วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กุ้ยหลินเมืองไทย ปค.หนุนท่องเที่ยว


          ช่วงเคลิ้มๆ หลับๆ ตื่นๆ ระหว่างเดินทางโดยรถตู้ ก็สัมผัสได้ว่าการเดินทางมา "เขื่อนรัชชประภา" บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เขื่อนเชี่ยวหลาน" ที่ถูกขนานนามว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย" ได้มาถึงจุดหมายแล้ว 
ประมาณเวลาก็บ่ายแก่ๆ เกือบจะเย็นๆ เพื่อลงเรือยนต์ที่ท่าเรืออเนกประสงค์เทศบาลตำบลเชี่ยวหลาน ที่สำคัญการเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อติดตามดูภารกิจของ "นายอำเภอบ้านตาขุน" บทบาทหนึ่งของ "กรมการปกครอง" กระทรวงมหาดไทย ในการส่งเสริมหมู่บ้าน ชุมชน ผู้ประกอบการ ฯลฯ ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
คณะของเรานั่งเรือยนต์ออกจากท่าเรือเชี่ยวหลาน มุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำรัชชประภา เพลิดเพลิน
กับการชมธรรมชาติ ภูเขาหินปูนที่ทับซ้อนกันไปมา ปกคลุมด้วยแมกไม้ โดยมีจุดหมายปลายทางของวันนี้ที่ "แพภูตะวัน" ตั้งอยู่บริเวณ "เขื่อนรัชชประภา" หมู่ที่ 5 ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับ "เขื่อนรัชชประภา" มีข้อมูลที่สนใจ คือเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของภาคใต้ อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ส่วนใหญ่ติดอุทยานแห่งชาติ
เขาสกเกือบทั้งหมด มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 185 ตารางกิโลเมตร
ขณะที่คิดอะไรเพลินๆ เรือยนต์พาพวกเราแล่นผ่านสายน้ำของอ่างเก็บน้ำที่กว้างใหญ่มาถึง "แพภูตะวัน" ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีเท่านั้น แน่นอนว่าค่ำคืนนี้เราจะพักผ่อนกันที่นี่ หลังจากเก็บสัมภาระแยกย้ายกันเข้าแพพักผ่อนกันตามอัธยาศัย บางคนก็ดำผุดดำว่ายกัน พายเรือคายัคเพลิดเพลินใจ ส่วนผมนั่งชมธรรมชาติรอบๆ แพพักเรื่อยเปื่อย สำหรับ "แพภูตะวัน" ชื่อนี้มีที่มาจากที่ตั้งของแพถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาทั้งสี่ด้าน เป็นภูมิประเทศที่มี
ความสวยงามมากในเขื่อนแห่งนี้ และเมื่อยามเย็นดวงอาทิตย์ตกบริเวณภูเขาด้านหน้าแพพอดี จึงเกิดเป็นที่มาของชื่อ "แพภูตะวัน" และค่ำคืนนี้ผมคงต้องชาร์จแบตให้ร่างกายพร้อมเต็มที่ เพราะเช้าวันพรุ่งนี้ต้องเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ใน "เขื่อนรัชชประภา" เพื่อมาบอกเล่ากัน แต่กว่าจะได้หลับตานอนก็ปาเข้าไป "สามนาฬิกา" ของวันใหม่แล้ว...ขอตัวนอนเอาแรงก่อนน่ะ...
เช้าวันใหม่...ผมเก็บสัมภาระเตรียมพร้อมสำหรับลุยงาน แม้เช้านี้จะมีเมฆฝนครึ้ม ฝนตกโปรยปราย
แต่ภารกิจยังเหมือนเดิมครับ แถมยังมีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวประมงพื้นบ้านที่จับปลาสดๆ มาขายที่แพด้วย ไม่แปลกใจเลยว่า "ข้าวต้มปลา" ที่ผมกินมื้อเช้าอร่อยจริงๆ เพราะอาหารส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นปลาน้ำจืดที่ชาวบ้านจับมาจากอ่างเก็บน้ำภายในเขื่อน จึงรับประกันความสดของวัตถุดิบเข้ากับบรรยากาศที่นี่เป็นอย่างดี
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ "สมปราชญ์ ปราบสงคราม" นายอำเภอบ้านตาขุน ถึงบทบาทภารกิจของฝ่ายปกครองในการส่งเสริมการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่
"เขื่อนรัชชประภา" ซึ่งท่านก็บอกว่า ก่อนหน้านี้มีการจัดพิธีมงคลสมรส เนื่องโอกาสในวันแห่งความรัก ประจำปี 2558 เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งทางอำเภอบ้านตาขุนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ จัดงาน "14 กุมภา วิวาห์พาฝัน สวรรค์กุ้ยหลิน" โดยจัดพิธีขบวนขันหมาก แห่กลองยาว นำคู่บ่าวสาวจำนวน 4 คู่ จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงไปลงเรือหางยาว ทำพิธีรดน้ำสังข์ที่ "แพภูตะวัน" มอบทะเบียนสมรสให้คู่บ่าวสาวที่บริเวณ "เขาสามเกลอ" หรือ "กุ้ยหลินเมืองไทย" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอ่างเก็บน้ำ
