วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ตลาด 100 ปีระแหง สัมผัสวิถีคนโบราณ

           ม้จะหลับไหลบ้างบนรถประจำทางปรับอากาศที่วิ่งเส้นทางปทุมธานี-บางเลน แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงเสียงคนคุยกันเวลารถจอดป้ายรับส่งคน ก็พอจะรู้ว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เอาเป็นว่าแค่พักสายตาพอเคลิ้มๆ ไม่ถึงกับตั้งใจนอนเสียทีเดียว เพราะเดี๋ยวจะเลยจุดหมายที่ตั้งใจจะลงป้ายน
           ขณะที่กำลังเคลิ้มๆ เสียงคนตะโกนดังมาจากหน้ารถใกล้ๆ กับคนขับรถ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน "ป้ากระเป๋ารถ" หรือพนักงานเก็บเงินค่าโดยสารนั่นเอง ..."ป้ายหน้าวัดบัวแก้วเกษรใครจะลงเตรียมตัวได้เลย" พลันสิ้นเสียงอันฮ้วนๆ ของกระเป๋ารถ ผมถึงกับหูตาเหลือกเสียอาการพอสมควร เพราะกำลังเคลิ้มๆ และกลัวว่ารถจะเลยป้ายไปเดี๋ยวจะเสียฤกษ์ที่ตั้งใจไว้
   ชั่วอึดใจเดียวรถก็เข้าจอดป้ายหน้าวัดบัวแก้วเกษร พร้อมๆ กับเปิดประตูรถอย่างช้าๆ เพราะมีผม
ลงป้ายนี้อยู่คนเดียว ระหว่างที่เดินจากด้านหลังมาลงประตูกลางรถ สายตาผู้โดยสารบนรถต่างจับจ้องผมเหมือนกับ "ดาราฮอลลีวูด" ยังไงอย่างนั้น อาจจะเป็นเพราะบุคลิก การแต่งตัว แถมสะพายกระเป๋ากล้องเท่ห์ๆ ก็เลยกลายเป็นจุดสนใจ ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนผมจะคิดเข้าข้างตัวเองมากไปนะ แต่ที่สัมผัสได้แน่ๆ คงจะเป็นสายตาที่จับจ้องผมบนรถจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งผู้ชายและผู้หญิง (ตอนผมเคลิ้มๆ ฟังจากภาษาที่เค้าคุยกัน)
และคงมาทำงานกันในระแวกนี้ สงสัยจังว่าพวกคุณจ้องมองผม เพราะเข้าใจว่าเป็นดารา หรือเป็นอะไรกันแน่...ขำๆ นะ
สำหรับ "วัดบัวแก้วเกษร" ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ถนนปทุมธานี-บางเลน กิโลเมตรที่ 14 ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี อยู่เยื้องกับที่ว่าการอำเภอลาดหลุมแก้ว มีพื้นที่ประมาณ 59 ไร่ ภายในวัดมีมณฑปศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ปูชนียวัตถุที่สำคัญของวัดบัวแก้วเกษรนี้คือ "หลวงพ่อดำ" มีประวัติความเป็นมาและอภินิหารควรแก่การศึกษา คือ เป็นพระพุทธรูปที่ลักษณะงดงามและศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง ลักษณะรูปองค์คล้ายพระพุทธโสธร สร้างขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่เดิมนั้นประดิษฐานอยู่ที่วัดกลางคลองบางซื่อบน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
ตามประวัติก่อตั้งเป็นสำนักสงฆ์ เมื่อปี พ.ศ.2444 ซึ่งมี "นายอ่อง การเกษ" เป็นผู้มอบที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์อุทิศให้สร้างวัดครั้งแรก และใช้ชื่อว่า "วัดสำราญสาลี" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น
