วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะลุยคลองโคน ปลูกป่าชายเลน

             ท่าเรือวัดคลองโคน ภายในหมู่บ้านตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ในวันที่แดดไม่แรงมากถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมและคณะของสำนักงานศาลปกครอง นั่งเรือยนต์ออกจากท่าเรือแห่งนี้ เพื่อไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนคลองโคนกัน ตลอดสองฝั่งริมน้ำของคลองโคน สิ่งที่เราได้เห็นคือวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีอาชีพประมง จับสัตว์น้ำทั่วไป
           แต่สิ่งที่ดูโดดเด่นของชาวบ้านคลองโคน ก็คงจะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ให้กับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมถึงกิจกรรมปลูกป่าซึ่งถือเป็นจุดเด่นในการอนุลักษณ์ป่าชายเลนกันเลยทีเดียว และที่ป่าชายเลนคลองโคนเนี่ยละที่ผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครับ
จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่พบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่มากมายทีเดียว เพราะในอดีตนั้น "ป่าชายเลนคลองโคน" ถือได้ว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์
มีสัตว์น้ำนานาชนิดอาศัยอยู่มากมาย โดยเฉพาะกุ้ง หอย ปู และปลาชุกชุมมาก เนื่องจากมีระบบนิเวศที่ดี ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองโคนทำมาหากินกัน ยึดอาชีพทำประมงจับสัตว์น้ำได้อย่างไม่ลำบากนัก ในอดีตป่าชายเลนคลองโคนมีเนื้อที่มากกว่า 7 หมื่นไร่ แต่เพราะการถางป่าเพื่อทำนากุ้ง การลักลอบตัดไม้ และการแปรสภาพของน้ำทะเล ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลผลต่อการเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลนในแถบนี้ เพราะทำให้จำนวนป่าลดน้อยลงนั่นเอง

            ในปี พ.ศ. 2519 การทำนากุ้งล้มเหลว แต่สิ่งที่ยังคงเหลือไว้ให้ผู้คนได้พบเห็นและเป็นเสมือนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ป่าชายเลนแถบนี้ลดลง
จนเหลือแค่ประมาณ 1 พันไร่ รวมถึงระบบนิเวศป่าชายเลนที่เสื่อมโทรมลง คือพื้นที่ว่างๆ ที่แต่เดิมเคยเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมาปี พ.ศ. 2534 ชาวบ้านในพื้นที่คลองโคน ได้ร่วมกันปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูสภาพความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง แรกๆ ก็ประสบปัญหาหลายอย่างตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่จะปลูก การอยู่รอดของพันธุ์ไม้หลังการปลูก แม้ชาวบ้านจะเกิดการย่อท้อบ้างแต่ก็ยังคงเดินหน้าปลูกป่าเรื่อยมา
จนกระทั่งหน่วยงานของรัฐเริ่มเข้ามาให้ความสนใจมากขึ้น ที่สำคัญ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกป่าชายเลนคลองโคน จึงได้เสด็จมาปลูกป่าที่นี่ด้วยพระองค์เอง ส่งผลให้ปัจจุบันป่าชายเลนคลองโคน พลิกฟื้นขึ้นมาเขียวขจีอีกครั้งหนึ่ง และทำให้ทรัพยากรชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ขึ้นมากมาย เป็นการปลุกวิถีการทำประมงพื้นบ้านชายฝั่งให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง แถมชาวบ้านคลองโคน ยังรวมตัวกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้นในพื้นที่ป่าชายเลนคลองโคน เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชนด้วย
               ปัจจุบันบ้านคลองโคน ถือได้ว่ามีผืนป่าชายเลนกว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เพราะมีพื้นที่ราว 2 พันไร่ ซึ่งวันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอนุรักษ์ธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงครามแห่งหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเมื่อปีพ.ศ. 2550 หมู่บ้านชุมชนคลองโคน เคยได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยวแน่นอนครับว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังบ้านคลองโคนแห่งนี้แล้ว นอกจาก ได้ชมธรรมชาติ วิถีชีวิตการประมงแบบพื้นบ้านแล้ว

