วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คนกับป่าอยู่ร่วมกัน สร้างป่าสร้างรายได้

           ารเดินทางจากอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ในช่วงเช้าๆ วันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง โดยรถตู้โดยสารไม่ประจำทาง เพื่อมายังจุดหมายศูนย์เรียนรู้ "ไร่ลองเลย" หมู่ที่ 4 บ้านนาปอ ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย และเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะผู้บริหารกรมการปกครองที่พาสื่อมวลชนมาศึกษาดูงาน "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 
             สำหรับ "ไร่ลองเลย" เป็นต้นแบบการพัฒนาผืนป่าอย่างยั่งยืนใน "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" เป็นโครงการพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงห่วงใยราษฎรในพื้นที่สูง เนื่องจากป่าต้นน้ำลำธารถูกบุกรุกทำลาย ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ จึงทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนาการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ โดยการปลูกพืชไม้หลายระดับ หลายชนิด ทั้งไม้เรือนยอดสูงลดหลั่นกันลงมาให้มีความเป็นป่าและการปลูกป่าร่วมกับพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถ

สร้างรายได้ รวมทั้งทำให้มีป่าเพิ่มมากขึ้นอีกทางหนึ่ง
"โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" เป็นโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารในลักษณะผสมผสานกิจกรรมการปลูกปลูกป่าเป็นไม้ประธานและปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นพืชควบคู่กัน เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและช่วยชาวบ้านให้มีรายได้จากพืชควบคู่กันอย่างเกื้อกูลกัน และเป็นการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ในพื้นที่และภาคเอกชน เพื่อให้สามารถดำเนินการร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะเป็นหน่วยงานในการติดตามกำกับดูแลโครงการฯ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย สร้างจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่า และสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง
"คุณสุรีรัตน์ สิงห์รักษ์" หรือ "น้องอิ๋ม" เจ้าของ "ไร่ลองเลย" และผู้แทนชุมชนที่เข้าร่วม "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" เล่าว่า ตนเองเป็นนักเรียนทุนพระราชทานในพระราชานุเคราะห์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีโอกาสได้ศึกษาจนจบระดับปริญาตรี ด้วยความเป็นลูกเกษตรกรทำให้มีใจรักที่จะทำงานด้านการเกษตร ตอนนี้ได้มีโอกาสกลับมาอยู่บ้าน ได้มาตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ได้มาดูแลคนในพื้นที่ ได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัว และตั้งใจจะนำเอาความรู้
มาพัฒนาสิ่งต่างๆ เช่น การสร้างป่าสร้างรายได้ เพียงปลูกต้นไม้ 3 ต้น ก็สามารถสร้างรายได้ คือ 1.ต้นกินได้ 2.ต้นใช้ประโยชน์ได้ และ 3.ต้นสวยงาม จึงอยากให้คนรักป่ามากขึ้น เพราะป่าจะกลับมาช่วยเรา คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ เมื่อไม่มีการบุกรุกป่าระบบนิเวศน์ก็ดีขึ้น ส่วนที่ "ไร่ลองเลย" เป็นไร่แบบผสมผสาน มีทั้งการปลูกพืชเศรษฐกิจและไม้ป่า อาทิ สตรอร์เบอร์รี่ หว้า สักทอง ราชพฤกษ์ กาแฟ อินทผาลัม มะคาเดเมีย และพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด
จากนั้นคณะของเราได้เดิน