 "วัดระแหง" เพื่อให้สอดคล้องกับที่อยู่ของ "ตำบลระแหง" ต่อมาในสมัยเจ้าอธิการปลื้ม เจ้าคณะตำบลระแหง ได้ขออนุญาตเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2481ว่า "วัดบัวแก้วเกสร"  ซึ่งคำว่า "บัว" หมายถึง "จังหวัดปทุมธานี" คำว่า "แก้ว" หมายถึง "อำเภอลาดหลุมแก้ว" คำว่า "เกษร" หมายถึง นามสกุลของผู้อุทิศที่ดิน และผู้เริ่มสร้างวัดคนแรก คือ "นายอ่อง การเกษ"  โดยเพิ่มตัว "ร" ท้ายเกษเป็น "เกษร" เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า "บัว" หมายถึง "เกสรดอกบัว" 

        

        นอกจากนี้ ติดๆ กับ "วัดบัวแก้วเกษร" แห่งนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของ "อำเภอลาดหลุมแก้ว" ก็คือ "ตลาด 100 ปีระแหง" ที่ผมตั้งใจมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เพื่อจะนำเรื่องราวของตลาดแห่งนี้มาบอกเล่ากันครับ ซึ่งตลาดโบราณแห่งนี้ติดชายคลองระแหงที่ติดต่อกับคลองพระอุคม เป็นตลาดริมน้ำ อายุมากกว่า 100 ปี โดยตลาดทั้ง 2 ฝั่งเป็นห้องแถวไม้ติดต่อกัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ผู้คนสมัยก่อนสัญจรทางเรือและทางรถไฟ โดยมีทางรถไฟสายแรก
คือ สายตลาดระแหง-บางบัวทอง มาสิ้นสุดที่โรงเรียนวรพงษ์ หมู่ที่ 4 ตำบลระแหง ต่อมาการคมนาคมเจริญขึ้น มีถนนผ่านหน้าอำเภอลาดหลุมแก้ว ผู้คนก็หันมาสัญจรทางรถยนต์กัน ต่อมากิจการรถไฟก็ล้มเลิกไป แต่ยังคงเหลือตลาดเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์อยู่จนทุกวันนี้
ผมเดินทอดน่องลัดเลาะทางเดินเล็กๆ ข้างวัดเข้ามาด้านในตลาด ซึ่งวันนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ วันเสาร์ที่ผ่านมา ( 22 ส.ค.58) ผู้คนบางตาไม่พลุกพล่านเหมือนช่วงเช้าๆ บ้านเรือนร้านค้าต่างๆ เป็นลักษณะ
ห้องแถว และมีวิถีริมน้ำโบราณที่ยังอนุรักษ์ชุมชนดั้งเดิมไว้เรียงรายติดกันทั้งสองฝั่งคลองสะพานคลองระแหงที่เชื่อมทางเดินต่อกัน และเดินทอดน่องตามทางเดินภายในตลาดไปเรื่อยๆ จะเห็นร้านค้าต่างๆ มีสินค้ามากมาย ทั้งอาหารคาวหวาน เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายอุปกรณ์จับสัตว์น้ำ ร้านตัดผม ร้านเสริมสวย บรรยากาศโอเพ่นแอร์แบบโบราณ ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ร้านขายยาจีน ยาแผนโบราณ ขนมไทยโบราณพื้นบ้าน ผักสด ผลไม้ต่างๆ ก็มี สินค้าโอทอป และอื่นๆ
อีกมากมาย จนบรรยายไม่ไหวจริงๆ
ส่วนร้านอาหารเก่าแก่ก็คงจะหนีไม่พ้น "ร้านแปรโภชนา" ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น หรือใครที่ชอบศึกษาวิถีโบราณที่นี่ก็มีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีข้าวของเครื่องใช้ในสมัยโบราณเปิดให้ชมฟรีอีกด้วยครับ
ขณะเดินทอดน่องชมตลาดโบราณอย่างเพลิดเพลินใจ ก็ผ่านมาถึงร้านก๋วยเตี๋ยวโบราณ "ตาพ้ง" ขอย้ำว่าโบราณจริงๆ เพราะ "ตาพ้ง" คนขายอายุกว่า 80 ปีแล้ว
          ถามว่าอร่อยไหม บอกเลยว่าร้านนี้ขายก๋วยเตี๋ยวสูตรโบราณ "คุณตาพ้ง" ขายก๋วยเตี๋ยวมาตั้งแต่อายุ 15 ปี เนี่ยโบราณของแท้ดั้งเดิม ถั่วป่น พริกป่น กระเทียมเจียวทำเองหมด จึงหอมอร่อย และถือเป็นเอกลักษณ์ของร้านนี้จริงๆ ปัจจุบันแม้จะมีลูกชายดีกรีเรียนจบปริญญาโทมาช่วยขาย แต่ "คุณตาพ้ง" ก็จะคอยมาอยู่ข้างๆ บัญชาการอยู่
