้นชาวบ้านต้องช่วยกันลำเลียงหินส่งต่อกันเป็นทอดๆ ระยะทางอีกประมาณกว่า 50 เมตร จนกระทั่งถึงจุดที่ต้องนำหินลงไปสร้างฝายชะลอน้ำ ซึ่งเป็นทางชันและสูงลาดเอียงลงไปที่ "คลองมะเลาะ" ถือว่าหนักเอาการอยู่เหมือนกัน แต่ในที่สุดฝายชะลอน้ำแห่งนี้ก็สร้างเสร็จ เพราะความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน และนี่คือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นที่ตำบลบ้านทำเนียบ และผมเองก็ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตเหมือนกันที่ได้ร่วมกิจกรรม "ทอดผ้าป่าก้อนหิน"

          "สุจิน นาคบำรุง" กำนันตำบลบ้านทำเนียบ เล่าว่า การสร้างฝายชะลอน้ำเป็นการจัดทำโครงการตามแนวพระราชดำริที่ชาวบ้านร่วมกันจัดทำขึ้นด้วยการ "ทอดผ้าป่าก้อนหิน" โดยประชาชนในตำบลบ้านทำเนียบส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผักพื้นเมืองและผลไม้ ซึ่งอาชีพเหล่านี้ต้องอาศัยแหล่งน้ำที่มีอยู่ในท้องถิ่นเพื่อการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ พื้นที่ตำบลบ้านทำเนียบก็มีลำห้วย ลำคลองเล็กๆ อยู่หลายสาย และมี "คลองมะเลาะ" เป็นลำคลอง
ที่สำคัญของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะเป็นแหล่งน้ำให้คนในตำบลบ้านทำเนียบ และตำบลย่านยาวนับพันครัวเรือนได้อาศัยน้ำจาก "คลองมะเลาะ" เพื่อใช้อุปโภคและบริโภค
  "กำนันตำบลบ้านทำเนียบ" บอกว่า ต้นกำเนิดแหล่งน้ำส่วนหนึ่งถูกบุกรุกทำลาย ทำให้บางปีเกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรรุนแรง ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน คณะกรรมการหมู่บ้าน ตลอดจนผู้นำชุมชน จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้งเครือข่าย
อนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำคลองมะเลาะขึ้น เพื่อหาแนวทางการแก้ไขและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และออกกฎระเบียบเพื่ออนุรักษ์ป่าต้นน้ำคลองมะเลาะ มีการจัดกิจกรรมปลูกป่าทดแทนในพื้นที่ป่าต้นน้ำริมคลองมะเลาะ พร้อมทั้งนำวัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาจัดสร้างฝายชะลอน้ำ อาศัยจิตอาสาของชาวบ้านในชุมชนมาช่วยกันทำ
            แม้ "คลองมะเลาะ" และลำห้วยสาขาจะคดเคี้ยวและมีความยาว 30 กิโลเมตร แต่ความร่วมมือ
ของชาวบ้านที่เล็งเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จึงทำให้การสร้างฝายชะลอน้ำสำเร็จด้วยดี และยังขยายกิจกรรมการสร้างฝายชะลอน้ำไปยังหมู่บ้านใกล้เคียงอีกด้วย
    "กำนันสุจิน" บอกด้วยว่า สำหรับการก่อสร้างฝายชะลอน้ำของหมู่ที่ 4 บ้านน้ำราดได้ก่อสร้างไปแล้ว 28 แห่ง ส่วนใหญ่ยังสามารถใช้งานได้ดี บางแห่งยังสามารถแก้ปัญหาเรื่องการสัญจร การลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านได้อย่างดี ทำให้ประหยัดงบประมาณ
ของทางราชการด้วย และหากฝายชะลอน้ำตรงไหนชำรุดเสียหาย ก็จะมีการเข้าไปดำเนินการซ่อมแซม หรือก่อสร้างเพิ่มเติมตามสภาพที่เอื้ออำนวยของพื้นที่นั้นๆ โดยการดำเนินกิจกรรมเข้มข้นตั้งแต่ปี 2557 จนกระทั่งปี 2558 ได้ทำกันอย่างต่อเนื่อง เช่น "การทอดผ้าป่าก้อนหิน" เพื่อสร้างฝายชะลอน้ำ เป็นกิจกรรมที่สามารถกระตุ้นจิตสำนึกให้คนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม เพราะฉะนั้นก้อนหินแค่คนละก้อนจากจำนวนคนกว่า 1,600 คน ก็จะมีก้อนหินนับพันก้อนที่สามารถนำไปสร้าง
ประโยชน์ให้กับชุมชน หมู่บ้าน และเป็นการสร้างความสามัคคีของคนในชุมชนอีกด้วย