ทางโดยรถต๊อกต๊อกของชาวบ้าน เพื่อเยี่ยมชมธนาคารพันธุ์พืชที่ชุมชนบ้านนาปอ ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ซึ่งตลอดสองข้างทางเข้าหมู่บ้านมีบ้านเรือนของชาวบ้านปลูกติดกันเป็นระยะๆ และหากใครไม่เคยนั่งรถต๊อกต๊อกมาก่อน ผมเชื่อว่าคงเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมครั้งหนึ่งทีเดียวครับ
          "คุณรังสรรค์ อำนาจบุดดี" นายอำเภอนาแห้ว บอกว่า " อำเภอนาแห้วถือเป็นพื้นที่นำร่อง "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" ตามแนวพระราชดำริ และทุกส่วนราชการ
ก็ได้ขยายกิจกรรมมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2557 ที่ผ่านมา กรมการปกครองได้สนับสนุนงบประมาณให้หมู่บ้านละ 3 หมื่นบาทของอำเภอนาแห้ว จำนวน 5 ตำบล รวม 34 หมู่บ้าน สร้างโรงเพาะชำเพื่อทำธนาคารพันธุ์พืช และปุ๋ยอินทรีย์ โดยมีวัถุประสงค์เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้การเพาะกล้าไม้ เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนพันธุ์กล้าไม้ เป็นแหล่งสำรองกล้านำไปปลูกซ่อมแซม และเป็นสถานที่ทำกิจกรรมกลุ่ม            "ท่านนายอำเภอ" บอกอีกว่า นอกจากในส่วนของกรมการปกครองแล้ว ทางกรมป่าไม้ ทางจังหวัดเลย

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ ก็ได้ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ การฝึกอบรมการทำกล้าไม้ และการขับเคลื่อนในหลายๆ รูปแบบและอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยตอนแรกๆ มีราษฎรเข้าร่วมโครงการเพียงหนึ่งตำบล ปัจจุบันราษฎรทั้ง 5 ตำบลของอำเภอนาแห้วเข้าร่วมโครงการครบทั้ง 34 หมู่บ้าน ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมาก ขณะที่ภาพรวมนั้นจากที่ชาวบ้านเคยทำไร่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว อาทิ ข้าวโพด ก็ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางอำเภอและภาคการเกษตร รวมถึงส่วน
ราชการต่างๆ พยายามนำแนวความคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาส่งเสริมอาชีพและปรับใช้ให้ราษฎรมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หลังจากได้ความรู้เกี่ยวกับธนาคารพันธุ์พืชกันพอสมควร คณะของเราก็นั่งรถต๊อกต๊อกเพื่อมาร่วมพิธีเปิดโครงการปลูกป่าตามโครงการ 60 พรรษา 60 กลุ่ม 6,000 กล้า เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ณ บริเวณลานอเนกประสงค์ ป่าชุมชนบ้านนาปอ ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย โดยมีข้าราชการในพื้นที่จาก
หลายหน่วยงาน ผู้นำชุมชนบ้านนาปอ ราษฎรบ้านนาปอ น้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาปอ คณะเจ้าหน้าที่กรมการปกครอง และสื่อมวลชน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันปลูกป่าครั้งนี้ด้วย
"คุณสมชัย อมรวัฒนสวัสดิ์" ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง เขต 14 บอกว่า การจัดโครงการครั้งนี้เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธาร ปลูกฝังให้ประชาชน รวมถึงลูกหลานของเราได้มีความรักและความหวงแหนร่วมกันทํานุบํารุงรักษาไว้ซึ่งป่าไม้ให้คงความอุดมสมบูรณ์ เป็นสมบัติล้ำค่า
ของชาวอำเภอนาแห้ว ด้วยการน้อมนำพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ใน "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติและร่วมกันฟื้นฟูเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้มีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