          วันที่ผมมาตะลอนฯ เลยสั่งเส้นหมี่น้ำต้มยำและแห้งรวม 2 ชาม มีหมูสับ หมูแดง ลูกชิ้นปลา และไส้อ่อนใส่มาในก๋วยเตี๋ยวด้วย ครบเครื่องอร่อยๆ จริง
แถมราคาไม่แพง มีน้ำเปล่า น้ำแข็ง พอเก็บเงิน ราคารวมๆ 60 บาท ก๋วยเตี๋ยวตกชามละประมาณ 25 บาท ถ้าอยู่แถวบ้านผมคงไปอุดหนุนทุกวัน เพราะในยุคนี้ของกินอร่อยๆ ราคาถูกหายากเต็มทีครับ
  ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเดินทอดน่องเพลินไปหน่อยจนลืมดูเวลาเกือบจะเย็นแล้ว ต้องถอนสมอกลับถิ่นพำนักแล้วนะ สำหรับตลาดโบราณกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นตลาดเก่าดั้งเดิม
หรือทำเลียนแบบของเก่า ตลาดโบราณถือเป็นการบอกเล่าวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนรุ่นเก่าที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ และ "ตลาด 100 ปีระแหง" จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของนักท่องเที่ยวที่ชอบสัมผัสวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนโบราณ เพราะตลาดแห่งนี้ยังมีกลิ่นไอโบราณในอดีตหลงเหลืออยู่มากทีเดียว...!!!                                 "นายตะลอน"
***********************************************

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สัมผัสวิถีคลองโคน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

           สงแดดทอแสงอ่อนๆ ช่วงสายๆ สาดส่องทั่วบริเวณท่าเรือวัดคลองโคน ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งท่าเรือแห่งนี้ถือเป็นจุดศูนย์รวมของเรือยนต์รับจ้างที่จะพานักท่องเที่ยวออกไปยังจุด "ท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์" ของชุมชนคลองโคน และมีกิจกรรมมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวชุมชนคลองโคน 
         โดยเฉพาะป่าชายเลนคลองโคน ถือได้ว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ และวิถีชีวิตชุมชนที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงครามแห่งหนึ่ง ซึ่งผมเคยบอกเล่ามาแล้วครั้งหนึ่ง 
ช่วงที่มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกิจกรรมปลูกป่ากับสำนักงานศาลปกครอง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
  สำหรับการมาเยือน "ชุมชนคลองโคน" ในครั้งนั้น ดูเหมือนผมจะบอกเล่าเกี่ยวกับป่าชายเลน
คลองโคน และเรื่องราวต่างๆ ของป่าชายเลนและลิงแสมที่อาศัยอยู่มากมายในป่าชายเลนแถบนี้ ขณะเดียวกันวิถีชุมชนคลองโคนหรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของชุมชนแห่งนี้ ดูเหมือนผมยังไม่ได้นำเรื่องราวเหล่านี้มาบอก
เล่าเลย เพื่อไม่ให้รอนานและเสียเวลามากไปกว่านี้ ก็ถือโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในวันนี้เสียเลยครับ
ในวันนั้นที่ท่าเรือวัดคลองโคนมีคณะนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มมารอลงเรือยนต์เพื่อท่อง
