วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เสน่ห์เขื่อนน้ำงึม ลาบปลายั่วน้ำลาย

              ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่างสปป.ลาว เป็นเรื่องหนึ่งที่สนใจมากทีเดียว เพราะในอดีตพื้นที่บริเวณหุบเขามีสายน้ำสำคัญ 3 สาย คือ น้ำโขง น้ำคาน และน้ำอู มีมนุษย์อยู่อาศัยมาเก่าก่อน และมีการขุดพบกลองมโหระทึก หรือกลองกบ อันแสดงถึงความเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมดองซอน 
ซึ่งค้นพบในแถบเวียดนามเหนือ อีกทั้งลาวเป็นประเทศหนึ่งที่ประกอบด้วยชมกลุ่มน้อยหลายเผ่า ส่วนลาวแท้ๆ มีเพียง 50 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมน้ำโขงบนที่ราบ ส่วนชาวเขานิยมอยู่บนเทือกเขา และยังสืบเชื้อสายบรรพบุรุษเดียวกับคนไทย
            เมื่อประมาณ 4-5 พันปีก่อน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ระบุว่ากลุ่มชนที่พูดภาษาไตได้อพยพเข้ามาอยู่ในลาว และที่ราบสูงในภาคอีสาน รวมถึงพวกไท-กะได ม้ง-เมี่ยน 
ที่เป็นบรรพบุรุษของชาวลาวลุ่ม และพวกม้ง-เย้า ที่อพยพจากทางตอนใต้ของจีน แรกเริ่มกลุ่มชนเหล่านี้ตั้งหลักแหล่งไม่แน่นอน ต่อมาเมื่อชนเผ่าต่างๆ ทั้งไท พม่า และเวียดนามอพยพลงมาแถบเทือกเขา และหุบเขาดินแดนเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชนชาติมอญ และเขมร การสร้างบ้านแปงเมืองก็เริ่มมีขึ้นจนพัฒนาเป็นเมืองเกษตรกรรม และตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณหุบเขาและที่ราบลุ่มภายใต้อำนาจของอาณาจักรเขมร หรือประเทศกัมพูชาปัจจุบัน
              ครั้งหนึ่งช่วงที่ผมมีโอกาสมาเยือนนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เราเดินทางด้วยรถยนต์ไปตามถนนหมายเลข 13 เหนือ ช่วงจะสิ้นสุดเขตนครหลวงเวียงจันทน์ที่หลักกิโลเมตรที่ 52 และจะเข้าสู่เมืองโพนโฮง แขวงเวียงจันทน์ สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เห็นจะเป็น "เขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1" หรือ "เขื่อนน้ำงึม" ตั้งอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 90 กิโลเมตร ซึ่งเขื่อนแห่งนี้อายุราว 
43 ปี ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2515 และในการสร้างเขื่อนครั้งนั้นต้องเสียพื้นที่ป่าไปประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร เพื่อกักเก็บน้ำในลำน้ำงึมไว้ ทำให้เกิดทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ หรือ "อ่างน้ำงึม" 
         แต่เดิมมีข้อมูลว่า "อ่างน้ำงึม" มีเกาะเล็กเกาะน้อยกระจายกันอยู่เป็นร้อยๆ เกาะ พ.ศ.2518 หลังจากคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจ ทางการลาวได้ส่งโสเภณี และอาชญากรในนครเวียงจันทน์มาอยู่ค่ายกักกันบนเกาะต่างๆ ภายใน "อ่างน้ำงึม" นานหลายปี และปัจจุบันว่ากันว่ายังมีเกาะที่ใช้
คุมขังนักโทษชาย 1 เกาะ และอีก 1 เกาะสำหรับคุมขังนักโทษหญิง ที่สำคัญ "เขื่อนไฟฟ้าน้ำงึม 1" ยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้คนในเวียงจันทน์ใช้กันได้อย่างสบายๆ แถมยังมีเหลือส่งไฟฟ้ามาขายฝั่งไทยด้วย ซึ่งที่ท่าเรือบ้านนาคะนูน บริเวณริม "เขื่อนน้ำงึม" จะมีเรือของชาวบ้านบริการนักท่องเที่ยวให้เช่าออกไปเที่ยวตามเกาะต่างๆ เพื่อชื่นชมธรรมชาติภายใน "อ่างน้ำงึม" กันด้วย ถ้าหากนักท่องเที่ยวมีเวลาไม่มากพอ หรือไม่ต้องการนั่งเรือไปชม
ธรรมชาติตามเกาะต่างๆ ก็สามารถเดินช็อปบริเวณท่าเรือก็ได้ เพราะมีร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก อาหารต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปลาแห้ง และปลาสดๆ ที่ชาวบ้านจับมาจากอ่างเก็บน้ำ ซึ่งสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารเมนูต่างๆ ได้สารพัดจริงๆ ทั้งปลาเผา ลาบปลา และต้มปลา เพราะมีบริการนักท่องเที่ยวในราคาที่ย่อมเยา 
        สำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยว "เขื่อนน้ำงึม" นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนประเทศอื่นๆ บางคนบอกว่าย่านนี้ถือเป็นแดนสวรรค์ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีโรงแรมแดนสวรรค์น้ำงึม รีสอร์ท ซึ่งเป็นรีสอร์ทริมทะเลสาบ พร้อมๆ กับบ่อนคาสิโนที่ริมเขื่อนน้ำงึม เป็นโครงการร่วมทุนของกลุ่มนักธุรกิจชาวมาเลเซียที่ใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาล โดยเปิดให้นักท่องเที่ยว หรือขาพนันอาชีพเข้าไปเสี่ยงโชคได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับลูกค้าที่มาเล่นส่วนมากเป็นคนไทย รองลงมาก็จีนและเวียดนาม ส่วนคนลาวหมดสิทธิ์เล่นพนัน เพราะมีกฎหมายห้ามเล่นการพนัน
อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ โรงแรมแห่งนี้ยังมีเรือสำราญ ดิสโก้เธค และอื่นๆ อีกมากไว้บริการลูกค้าที่มาเยือน ถือว่าครบวงจรจริงๆ
            นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมบนดอนคอนคำ ซึ่งเป็นโรงแรมธุรกิจของภรรยา "ท่านไกรสร พรหมวิหาร" อดีตนายกรัฐมนตรีของ สปป.ลาวผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยใช้เวลานั่งเรือจากริมฝั่งแม่น้ำงึมไม่นานก็ถึง และรีสอร์ทลาวปากโก ริมฝั่งแม่น้ำงึม ที่พักสร้างขึ้นจากวัสดุในท้องถิ่น มีห้องพัก และบังกาโลหลายหลัง แต่ละหลังมีเฉลียงนอกตัวบ้าน
สำหรับนอนชมวิว ถือเป็นรีสอร์ทที่อนุรักษ์ระบบนิเวศเอาไว้ได้เป็นอย่างดี  มีบาร์เครื่องดื่มและร้านอาหารไว้บริการลูกค้าอีกด้วย รวมถึงยังมีบังกาโลที่สร้างเรียงรายบริเวณริมเขื่อนน้ำงึมอีกมากมายหลายแห่ง หลายเจ้าของที่รอนักท่องเที่ยวได้มาพักและสัมผัสธรรมชาติที่นี่กันครับ
           แน่นอนครับว่านักท่องเที่ยวที่เคยแวะเวียนมาที่ "เขื่อนน้ำงึม" ส่วนใหญ่จะพูดตรงกันว่า ถ้ามีโอกาสมาเที่ยวที่ "เวียงจันทน์" ควรหาโอกาสมาค้างคืนที่ "เขื่อนน้ำงึม" สักหนึ่งคืนก็ยังดี เพราะปัจจุบันที่พักสะดวกสบาย มีหลากหลายขนาดให้เลือก แถมบรรยากาศทิวทัศน์สวยงามมาก โดยเฉพาะการได้ดินเนอร์กินอาหารมื้อเย็นกับคนรู้ใจ ล่องเรือ ชมทิวทัศน์รอบ "เขื่อนน้ำงึม" ก็คงจะเป็นวันที่เติมเต็มความสุขให้คุณ หรือนักท่องเที่ยวในการมาเยือน สปป.ลาวได้อย่างเต็มอิ่มทีเดียว
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันที่ผมได้มาเยือนบริเวณริม "เขื่อนน้ำงึม" แม้จะ
เป็นช่วงกลางวันๆ แต่ก็โชคดีที่อากาศวันนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดไม่แรงมากนัก มีโอกาสเดินดูบรรยากาศแถวๆ นั้น มีสินค้าต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาขายกันมากมายทีเดียว ได้แอ๊กชั่นถ่ายรูปกับบรรยากาศแถวท่าเรือชนิดเรื่อยๆ เปื่อยๆ แต่ก็เสียดายน่ะไม่มีโอกาสค้างแรมที่นี่ เพราะเวลามีน้อยมาก เป็นเพียงทางผ่านที่คณะของเราแวะเวียนมาเท่านั้น ก็เลยอดดินเนอร์มื้อค่ำที่ "เขื่อนน้ำงึม" เลยครับ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะคงมีโอกาสเดินทางมาสัมผัสธรรมชาติแห่งนี้อีก
อย่างแน่นอน  ช่วงเลยกลางวันไปแล้ว ประมาณบ่ายแก่ๆ ของวันนั้น ผมมีโอกาสมานั่งกินอาหารที่ "ร้านอาหารน้ำงึม" ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่คู่กับ "เขื่อนน้ำงึม" ก็ว่าได้ ตั้งอยู่ริม "อ่างน้ำงึม"  มองเห็นเขื่อนและท่าเรือ ผมคงไม่ต้องบรรยายต่อน่ะว่าบรรยากาศดีแค่ไหน เหมาะแก่การนั่งชิวๆ เป็นอย่างมาก ยิ่งคนลาวบอกว่ามา "ตำจอกกัน" หรือพี่ไทยบอกว่า "ชนแก้วกัน" ด้วยแล้ว คงเป็นอะไรที่เพลิดเพลินใจอย่างมากจริงๆ ชั่วอึดใจเดียว ขณะที่นั่งมองวิวทิวทัศน์ ก็มีคนยกอาหารต่างๆ มาวางไว้ที่โต๊ะ 
              เห็นเมนูเมืองลาว อย่าง "ลาบปลา" แหมช่างยั่วน้ำลายเสียเหลือเกิน นอกจากนี้ ยังมีอาหารรสเด็ดต่างๆ อาทิ ส้มตำสูตรลาว ต้มยำปลาคัง พล่าปลาคัง และเมนูเด็ดอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งบางทีพอได้มากินอาหารของลาว ก็ทำให้เรารู้สึกเปลี่ยนบรรยากาศการกินเหมือนกัน แม้ไทยและลาวบางภาค บางจังหวัด จะมีวัฒนธรรมการกินคล้ายๆ กัน มีเมนูอาหารที่ลักษณะคล้ายกัน แต่การปรุงรสอาหารอาจแตกต่างกันไปบ้าง คงขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมการกินของแต่ละชนชาติด้วย...วันนี้ขอกล่าวคำว่า "สวัสดีครับ"...!!! 
                                                            "นายตะลอน"
*****************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น