"คุณวิโรจน์ จิวะรังสรรค์" ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย บอกว่า การรักษาพื้นที่ต้นน้ำ ลำธาร พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ในจังหวัดเลย ไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติม สิ่งที่ทำตอนนี้คือการเอาคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาดำเนินการกับนายทุน ยกเว้นเกษตรกรที่ยากไร้ไม่มีที่ทำกิน ซึ่งจะทำให้ไม่มีการบุกรุกป่าไม้เพิ่มขึ้น เมื่อไม่มีการบุกรุกป่าไม้ก็จะเพิ่มขึ้น ตนจึงเห็นว่า "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" สามารถตอบโจทย์ได้ ทำให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ป่าไม่ทำลายป่าเพิ่ม โดยมีส่วนช่วยในการรักษาป่า ปลูกป่าเศรษฐกิจ ทำให้มีอาชีพและรายได้ด้วย นี่คือคำตอบที่จะแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าได้
 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากผมจะมีโอกาสได้ร่วมปลูกป่ากับชาวบ้านแล้ว
ยังมีโอกาสได้กินมื้อเที่ยงท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร ข้าวเหนียวหมูทอด ห่อด้วยใบตองท้องถิ่น มีกระบอกไม้ไผ่ผ่าซีกทำเป็นรางภาชนะใส่กับข้าว อาหารพื้นบ้านชนิดอื่นๆ อาทิ ส้มตำปลาร้ารสชาติอีสานเดิมๆ กินคู่กับผักพื้นบ้านหลากหลายชนิด เป็นบรรยากาศภัตตาคารบ้านทุ่งที่ผมมีความสุขอีกมื้อหนึ่ง
         แถมตบท้ายด้วยกาแฟชงกับน้ำร้อนที่ต้มจากกระบอกไม้ไผ่ อันเกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ยอดเยี่ยมจริงๆ "วันนี้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้" เพราะมีสิ่งดีๆ อย่าง "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้" เกิดขึ้นแล้วที่เมืองเลยแห่งนี้...!!!
             "โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ เป็นโครงการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารในลักษณะผสมผสานกิจกรรมการปลูกปลูกป่าเป็นไม้ประธานและปลูกไม้เศรษฐกิจเป็นพืชควบคู่กัน เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าและช่วยชาวบ้านให้มีรายได้จากพืชควบคู่กันอย่างเกื้อกูลกัน"
                                                                          "นายตะลอน"
****************************************************

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ครัวเรือนปากคลองน้อย ออมทรัพย์เพื่อการผลิต

        มื่อย่างเท้าเข้ามา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ บริเวณศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านปากคลองน้อย หมู่ที่ 5 ตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ คือความอบอุ่นของชาวบ้านที่มอบให้กับคณะของเราที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร เพื่อมาเยือนและศึกษาดูงาน "บ้านปากคลองน้อย" ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าของผม คือซุ้มต่างๆข้าวของมากมายที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาจัดร้านเพื่อจำหน่ายและจัดแสดงให้เห็นว่า "บ้านปากคลองน้อย" มีของดีๆ มากมายเหลือเกิน
        ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว ขิง ข่า ตะไคร้ มะกูด มะนาว และอื่นๆ อีกเยอะมาก ผักปลอดสารพิษชนิดต่างๆ ก็มีฟักทอง บวบ แตงกวายักษ์ มะเขือยาว โอ้ว...มากมายจนบรรยายไม่ไหว แล้วก็มีผลไม้ต่างๆ อาทิ มังคุด หรือขนมไทยๆ ที่ผมเห็นก็จะมีขนมจาก ขนมตาล ขนมใส่ไส้ รสชาติหวานมัน ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกะลามะพร้าว และอื่นๆ อีกมากมายทีเดียวครับ