เที่ยวกัน ผมและคณะก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีหมายกำหนดการมาลงเรือยนต์ด้วยเช่นกัน ท่าเรือวันนั้นจึงเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายอาชีพที่ต้องการมาสัมผัสกลิ่นไอของวิถีชุมชนคลองโคนและท่องเที่ยว
เชิงนิเวศน์ เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของนักท่องเที่ยว ผสมผสานกับไกด์นําเที่ยวท้องถิ่นที่เป็นชาวบ้านภายในชุมชนที่พยายามอธิบายขั้นตอนวิธีการเตรียมความพร้อมในการปลูกป่าชายเลน ตั้งแต่การสวมถุงเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึง
วิธีการปฏิบัติตัวเองสำหรับการท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ เสียงเหล่านี้แว่วเข้าโสตประสาทหูของผมเป็นระยะๆ พร้อมๆ กับสายลมเย็นๆ พัดผ่านแสงแดดอ่อนๆ มากระทบกับใบหน้าของผม จึงทำให้รู้สึกคลายร้อนลงได้บ้าง
           เมื่อเรือยนต์พร้อมเสียงตะโกนบอกต่อๆ กันมา "ลงเรือได้แล้วครับ ลงเรือได้แล้วค่ะ" ทันทีที่เรือยนต์ติดเครื่อง ดูเหมือนว่าเสียงเครื่องยนต์ของเรือจะกลบเสียงของผู้คนที่อยู่บนเรือได้อย่างดีทีเดียว เพราะหากจะคุยกันบนเรือ ถ้อยคำหรือคำพูดแต่ละครั้งต้องเปล่งเสียงกันชนิดที่เรียกว่า "แหกปากคุยกัน" ตามประสาชาวบ้านครับ คนที่นั่งหัวเรือหากจะคุยกับคนที่อยู่ท้ายเรือก็ต้องใช้วิธีตะโกนกัน ไม่เช่นนั้นสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง ยิ่งถ้ามีสายโทรศัพท์เข้ามา ขอแนะนำถ้าไม่มีกิจจำเป็นก็อย่าโทร หรือรับโทรศัพท์ขณะโดยสารเรือ เพราะนอกจากสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแล้ว อาจทำให้คุณๆ ต้องหงุดหงิดเสียอารมณ์ด้วย...ขำๆ น่ะ 
        ตลอดสองฝั่งริมน้ำคลองโคน สิ่งที่ได้เห็นคือบ้านเรือนของชาวบ้านที่ปลูกเรียงรายตลอดลำคลอง และรีสอร์ทที่พักสำหรับบริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้างคืนกัน ระหว่างนั้นผมก็จินตนาการว่า หากเราพาแฟนมาพักค้างแรมที่นี่ นั่งชมดาวและหิ่งห้อยยามราตรี คงจะโรแมนติกพอสมควร ที่สำคัญหากได้จิบอะไรเย็นๆ ด้วยแล้ว คงสร้างจินตนาการสำหรับการทำงานในวันต่อไป หรือเขียนอะไรเพลินๆ ได้หลากหลายเรื่องราวทีเดียว และบ้านเรือนของชาวบ้านริมน้ำคลองโคนยังสะท้อนถึงกลิ่นไอของวิถีชีวิตชาวบ้านที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพประมงพื้นบ้านจับสัตว์น้ำทั่วไป สังเกตได้จากเครื่องมือจับสัตว์น้ำ และเรือทำประมงที่จอดเทียบท่าน้ำของชาวบ้านแต่ละหลังคาเรือน 
            ในสมัยก่อน "ชุมชนคลองโคลน" เป็นพื้นที่ป่าชายเลนอันแสนอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีบริเวณป่าชายเลนกินพื้นที่ถึงกว่า 7 หมื่นไร่ มีทั้งป่าโกงกาง พืชผัก สมุนไพรต่างๆ และเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำนานาชนิด ทำให้เกิดความร่มรื่นและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชน ความอุดมสมบูรณ์พื้นที่ป่าชายเลนและสัตว์น้ำตามชายฝั่งทะเลหลากหลายชนิด ทำให้ชาวชุมชนมีอาชีพเลี้ยงตัวเองแบบพอเพียง ไม่ต้องหันไปประกอบอาชีพที่อื่นๆ แถมชาวบ้านบางส่วนก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพตามความถนัด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาวเรือ กลุ่มอาหาร กลุ่มกระเตง กลายเป็นชุมชนที่เข้มแข็งแห่งหนึ่งของจังหวัดสมุทรสงคราม จนเกิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองโคนขึ้นในชุมชนแห่งนี้ครับ