ก็ยังจะได้ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน สนุกสนานไปกับการนั่งเรือแถกเลนเพื่อปลูกต้นลำพู ต้นโกงกาง พันธุ้ไม้ประจำป่าชายเลน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้บรรดานักท่องเที่ยวเดินทางมายังบ้านคลองโคนแห่งนี้ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาระบบนิเวศในป่าชายเลน ชมธรรมชาติและวิถีชีวิตการประมงแบบพื้นบ้านอีกด้วย
 "ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม"  เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง บอกว่า กิจกรรมปลูกป่าครั้งนี้ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นอกจากสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่
สำนักงานศาลปกครอง จะได้ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ปลูกป่าชายเลนคลองโคน ร่วมกันแล้ว ยังจะได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศาลปกครองด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ระหว่างสื่อมวลชนและศาลปกครองไปพร้อมกันด้วย และก็หวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะสร้างความเข้าใจ และการสื่อสารของศาลปกครองกับสื่อมวลชนเป็นไปด้วยความราบรื่นมีไมตรีจิตที่ดีต่อกัน
 เพียงชั่วอึดใจเดียวคนขับเรือยนต์ หรือเรือหางยาว ก็พาคณะของเรามาถึงบริเวณป่าชายเลน ระหว่างนั้นก็มีฝูงลิงแสม ออกมาต้อนรับพวกเรา ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนบริเวณแถวนี้ ซึ่งเราสามารถให้อาหารกับลิงแสมเหล่านี้ ซึ่งข้อควรระวัง แม้ลิงแสมแถวนี้จะไม่ทำร้ายคนก็ตาม แต่เมื่อลิงกระโดดเข้ามาใกล้เรือ หรือขึ้นมาบนเรือให้รีบให้อาหารและอย่าแกล้งลิง รวมถึงเก็บของมีค่าหรือของที่ไม่อยากให้เปื้อนดินโคลน เพราะลิงจะขึ้นมาพร้อมโคลนเต็มตัว มีโอกาสที่จะทำให้กระเป๋าหรือสิ่งของของนักท่องเที่ยวเปอะเปื้อนได้ครับ
ในขณะที่ผมนำกล้าไม้ เหยียบย่ำดินโคลนปลูกป่า ร่วมกับคนอื่นๆ อย่างออกรสชาติอยู่นั้น ก็จะมี
ลิงแสมมาอยู่ใกล้ โผล่หน้าสลอนทักทายพวกเราเป็นระยะ บางตัวสนิทกับคนถึงขั้นเข้ามาใกล้ๆ เลยทำให้ผมคิดไปไกลว่าหากเราสามารถฝึกลิงแสม เหล่านี้ให้รู้จักการปลูกป่าช่วยคนก็คงจะดีไม่น้อย เพราะขนาดฝึกลิงกังขึ้นมะพร้าว คนก็ยังฝึกมาแล้ว ดูเหมือนว่าความคิดของผมจะฟุ้งไปไกลมาก แต่ที่แน่นอนการได้มาร่วมปลูกป่าครั้งนี้ สำหรับผมแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะว่าส่วนใหญ่จะได้เดินทางไปปลูกป่าบนดิน ไม่ใช่ป่าชายเลนเสียส่วนใหญ่ เวลาย่ำเท้าลงดินโคลน ทุกย่างเท้าจึงมีความหมาย และทำให้
เกิดจินตนาการมากมายทีเดียว และแน่นอนนั่นคือความสุขใจในการได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในการอนุรักษ์รักษาป่าชายเลนให้อยู่คู่กับชุมชนคลองโคน ตราบนานเท่านาน
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาถึงจังหวัดสมุทรสงคราม หากทำความรู้จักถึงที่มาที่ไปของจังหวัดนี้ก็ดูกระไรอยู่ จังหวัดสมุทรสงคราม หรือเมืองแม่กลองในอดีต คือแขวงบางช้างของเมืองราชบุรี ซึ่งแขวงบางช้าง มีศูนย์กลางอยู่ที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ตามการแบ่งเขตการปกครองในปัจจุบัน
แขวงบางช้างมีอีกชื่อว่าสวนนอก ต่อมาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องกับสมัยกรุงธนบุรี แขวงบางช้างแยกออกจากจังหวัดราชบุรีเรียกว่า "เมืองแม่กลอง"  และจังหวัดสมุทรสงคราม ถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี พม่าได้ส่งกองทัพผ่านเข้ามาถึงบริเวณตำบลบางกุ้ง พระเจ้าตากสินฯ ทรงรวบรวมผู้คนสร้างค่ายป้องกันทัพพม่าจนข้าศึกพ่ายแพ้ไป ณ บริเวณค่ายบางกุ้ง นับเป็นการป้องกันการรุกรานของพม่าเข้ามายังไทยครั้งสำคัญในช่วงเวลานั้น และคงทิ้งท้ายว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ปลูกป่าชายเลนคลองโคน หากใครยังไม่เคยแวะเวียนมาน่าจะหาโอกาสมาทำกิจกรรมสักครั้ง เพราะเพียงแค่  1 วัน เราก็สามารถเติมเต็มความสุขทางใจได้จริงๆ...!!!
                            "นายตะลอน"
************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น