 นอกจากนี้ "บ้านปากคลองน้อย" ยังมีศูนย์จำหน่ายโอทอปผลิตภัณฑ์คลองน้อย มีผลผลิตที่
จำหน่ายสู่ตลาดภายในและภายนอกชุมชน อาทิ ผลไม้สด ผักสด ผ้าบาติก อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์ใช้สอยในครัวเรือน มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกสีธรรมชาติ ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กลุ่มเกษตรกร (กระท้อน) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากผลผลิตการเกษตร และอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม และมีคณะกรรมการหมู่บ้านที่เข้มแข็ง สามารถพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน ส่งผลให้ "บ้านปากคลองน้อย" กลายเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ที่สำคัญ "บ้านปากคลองน้อย" ยังถือเป็นหมู่บ้านที่มี
กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตดีเด่น เนื่องจากครัวเรือนในหมู่บ้านมีการออมเงินถึง 100 เปอร์เซ็นต์ มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการด้านเงินทุน จนเป็นหมู่บ้านต้นแบบระดับตำบล ซึ่งปัจจุบันกลุ่มออมทรัพย์ฯ มียอดเงินสัจจะสะสมหมุนเวียนกว่า 24 ล้านบาททีเดียวครับ
"นพดล บุญช้าง" ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อย เล่าว่า การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 มีสมาชิกใน
กลุ่ม 585 คน โดยมีแนวคิดอยากให้ประชาชนในหมู่บ้านมีความสุขในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ ซึ่งชาวบ้านรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานสถาบันการเงินของหมู่บ้าน โดยชาวบ้านสามารถใช้ภูมิปัญญาในการบริหารจัดการ มีการออม ฝากเงิน และปันผล เมื่อออมได้ประมาณ 1 ปี เราก็ให้สมาชิกกู้เงินไปกับกลุ่มอาชีพ เมื่อได้ผลกำไรก็นำเงินมาคืนให้กับทางกลุ่ม ซึ่งการบริหารจัดการจะง่าย เพราะเปรียบเสมือนเสาหลักของ
หมู่บ้าน และกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตยังสามารถทำได้ทุกอย่าง สามารถนำเงินไปพัฒนาหมู่บ้านในระบบต่างๆ ได้ด้วย การส่งเสริมอาชีพ การจัดการชุมชน รวมถึงให้กับสมาชิกตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ เสียชีวิต สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นหน้าที่ของกลุ่มออมทรัพย์ฯ สามารถลดการพึ่งพิงจากหน่วยงานราชการ และสามารถพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด
"ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อย" บอกด้วยว่า กลุ่มออมทรัพย์ฯ จะประสบความสำเร็จ เป็นหมู่บ้านที่เข้มแข็งได้ พี่น้องประชาชนก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย ส่วนการดำเนินงานเพื่อให้มีความเข้มแข็งต้องยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ และถือเป็นหัวใจสำคัญของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต คือมีความซื่อสัตย์ ความเสียสละ ความรับผิดชอบร่วมกัน ความเกรงอกเกรงใจ และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน มีการปลูกจิตสำนึกคุณธรรม เวลากู้เงินของกลุ่มไปแล้วจะต้องนำเงินมาส่งคืนในระยะเวลาที่ทางกลุ่มกำหนดไว้ด้วย
"ผลึก เจริญกุล" หญิงสูงวัยชาวบ้านปากคลองน้อย บอกว่า
เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตตั้งแต่ก่อตั้งแรกๆ ซึ่งการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ฯ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆสำหรับชาวบ้าน เวลาจะลงทุนทำอะไรก็ไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาใช้ ปัจจุบันตนเองมีเงินสะสมอยู่บัญชีเล่มหนึ่งก็ประมาณกว่า 1 แสนบาท