        เรือยนต์วิ่งฝ่าสายน้ำคลองโคนมาได้ระยะหนึ่ง ส่วนจะนานเท่าไหร่กี่นาทีหรือกี่ชั่วโมง ผมไม่ได้นับเวลา เพราะตอนนั้นปลดปล่อยอารมณ์และมองเพียงแค่สองฝั่งคลอง พยายามเอาสิ่งรกสมองต่างๆ ที่ติดมาจากกรุงเทพฯ ลงลำคลองแห่งนี้ทั้งหมด ซึ่งผมสัมผัสได้จากไอเค็มของน้ำทะเลที่ผ่านลมและแสงแดดมาปะทะกับร่างกายเรา จึงทำให้รู้ว่าเรือยนต์กำลังพาเราออกจากคลองโคน มุ่งหน้าสู่ทะเลอ่าวไทย เขตจังหวัดสมุทรสงคราม และในเวลาต่อมาเรือยนต์ก็ลอยลำอยู่กลางทะเลอ่าวไทย แล่นผ่านกระแสน้ำอันกว้างใหญ่ แม้จะไม่มีคลื่นลมแรง แต่สายน้ำที่ปะทะกับเรือยนต์ที่กำลังแล่นอยู่ ทำให้เกิดน้ำกระเซ็นเข้ามาในเรือ ทำให้คนในเรือสัมผัสธรรมชาติของน้ำเค็มในทะเลอ่าวไทยได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะบางครั้งน้ำกระเซ็นเข้าปากเรารสชาติเค็มๆ คือ น้ำเค็มของแท้แน่นอน...ขำๆ ครับ
        ขณะที่เรือยนต์แล่นฝ่าสายน้ำทะเลอ่าวไทย เราได้เห็นชาวประมงกำลังหาปลา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแถบนี้ เป็นเรื่องยากที่เราจะได้สัมผัสภาพสิ่งเหล่านี้ด้วยตาตัวเอง สำหรับผมแล้วทำให้เกิดจินตนาการมากมาย พร้อมๆ กับคำถามที่ตามมาที่อดใจไม่ไหวต้องถามคนขับเรือว่าสัตว์น้ำที่จับกันชนิดไหนได้ราคาดี คำตอบที่ได้คือ ปูทะเล แต่ต้องออกทะเลไปจับกันไกลๆ ผมไม่แปลกใจเลยว่าปูทะเลเดี๋ยวนี้จึงมีราคาแพงจริงๆ ตามท้องตลาด ช่วงที่นั่งเรือเพลินๆ เห็นนกกระยางเกาะบนยอดเสาปูนที่ปักกลางทะเล ท่าทางคงมีความสุข เพราะมันเองก็คงออกหาปลา หาอาหารเหมือนกับคนเช่นกัน เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหกเกือบจะเที่ยงวันแล้ว ตามโปรแกรมจุดหมายของเรา คือ ต้องไปแวะพักผ่อนกันที่ "โฮมสเตย์กลางทะเล" หรือ "โฮมกระเตง" และในที่สุดเราก็เห็นโฮมสเตย์ที่ว่าอยู่ลิบๆ ไม่ไกลมาก สร้างด้วยไม้ไผ่ยกชั้นสูงน่าพักผ่อนมาก 
       เมื่อถึง "โฮมกระเตง" เราอยู่ข้างบนมองเห็นทะเลอ่าวไทยได้รอบทิศทางจริงๆ แต่ระหว่างอยู่บน "โฮมกระเตง" เราต้องค่อยๆ เดิน เพราะเป็นพื้นไม้ไผ่ เดินแรงกระโดดโลดเต้นอาจทำให้ตกกระเตงได้ง่ายๆ แนวคิดการสร้าง "โฮมกระเตง" กลางทะเลขึ้น จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ ก็เพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบที่ต้องการจะสัมผัสกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบวิถีชีวิตป่าชายเลน จึงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางสู่บ้านคลองโคน เพื่อท่องทะเลชมธรรมชาติและเรียนรู้วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านคลองโคนกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่มีวันลืมบรรยากาศแห่งความสุข ที่สำคัญบรรยากาศที่มีลมพัดเย็นสบายตลอดเวลา ทำให้อาหารว่างมื้อเที่ยงเป็นมื้อที่พิเศษสุดๆ ทีเดียว หรืออาจเป็นเพราะเราหิวก็ไม่รู้สิน่ะ
