วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตามรอยคดีปกครอง โพงพางแม่กลอง

          รั้งแรกที่มีโอกาสมาเยือนบ้านเขายี่สาร ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และวิถีชุมชนริมคลองขุดยี่สาร เป็นเส้นทางทางน้ำที่สามารถเชื่อมต่อกับปากอ่าวแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม และบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
          ซึ่งผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะของสำนักงานศาลปกครองเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งจัดกิจกรรม "ตามรอยคดีปกครอง จังหวัดสมุทรสงคราม ล่องเรือยนต์ตามลำน้ำคลองขุดยี่สาร" สำรวจพื้นที่ซึ่งมีการทำประมงพื้นบ้านด้วยเครื่องมือโพงพาง และกรมประมงได้มีการประกาศให้รื้อถอน จนเป็นคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง โดยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรมประมง และผู้ว่าราชการจังหวัดสุมทรสงครามจัดตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย (ไตรภาคี) เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเยียวยาความเดือดร้อนจากการต้องเลิกอาชีพประมงโพงพางให้กับประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงโพงพางในเขตจังหวัดสมุทรสงครามให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
         โดยคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก "ทัดทรวง พิกุลทอง" พร้อมชาวบ้านรวม 9 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำการประมงโดยเครื่องมือโพงพางในแม่น้ำแม่กลอง และคลองสาขาสายต่างๆ ในพื้นที่
ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา และตำบลนางตะเคียน ตำบลบ้านปรก ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยื่นฟ้องกรมประมง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้สั่งเพิกถอนประกาศจังหวัดสมุทรสงครามที่ให้ทำการรื้อถอนเครื่องมือโพงพางที่ไม่ได้รับอนุญาตในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2555 ภายใน 30 วัน โดยเหตุที่ศาลมีคำพิพากษาให้ตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย ระบุว่า การที่ได้ออกประกาศให้มีการรื้อถอนเครื่องมือ
โพงพางของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวของกรมประมงและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้ปฏิบัติกับผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ
ส่วนที่อ้างว่าการทำประมงโพงพาง เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เห็นว่า การรวมกลุ่มเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น ต้องเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะของโพงพาง พบว่า
มีการปักหลักติดตั้งต่อเนื่องตลอดแนวคลอง วางสลับตำแหน่งแบบฟันปลาฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำและคลอง เป็นการดักสัตว์น้ำที่มาตามกระแสน้ำโดยไม่เลือกชนิด ประเภท ขนาด ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นเครื่องมือประเภททำลายพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งยังพบว่าเป็นการจำกัดสิทธิผู้ทำอาชีพประมงประเภทอื่น กีดขวางการสัญจรทางน้ำ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมาหลายรายแล้ว การรวมกลุ่มของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 66 และมาตรา 67 บัญญัติรับรองไว้
        ขณะเดียวกันศาลเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินกำหนดในการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพทำการประมง เนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ต.ค.56 ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

แห่งชาติ และมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) (Thai Water Partnership Thailand) ได้จัดเวทีสัมมนา เรื่อง สิทธิชุมชน กฎหมาย และการจัดการทรัพยากรประมงพื้นบ้าน ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน โดยมีข้อสรุปให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย (ไตรภาคี) ซึ่งถือเป็นข้อสัญญาพันธะผูกพันหรือสัญญาประชาคมที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีต่อประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงโพงพาง แต่ข้อเท็จจริง
ปรากฏว่าตั้งแต่วันเวลาดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน หรือหาแนวทางช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า และประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงโพงพางให้เป็นรูปธรรมตามที่มีการสัญญาไว้ในการสัมมนาในวันเวลาดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด
ตลอดสองฝั่งคลองขุดยี่สารที่ล่องเรือยนต์นั้น เราได้เห็นธรรมชาติสองฝั่งคลอง บ้านเรือนวิถีชีวิตของชาวบ้านริมคลองฯ ป่าโกงกางที่ยังพอได้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์อยู่บ้าง ตลอดจน "โพงพาง"
เครื่องมือประมงพื้นบ้านที่ใช้สำหรับ
จับสัตว์น้ำ มีเพียงเสาหลักไม้ที่ตั้งอยู่กลางท้องน้ำเท่านั้น
"ทัดทรวง พิกุลทอง" ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงเครื่องมือโพงพาง บอกว่า หลังจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้จัดตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย หรือไตรภาคี ชาวบ้านมองว่าการมีไตรภาคีคงจะหาคำตอบได้ทุกอย่างตามที่ชาวบ้านเรียกร้องมาตั้งแต่ทีแรก ซึ่งการฟ้องร้องไม่ได้คิดว่าจะแพ้หรือชนะ แต่การตั้งไตรภาคีจะทำให้ชาวบ้านสามารถหาคำตอบได้ โดยระหว่างนี้ได้รวบรวมข้อมูลของชาว
บ้านแต่ละคนเพื่อนำเข้าสู่ไตรภาคี และอยู่ระหว่างรอทางจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งข้อเสนอของเราก็จะหาข้อมูลว่าเราทำลายพันธุ์สัตว์น้ำจริงหรือไม่ และมีผลกระทบกับอาชีพเราอย่างไร ซึ่งเราก็จะทำการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติด้วย รวมถึงเรื่องขยะในน้ำที่เราเล็งเห็นว่าไม่มีใครดูแลเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม และอยากฝากถึงกรมประมงว่าหากเราจับมือแก้ปัญหากันมันมีทางออก ซึ่งชาวบ้านพร้อมจะแก้ปัญหากับกรมประมงอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องช่วยกันใส่ใจ พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร หันหน้าคุยกัน จับมือช่วยกันแก้ปัญหา
  "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในช่วงสุดท้าย "วชิระ ชอบแต่ง" รองโฆษกสำนักงานศาลปกครอง บอกว่า หลังจากกรมประมงออกประกาศห้ามใช้โพงพางในการทำประมงเมื่อปี 2555 เพราะเห็นว่าเครื่องมือประมงดังกล่าวทำลายระบบนิเวศน์ รวมถึงกีดขวางการสัญจรทางน้ำ จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านอาชีพประมงโพงพางเดือดร้อนและยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และชาวบ้านเองก็มีคำขอให้ทางราชการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อพูดคุยและหาทางแก้ไขปัญหา
                โดยชาวบ้านระบุเป็นวิถีชีวิตชุมชนประกอบอาชีพมานานแล้ว และมีรายได้จากการประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนกรมประมงก็มีรายงานว่าการประกอบอาชีพเหล่านี้ทำให้วงจรสัตว์น้ำสูญสิ้นไป ศาลเห็นว่าเรื่องนี้มีการพูดคุยกันมานาน มีการเจรจากันหลายครั้ง ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จนเป็นเหตุให้มีข้อพิพาทเกิดขึ้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี ศาลจึงพิพากษาให้ไปตั้งคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกัน...!!!
                                     "นายตะลอน"
*************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น