"สุริยัณห์ จิรสัตว์สุนทร" นายอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี บอกว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต เป็นจุดเด่นของหมู่บ้านปากคลองน้อย เพราะประชาชนมีความซื่อสัตย์ มีความสามัคคีกัน ที่สำคัญมีความสุจริต
ที่ไหนก็ตามเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ถ้ามีความสุจริตเชื่อถือได้ การขับเคลื่อนจะดีมาก และสามารถเป็นต้นแบบขยายไปยังหมู่บ้านอื่น ตำบลอื่นๆ ได้อีก โดยหมู่บ้านปากคลองน้อยสามารถเดินด้วยตนเอง คิดเอง ทำเอง ส่วนตนเป็นแค่ที่ปรึกษาแนะนำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งทางกลุ่มออมทรัพย์ฯ กำลังขยายรับสมาชิกให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ผลประโยชน์จากกองทุนตรงนี้ และอนาคตอาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มออมทรัพย์ฯ อาจขยายตัวเป็นสถาบันการ
เงินของหมู่บ้านปากคลองน้อย ซึ่งหากมีตรงนี้จะสามารถขับเคลื่อนกลุ่มต่างๆ ได้หมด โดยกำลังมีการพัฒนารูปแบบอยู่ แต่ก็มีข้อสังเกตและให้คำปรึกษาทางกลุ่มว่าหากกลุ่มโตเร็วมากเกินไป ใช้รูปแบบธนาคารเข้ามา มีผลกำไร ผลขาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้องมาก จะส่งผลต่อความเอื้ออาทรของประชาชนให้จืดจางลงหรือไม่ ซึ่งอาจจะดำเนินงานในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่เกิดผลกระทบตามมาภายหลังได้
"เรือโทภัทรชัย ขันธหิรัญ" เลขานุการกรมการปกครอง บอก
ว่า การลงพื้นที่ "บ้านปากคลองน้อย" อยากให้สื่อมวลชนเห็นว่าฝ่ายปกครองทำงานอะไรกันบ้าง เรามีกลไกตั้งแต่ระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ระดับจังหวัด อำเภอ จนกระทั่งถึงระดับหมู่บ้าน ก็มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจหมู่บ้าน อย่างการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านปากคลองน้อย และอื่นๆ ที่ทางรัฐบาลมอบหมายมา เราก็ได้กลไกตัวนี้มาขับเคลื่อนงานในพื้นที่ให้สำเร็จ แต่ขณะเดียวกันกลไกความสำเร็จคงเกิด
จากประชาชน คณะกรรมการหมู่บ้าน ผู้นำท้องถิ่น จับมือร่วมกัน ถือเป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จ
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" อย่างน้อยๆ การได้มาเยือน "บ้านปากคลองน้อย" ครั้งนี้ ก็ได้เห็นตัวอย่างจากกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันเองของชาวบ้านและทำงานร่วมกับส่วนราชการต่างๆ มี "นายอำเภอ" เป็นผู้นำ และส่วนราชการต่างๆ ช่วยเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนและแนะนำสิ่งต่างๆ ให้กับประชาชนได้อย่างน่าชื่นชมทีเดียว...!!!

                               "นายตะลอน"
**********************************************

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กุ้ยหลินเมืองไทย ปค.หนุนท่องเที่ยว


          ช่วงเคลิ้มๆ หลับๆ ตื่นๆ ระหว่างเดินทางโดยรถตู้ ก็สัมผัสได้ว่าการเดินทางมา "เขื่อนรัชชประภา" บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "เขื่อนเชี่ยวหลาน" ที่ถูกขนานนามว่า "กุ้ยหลินเมืองไทย" ได้มาถึงจุดหมายแล้ว 