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ระหว่างที่นั่งเรือยนต์ออกจาก "โฮมกระเตง" ขากลับเราได้เห็น "กระเตงเฝ้าหอย" ของชาวประมงที่ปลูกไว้เป็นระยะๆ แน่นอนว่าที่นี่มีการทำฟาร์มหอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยแครง เรานั่งเรือชมฟาร์มหอยกันเพลินทีเดียว สำหรับที่ชุมชนคลองโคนสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีกิจกรรมมากมายตั้งแต่การปลูกป่าชายเลน แวะให้อาหารลิงแสม ท่องทะเลชมธรรมชาติและวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน การเก็บหอยแครง ล้อมกล่ำปลาดุกทะเล การเล่นสกีกระดานเลน หรือการพักผ่อนหย่อนใจบนกระเตงเฝ้าหอยกลางน้ำ สามารถเลือกเดินทางแบบครึ่งวัน แบบไปเช้าเย็นกลับ หรือแบบค้างคืนกับโฮมสเตย์ในชุมชนก็ได้...วันนี้เวลาหมดแล้ว มาชุมชนคลองโคนแห่งนี้สบายใจจนไม่อยากกลับกรุงเทพฯ เลยจริงๆ...!!!
"นายตะลอน"
**************************************************

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ลีเล็ดเข้มแข็งลือเลื่องป่ารุกทะเล

              ายลมพัดพาหอบเอากลิ่นไอของ "น้ำกร่อย" ใน "คลองลัด" ที่เป็นระบบนิเวศน้ำเค็มและน้ำจืดรวมกัน แตะจมูกผมจนสามารถสัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติของ "ลีเล็ด" ได้อย่างดี และเป็นวันที่แดดร่มลมตกช่วงเกือบจะเย็นๆ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนลีเล็ด หมู่ที่ 4 ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
               และเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศึกษาดูงานเรื่องความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้านด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการปกครองมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้านและบริหารกิจกรรมในหมู่บ้านร่วมกับองค์กรอื่นๆ ภายใต้การกำกับดูแลของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และนายอำเภอ
       "ไพศาล ตรีธัญญา" นายอำเภอพุนพิน เล่าว่า ศูนย์เรียนรู้และศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนลีเล็ดเกิดจากการที่คณะกรรมการหมู่บ้านและชาวบ้านหมู่ที่ 4 ร่วมแรงร่วมใจกันนำเงินของหมู่บ้านมาสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน หรือป่ารุกทะเลที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาเรียนรู้ของคนทั้งภายในและนอกชุมชน รวมทั้งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หลังจากการก่อสร้างศูนย์แล้วเสร็จ ทางอำเภอและจังหวัดได้สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในการก่อสร้างทางเดินศึกษาธรรมชาติในป่าชายเลนเขตอนุรักษ์พิเศษ