   หลังจากผมพูดคุยกับ "กำนันสุจิน" เสร็จแล้ว "ท่านกำนัน" ก็ปลีกตัวไปดูแลความเรียบร้อยช่วยชาวบ้านสร้างฝายชะลอน้ำต่อ ผมเห็นนายอำเภอคีรีรัฐนิคม "ถาวร พรหมฉิม" กำลังช่วยชาวบ้านขนหินอยู่ พอว่างผมจึงเข้าไปพูดคุยถึงกิจกรรมสร้างฝายดังกล่าว ซึ่ง "ท่านนายอำเภอ" บอกว่า การน้อมนำโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำในการ
สร้างฝายชะลอน้ำ เมื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ปรึกษาหารือส่วนราชการ ก็มีการถ่ายทอดมาสู่คณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งทุกหมู่บ้านก็มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดิน บริหารการปกครองท้องที่ของกรมการปกครอง และสู่ประชาชน เพื่อนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ซึ่งตำบลบ้านทำเนียบได้ชื่อว่าเป็นตำบลที่ขยายผลโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการสร้างฝายชะลอน้ำอย่างจริงจัง ประชาชนร่วมมือกันนำหินที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาทำเป็นฝายชะลอน้ำใน "คลองมะเลาะ" โดยน้อมนำ
โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วยหลักการทรงงาน "ระเบิดจากข้างใน" ทำให้เกิดจิตสำนึกที่ทุกคนรักที่จะทำ รักที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน
     "นายอำเภอถาวร" บอกด้วยว่า ภาคราชการเรามีงบเล็กๆ น้อยๆ ในภาวะที่จำกัด เพราะไม่มีงบหลักในโครงสร้างพัฒนา เราก็ไปเชิญชวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เค้ามีหน้าที่ดูแลท้องถิ่นให้จัดสรรงบประมาณ เป็นเรื่องของการดูแลน้ำ ข้าวห่อบ้าง ส่วนค่าหินไม่ต้อง เพราะไม่ได้ซื้อหา ถ้าจำเป็นต้องซื้อก็มีปูนซีเมนต์ในบางแห่งที่สร้างฝายกึ่งถาวร มีการเทคอนกรีตทับข้างบน ซึ่งจุดนั้นจากเดิมไม่เคยมีสะพาน ทำให้ชาวบ้านขนพืชผลทางเกษตรลำบากพอสมควร พอมีสะพานอันเกิดจากผลพวงการสร้างฝายกึ่งถาวร ก็ทำให้ชาวบ้านไม่ลำบาก เกิดความสะดวกสบายยิ่งขึ้น "ท่านนายอำเภอ" กล่าวทิ้งท้ายก่อนปลีกตัวไปช่วยชาวบ้านสร้างฝายต่อ
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ "วาริษา ชูเชิด" 
และ "ธัญจิรา จำนงค์จิตร" สองเด็กหญิงที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านน้ำราด และกำลังขะมักขะเม่นช่วยกันขนหินมาสร้างฝายชะลอน้ำ ต่างพูดตรงกันว่ารู้สึกประทับใจ และรู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ อีกทั้งได้ช่วยพัฒนาหมู่บ้านของเรา ซึ่งการจัดกิจกรรม "ทอดผ้าป่าก้อนหิน" เพื่อใช้เป็นที่ชะลอน้ำและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามจำเป็น และเป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ได้นำก้อนหินมาร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำที่ "คลองมะเลาะ" แห่งนี้ค่ะ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การเดินทางมาศึกษาดูงานความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน ด้านการแก้ปัญหาภัยแล้ง ตามแนวพระราชดำริที่บ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่วมกับคณะกรมการปกครองช่วงก่อนกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาครั้งนี้ ถือว่าได้ความรู้มากมายทีเดียว โดยเฉพาะการนำองค์ความรู้จากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทางอำเภอนำมาถ่ายทอดสู่ผู้นำท้องถิ่น ตลอดจนคณะกรรมการหมู่บ้าน และถ่ายทอดมาสู่ชาวบ้าน โดยเฉพาะการ "ทอดผ้าป่าก้อนหิน" จึงเป็นกิจกรรมตัวอย่างที่สะท้อนความเข้มแข็งของ "คณะกรรมการหมู่บ้าน" ได้อย่างดีทีเดียว...!!!
                           "นายตะลอน"
************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น