ประมาณเวลาก็บ่ายแก่ๆ เกือบจะเย็นๆ เพื่อลงเรือยนต์ที่ท่าเรืออเนกประสงค์เทศบาลตำบลเชี่ยวหลาน ที่สำคัญการเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อติดตามดูภารกิจของ "นายอำเภอบ้านตาขุน" บทบาทหนึ่งของ "กรมการปกครอง" กระทรวงมหาดไทย ในการส่งเสริมหมู่บ้าน ชุมชน ผู้ประกอบการ ฯลฯ ด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
คณะของเรานั่งเรือยนต์ออกจากท่าเรือเชี่ยวหลาน มุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำรัชชประภา เพลิดเพลิน
กับการชมธรรมชาติ ภูเขาหินปูนที่ทับซ้อนกันไปมา ปกคลุมด้วยแมกไม้ โดยมีจุดหมายปลายทางของวันนี้ที่ "แพภูตะวัน" ตั้งอยู่บริเวณ "เขื่อนรัชชประภา" หมู่ที่ 5 ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับ "เขื่อนรัชชประภา" มีข้อมูลที่สนใจ คือเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของภาคใต้ อยู่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ส่วนใหญ่ติดอุทยานแห่งชาติ
เขาสกเกือบทั้งหมด มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 185 ตารางกิโลเมตร
ขณะที่คิดอะไรเพลินๆ เรือยนต์พาพวกเราแล่นผ่านสายน้ำของอ่างเก็บน้ำที่กว้างใหญ่มาถึง "แพภูตะวัน" ใช้เวลาเดินทางเพียง 30 นาทีเท่านั้น แน่นอนว่าค่ำคืนนี้เราจะพักผ่อนกันที่นี่ หลังจากเก็บสัมภาระแยกย้ายกันเข้าแพพักผ่อนกันตามอัธยาศัย บางคนก็ดำผุดดำว่ายกัน พายเรือคายัคเพลิดเพลินใจ ส่วนผมนั่งชมธรรมชาติรอบๆ แพพักเรื่อยเปื่อย สำหรับ "แพภูตะวัน" ชื่อนี้มีที่มาจากที่ตั้งของแพถูกห้อมล้อมด้วยภูเขาทั้งสี่ด้าน เป็นภูมิประเทศที่มี
ความสวยงามมากในเขื่อนแห่งนี้ และเมื่อยามเย็นดวงอาทิตย์ตกบริเวณภูเขาด้านหน้าแพพอดี จึงเกิดเป็นที่มาของชื่อ "แพภูตะวัน" และค่ำคืนนี้ผมคงต้องชาร์จแบตให้ร่างกายพร้อมเต็มที่ เพราะเช้าวันพรุ่งนี้ต้องเก็บข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ใน "เขื่อนรัชชประภา" เพื่อมาบอกเล่ากัน แต่กว่าจะได้หลับตานอนก็ปาเข้าไป "สามนาฬิกา" ของวันใหม่แล้ว...ขอตัวนอนเอาแรงก่อนน่ะ...
เช้าวันใหม่...ผมเก็บสัมภาระเตรียมพร้อมสำหรับลุยงาน แม้เช้านี้จะมีเมฆฝนครึ้ม ฝนตกโปรยปราย
แต่ภารกิจยังเหมือนเดิมครับ แถมยังมีโอกาสสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวประมงพื้นบ้านที่จับปลาสดๆ มาขายที่แพด้วย ไม่แปลกใจเลยว่า "ข้าวต้มปลา" ที่ผมกินมื้อเช้าอร่อยจริงๆ เพราะอาหารส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นปลาน้ำจืดที่ชาวบ้านจับมาจากอ่างเก็บน้ำภายในเขื่อน จึงรับประกันความสดของวัตถุดิบเข้ากับบรรยากาศที่นี่เป็นอย่างดี
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ "สมปราชญ์ ปราบสงคราม" นายอำเภอบ้านตาขุน ถึงบทบาทภารกิจของฝ่ายปกครองในการส่งเสริมการการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่
"เขื่อนรัชชประภา" ซึ่งท่านก็บอกว่า ก่อนหน้านี้มีการจัดพิธีมงคลสมรส เนื่องโอกาสในวันแห่งความรัก ประจำปี 2558 เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งทางอำเภอบ้านตาขุนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ จัดงาน "14 กุมภา วิวาห์พาฝัน สวรรค์กุ้ยหลิน" โดยจัดพิธีขบวนขันหมาก แห่กลองยาว นำคู่บ่าวสาวจำนวน 4 คู่ จากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสงไปลงเรือหางยาว ทำพิธีรดน้ำสังข์ที่ "แพภูตะวัน" มอบทะเบียนสมรสให้คู่บ่าวสาวที่บริเวณ "เขาสามเกลอ" หรือ "กุ้ยหลินเมืองไทย" ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอ่างเก็บน้ำ
เขื่อนรัชชประภา ซึ่งการจัดครั้งแรกแม้ว่ามีคู่บ่าวสาวมาร่วมงานเพียงไม่กี่คู่ แต่เป็นคู่รักที่หลงใหลการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยววิถีไทยในปีนี้และปีต่อไป จึงขอเชิญชวนคู่รักและผู้สนใจมาร่วมงานได้ ซึ่งจะจัดให้ยิ่งใหญ่และประทับใจมากยิ่งกว่าปีนี้อีก