และเป็นสถานที่เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ
   "นายอำเภอพุนพิน" บอกว่า จากการดำเนินงานและความเข้มแข็งของคณะกรรมการหมู่บ้าน และชาวบ้านตำบลลีเล็ด นำโดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นนโยบายของกรมการปกครองที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ให้ทำการประมงอวนลุน อวนลาก บริเวณเขตอนุรักษ์ของชุมชน แต่สามารถทำได้ในบริเวณพื้นที่ที่อยู่ห่างจากต้นไม้ต้นสุดท้ายของป่าชายเลนประมาณ 3 กิโลเมตร
และใช้เวลากว่า 10 ปี จึงเกิดป่ารุกทะเลเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งในระยะแรกๆ มีพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 3 พันไร่ ปัจจุบันความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้ จึงทำให้เกิดป่ารุกทะเลมีพื้นที่ประมาณกว่า 8 พันไร่ จนทำให้ "ลีเล็ด" ได้รับรางวัลจากหลายสาขา ทั้งด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ รวมถึงมีชาวต่างชาติมาศึกษาดูงานกันมากมาย และผลจากการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ก็เกิดกุ้ง หอย ปู ปลาเพิ่มมากขึ้น ทำให้ชาวบ้านประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านได้อย่างยั่งยืน


         จากท่าเรือเล็กๆ ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฯ ลีเล็ด เรานั่งเรือยนต์ที่โดยสารได้ประมาณ 5-6 คน เพื่อออกเดินทางไปยังป่าชายเลนลีเล็ด หรือป่ารุกทะเล บริเวณอ่าวบ้านดอน ระหว่างทางที่เรือยนต์แล่นอยู่ใน "คลองลัด" เราได้เห็นบ้านเรือนริมน้ำ และวิถีชาวบ้านริมคลอง และการที่สายน้ำแห่งนี้เป็นระบบนิเวศ "น้ำกร่อย" จึงทำให้พื้นที่ของ "ลีเล็ด" มีความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยโบราณมีเรื่องเล่าว่าคลองย่านนี้ชาวบ้านไม่กล้าหาปลา เพราะมีจระเข้ชุกชุมมาก
ซึ่งชาวบ้านที่อยู่ริมคลองต้องใช้ไม้กั้นเป็นคอกเพื่อลงไปอาบน้ำ เพราะกลัวจระเข้มากัด ต่อมามีแขกมารับซื้อจระเข้ ชาวบ้านจึงจับจระเข้ขายจนหมด เมื่อในคลองไม่มีจระเข้ ชาวบ้านก็เริ่มหันมาทำอาชีพประมงพื้นบ้านกัน เรือยนต์แล่นมาได้ระยะเวลาหนึ่งก็พาพวกเรามาถึงบริเวณป่าชายเลนลีเล็ด หรือป่ารุกทะเล
"ประเสริฐ ชัญจุกรณ์" กำนันตำบลลีเล็ด เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา หลังจากผู้นำชุมชนร่วมกันกับชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนในพื้นที่ "ลีเล็ด"
เพื่อเป็นแหล่งพื้นที่ขยายพันธุ์สัตว์น้ำทุกชนิด มีการรณรงค์ป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า การทิ้งเลนขี้กุ้งและสารเคมีลงไปในลำคลอง ควบคุมการใช้เครื่องทำการประมงที่ผิดกฎหมาย อาทิ การช็อตปลา เบื่อปลา เรืออวนลาก อวนรุน ไม่ให้เข้าทำการประมงในเขตอนุรักษ์ ทำให้ป่าชายเลนขยายพื้นที่มากขึ้น กลายเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำทุกชนิดและเป็นแห่งเดียวของประเทศไทยที่ "ป่ารุกทะเล" และถือเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวตำบลลีเล็ด เป็นผลพวงจากที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและภาค
เอกชนได้ร่วมมือกันอนุรักษ์จนเกิดผลสำเร็จระดับหนึ่ง วันนี้จากคนที่เคยเป็นผู้ทำลาย แต่ได้หันกลับมาเป็นผู้อนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติกันมากขึ้น
ความพิเศษอย่างหนึ่งของ "ป่ารุกทะเล" ที่ผมได้เห็นขณะ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  คือผืนน้ำทะเลอันกว้างใหญ่ ล้อมรอบด้วยป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ มีต้นไม้หลากหลายชนิด อาทิ ลำพู โกงกาง แสม ลำพูหิน ตะบูน และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพร ก็มีเหงือกปลาหมอ ย่านขี้เดือน
ปรงทะเล จาก ลำแพน หน่อเซียน ปอทะเล และพืชเล็กๆ เช่น ตะไคร่น้ำ ส่วนสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนที่ผมเห็นโลดแล่นอยู่บนยอดไม้ ก็มีลิงแสม นกกระยาง นกกะปูด รวมถึงงู ส่วนภายในดินโคลน จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน ก็มีสัตว์น้ำอาศัยอยู่มากมาย อาทิ ปลาตีน ปูทะเล ปูเปรี้ยว หอยจุ๊บแจง และหอยกัน และอื่นๆ ที่ผมสาธยายไม่ไหวครับ
    "กำนันประเสริฐ" บอกว่า ความสมบูรณ์ของป่าชายเลนลีเล็ดที่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำหลายชนิด แมกไม้ชายฝั่ง
ที่ชาวบ้านช่วยกันปลูกเพิ่มทั้งโกงกาง แสม ลำพู ไม่เพียงป้องกันแรงลมเท่านั้น แต่ยังเป็นที่พักพิงของ "หิ่งห้อย" มากมาย ซึ่งหากนักท่องเที่ยวมาเยือนก็สามารถเดินชม "หิ่งห้อย" ที่มีเป็นจำนวนมากในยามค่ำคืนที่ส่องแสงระยิบระยับตามต้นลำพู ต้นโกงกางที่สวยงามมาก และเนื่องจากลำคลองนับร้อยสายที่ไหลมาบรรจบพบกันจนเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติของระบบนิเวศน์ได้อย่างสมบูรณ์ บวกกับความหลากหลายทางชีวภาพ จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของสัตว์น้ำนานาชนิด
จำนวนมาก เพราะป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้าไปเที่ยวกันไม่ขาดสายอีกด้วย
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เรามีโอกาสนั่งเรือยนต์ออกมาบริเวณอ่าวบ้านดอน หรือบางคนก็เรียกรวมๆ กันว่า ทะเลอ่าวพุนพิน แถบนี้ถือว่ามีฟาร์มหอยแครงหลายแห่ง แต่เป็นลักษณะที่มีการเลี้ยงหอยแครงไว้ขายลูก หรือเป็นแหล่งกำเนิดหอยแครง ในแต่ละปีเกษตรกรบางคนมีรายได้จากการ
เลี้ยงลูกหอยปีหนึ่งๆ กว่า 10 ล้านบาททีเดียว ที่สำคัญการเลี้ยงลูกหอยแครงขายยังช่วยลดการนำเข้าพันธุ์หอยแครงจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย และเป็นตัวอย่างหนึ่งของความอุดมสมบูรณ์สัตว์น้ำในแถบนี้ที่น่ายกย่อง เพราะเป็นผลพวงจากความร่วมไม้ร่วมมือกันของชาวบ้าน โดยมีผู้นำชุมชน และคณะกรรมการหมู่บ้านที่เข้มแข็ง ช่วยกันดูแล ทำให้ป่าชายเลนลีเล็ดเกิดความอุดมสมบูรณ์ จนกลายเป็น "ป่ารุกทะเล" แห่งเดียวของประเทศไทย...!!!
                                                          "นายตะลอน"
*****************************************