เขื่อนรัชชประภา ซึ่งการจัดครั้งแรกแม้ว่ามีคู่บ่าวสาวมาร่วมงานเพียงไม่กี่คู่ แต่เป็นคู่รักที่หลงใหลการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยววิถีไทยในปีนี้และปีต่อไป จึงขอเชิญชวนคู่รักและผู้สนใจมาร่วมงานได้ ซึ่งจะจัดให้ยิ่งใหญ่และประทับใจมากยิ่งกว่าปีนี้อีก
"หลังจากจัดงานวิวาห์ที่ผ่านมาก็เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในภาพรวมผู้ประกอบการแพพักต่างๆ ก็มีคนจองหมด บางแห่งต้องจองที่พักกันนานนับเดือน ยิ่งช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือเทศกาลวันหยุด
ยาว ห้องพักจะเต็มหมด จำนวน 12 แพของเอกชน กับอีก 4 แพของอุทยานแห่งชาติฯ มีไม่เพียงพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยว" "นายอำเภอบ้านตาขุน" บอกและว่า นอกจากนี้ทางฝ่ายปกครองยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสุ่มตรวจคนขับเรือยนต์เพื่อหาสารเสพติด เพื่อป้องกันอันตรายแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีบ้างที่ตรวจเจอสารเสพติดในปัสสาวะคนขับเรือ ทางเราก็ส่งไปบำบัดรักษา
คราวนี้ก็ถึงเวลานั่งเรือยนต์ไปชม "กุ้ยหลินเมืองไทย" กันแล้วครับ บริเวณ "เขาสามเกลอ"
งามจับใจเหลือเกิน แม้จะมีเมฆครึ้ม ฝนตกโปรยปรายตลอดทางวิวทิวทัศน์ยอดเขาหินปูนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมามากมาย สลับซับซ้อนกันไปมา ล้อมรอบไปด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่ ประกอบกับสีของตะไคร่น้ำที่อยู่เบื้องล่างทำให้น้ำในเขื่อนมีสีเขียวคล้ายสีมรกต จนไม่น่าเชื่อว่า "เมืองไทย" ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามไม่แพ้ต่างประเทศเลยครับ
หลังจากชักภาพถ่ายรูปกันแล้ว เราก็นั่งเรือยนต์มาขึ้นฝั่ง เพื่อเดินเท้าขึ้นเขาศึกษาธรรมชาติ เส้นทางเรียบชายเขาบริเวณป่า 500 ไร่
ตั้งอยู่ในหน่วยพิทักษ์ป่า (ชั่วคราว) ห้วยถ้ำจันทร์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ตลอดเส้นทางการเดินเท้าค่อนข้างลำบากพอสมควร เนื่องจากมีฝนตก จึงทำให้ลื่นมาก แต่ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีทีเดียว ท่ามกลางเสียงสัตว์นานาชนิด และพันธุ์ไม้ต่างๆ มากมายตลอดสองข้างทาง ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่น่าเสียดายการเดินเท้าในวันนี้ไม่พบกับฝูงค่างแว่น ซึ่งมีอยู่ชุกชุมในแถบนี้ จากนั้นเราก็ขึ้นแพยนต์ของหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยถ้ำจันทร์ฯ ไปชม
"ถ้ำปะการัง" ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อย รูปทรงสวยงามต่างๆ มากมายที่ยังมีชีวิตอยู่ ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ.2515 จากการสำรวจพบว่าถ้ำมีอายุ 250 ล้านปี ซึ่งบริเวณแถบนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน และพบฟอสซิลสัตว์ทะเลภายในถ้ำ จึงได้ตั้งชื่อว่า "ถ้ำปะการัง"
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ขากลับเรานั่งเรือยนต์แวะชม "ถ้ำหัวกะโหลก" แล้วก็เก็บสัมภาระเพื่ออำลา "กุ้ยหลินเมืองไทย" กลับกรุงเทพฯ กัน จริงๆ แล้วสถานที่ท่องเที่ยวใน 
"เขื่อนรัชชประภา" ยังมีอีกหลายแห่งที่น่าสนใจในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก อาทิ การผจญภัยถ้ำน้ำทะลุ เป็นต้น แต่เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด จึงเอาแค่พอประมาณ อย่างน้อยๆก็ได้เห็นบทบาทของฝ่ายปกครองในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งคนที่มาเป็น "นายอำเภอ" นั้น จะต้องประสานหน่วยงานต่างๆ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย...!!!
"นายตะลอน"
**************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น