"หลังจากจัดงานวิวาห์ที่ผ่านมาก็เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในภาพรวมผู้ประกอบการแพพักต่างๆ ก็มีคนจองหมด บางแห่งต้องจองที่พักกันนานนับเดือน ยิ่งช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือเทศกาลวันหยุด
ยาว ห้องพักจะเต็มหมด จำนวน 12 แพของเอกชน กับอีก 4 แพของอุทยานแห่งชาติฯ มีไม่เพียงพอที่จะรองรับนักท่องเที่ยว" "นายอำเภอบ้านตาขุน" บอกและว่า นอกจากนี้ทางฝ่ายปกครองยังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสุ่มตรวจคนขับเรือยนต์เพื่อหาสารเสพติด เพื่อป้องกันอันตรายแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งที่ผ่านมาก็มีบ้างที่ตรวจเจอสารเสพติดในปัสสาวะคนขับเรือ ทางเราก็ส่งไปบำบัดรักษา
คราวนี้ก็ถึงเวลานั่งเรือยนต์ไปชม "กุ้ยหลินเมืองไทย" กันแล้วครับ บริเวณ "เขาสามเกลอ"
งามจับใจเหลือเกิน แม้จะมีเมฆครึ้ม ฝนตกโปรยปรายตลอดทางวิวทิวทัศน์ยอดเขาหินปูนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมามากมาย สลับซับซ้อนกันไปมา ล้อมรอบไปด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่ ประกอบกับสีของตะไคร่น้ำที่อยู่เบื้องล่างทำให้น้ำในเขื่อนมีสีเขียวคล้ายสีมรกต จนไม่น่าเชื่อว่า "เมืองไทย" ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามไม่แพ้ต่างประเทศเลยครับ
หลังจากชักภาพถ่ายรูปกันแล้ว เราก็นั่งเรือยนต์มาขึ้นฝั่ง เพื่อเดินเท้าขึ้นเขาศึกษาธรรมชาติ เส้นทางเรียบชายเขาบริเวณป่า 500 ไร่
ตั้งอยู่ในหน่วยพิทักษ์ป่า (ชั่วคราว) ห้วยถ้ำจันทร์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ต.เขาพัง อ.บ้านตาขุน แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ตลอดเส้นทางการเดินเท้าค่อนข้างลำบากพอสมควร เนื่องจากมีฝนตก จึงทำให้ลื่นมาก แต่ก็ถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีทีเดียว ท่ามกลางเสียงสัตว์นานาชนิด และพันธุ์ไม้ต่างๆ มากมายตลอดสองข้างทาง ทำให้รู้สึกสดชื่น แต่น่าเสียดายการเดินเท้าในวันนี้ไม่พบกับฝูงค่างแว่น ซึ่งมีอยู่ชุกชุมในแถบนี้ จากนั้นเราก็ขึ้นแพยนต์ของหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยถ้ำจันทร์ฯ ไปชม
"ถ้ำปะการัง" ภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อย รูปทรงสวยงามต่างๆ มากมายที่ยังมีชีวิตอยู่ ถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ.2515 จากการสำรวจพบว่าถ้ำมีอายุ 250 ล้านปี ซึ่งบริเวณแถบนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน และพบฟอสซิลสัตว์ทะเลภายในถ้ำ จึงได้ตั้งชื่อว่า "ถ้ำปะการัง"
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ขากลับเรานั่งเรือยนต์แวะชม "ถ้ำหัวกะโหลก" แล้วก็เก็บสัมภาระเพื่ออำลา "กุ้ยหลินเมืองไทย" กลับกรุงเทพฯ กัน จริงๆ แล้วสถานที่ท่องเที่ยวใน 
"เขื่อนรัชชประภา" ยังมีอีกหลายแห่งที่น่าสนใจในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก อาทิ การผจญภัยถ้ำน้ำทะลุ เป็นต้น แต่เนื่องจากเรามีเวลาจำกัด จึงเอาแค่พอประมาณ อย่างน้อยๆก็ได้เห็นบทบาทของฝ่ายปกครองในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ซึ่งคนที่มาเป็น "นายอำเภอ" นั้น จะต้องประสานหน่วยงานต่างๆ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย...!!!
"นายตะลอน"
**************************************************