วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เยือนถิ่นเสาไห้ ไหว้พระชมศิลปะ

            ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสมาเยือนอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นอำเภอที่มีชื่อเสียงด้านประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ประเพณีการแข่งเรือยาว ผ้าทอ และข้าวสาร ฯลฯ โดยอำเภอเสาไห้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2437 แต่เดิมเป็นตัวเมืองสระบุรีมาก่อน และเป็นตำบลเมืองเก่าที่มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าชื่ออำเภอนี้ได้มาจากตำนานแม่นางตะเคียนเสาร้องไห้ ซึ่งเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเสาไห้ เมื่อครั้งสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานี ได้มีการเกณฑ์เสาจากหัวเมืองต่างๆ เพื่อคัดเลือกเสาที่มีรูปร่างลักษณะงดงาม เพื่อจัดเป็นเสาเอก
           ทางเมืองสระบุรีได้จัดส่งเสาต้นหนึ่งที่มีลักษณะงดงามมากล่องลงมาตามลำน้ำป่าสัก พอมาถึงกรุงเทพฯ ช้าไป จึงได้มีการคัดเลือกเสาเอกไปก่อนแล้ว จึงได้กลายเป็นเสารอง เสาต้นนี้เกิดความเสียใจ จึงลอยทวนน้ำกลับขึ้นมาจมลงบริเวณตำบลแห่งนี้อยู่ประมาณ 100 กว่าปี ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2501 ชาวบ้านรายหนึ่งฝันว่ามีหญิงคนหนึ่งบอกว่าเป็นนางไม้ประจำเสาที่จมน้ำอยู่ ให้เอาเสาขึ้นมาจากน้ำด้วย และจึงกลายเป็นตำนานบอกเล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน


          ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอน ตามอำเภอใจ" ทำบุญไหว้พระที่วัดพะเยาว์ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งนอกจากจะได้ทำบุญแล้ว ยังได้ชมศิลปะโบราณต่างๆ ภายในวัดแห่งนี้มากมาย เนื่องจากวัดพะเยาว์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ หรือหลวงพ่อทองคำ สมัยกรุงศรีอยุธยา มีพุทธลักษณะที่งดงาม พระวรกายสมสัดส่วน สง่างาม เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิแบบ

ขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง 110 เซนติเมตร สูง 170 เซนติเมตร พระพักตร์กลม พระโอษฐ์ยิ้ม ยอดเศียรเปลวอุนาโลม
   โดยพระพุทธรูปทองคำสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งใน 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 พระพุทธรูปทองคำเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เดิมเป็นพระพอกด้วยปูนลงรักไว้นานมาก
ทิ้งตากแดดไว้ที่วัดร้างในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.2420 ชาวบ้านศาลารีไทย หมู่ที่ 3 ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นชื่อว่า วัดอุทิศสโมสร ขาดพระพุทธปฏิมาประธาน ทราบข่าวว่ามีพระพุทธรูป
องค์ใหญ่ปล่อยทิ้งไว้ไม่มีผู้สนใจ จึงไปอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดอุทิศสโมสร จนกระทั่ง พ.ศ.2478 วัดอุทิศสโมสรกลายเป็นวัดร้าง เนื่องจากหมู่บ้านขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านจึงอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น พระพุทธรูปก็ถูกทิ้งร้างไว้อีกเช่นเดิม
ในปี พ.ศ.2484 วัดพะเยาว์ต้องการพระประธานใหญ่สำหรับอุโบสถหลังใหม่ จึงไปอัญเชิญพระพุทรูปปูนที่วัดร้างอุทิศสโมสรมาประดิษฐาน มีนาคที่กำลังบวชพระผู้หนึ่งสังเกตเห็นรอยรักแทรกอยู่ระหว่างปูนที่ฉาบไว้ จึงให้ชาวบ้านช่วยกันกะเทาะปูนออกมาพบว่าเป็น
ทองคำทั้งองค์ ทางกรมศิลปากรตรวจสอบปรากฏว่าเป็นโลหะที่มีทองคำผสมอยู่ถึง 70 % ชาวบ้านจึงเรียกว่า "หลวงพ่อทองคำ" ปัจจุบันได้มีผู้ศรัทธาพร้อมใจกันสร้างวิหารจัตุรมุขขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ให้เป็นสง่าราศีและเป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่ชาวเมืองสระบุรี
ส่วนวัดสมุหประดิษฐาราม ตั้งอยู่ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เป็นอีกวัดหนึ่งที่ผมได้มาทำบุญไหว้พระพร้อมๆ กับชมศิลปะโบราณต่างๆ ภายในวัดด้วยเช่นกัน
ซึ่งตามประวัติวัดสมุหประดิษฐารามเล่าสืบต่อกันว่าเจ้าพระยานิกรบดินทร์ มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ต้นตระกูลกัลยาณมิตรได้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 3 เพื่ออุทิศให้มารดา เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วจึงได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง แต่จะเป็นในรัชกาลไหนไม่แน่ชัด เพราะปรากฏว่าท่านเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ได้เป็นที่สมุหนายกอยู่ถึง 2 รัชกาลคาบเกี่ยวกัน คือ ตอนปลายรัชกาลที่ 3 และต้นรัชกาลที่ 4 สันนิษฐานว่าคงจะได้ถวายในรัชกาลที่ 4 เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดพระราชทานนามว่า "วัดสมุหประดิษฐาราม"
ขณะที่ภายในวัดสมุหประดิษฐารามมีโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญๆ อาทิ พระอุโบสถ สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ.2400 เป็นลักษณะทรงไทยเฉลียง 2 ชั้น มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ หน้าบันเป็นปูนลวดลายดอกไม้และสิงห์ทั้ง 2 หน้า, ประตูหน้าหลัง หน้าต่าง 5 ช่อง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง เพดานเป็นไม้ระบายด้วยสี มีลายเป็นดอก มีกำแพงแก้วล้อมรอบทั้งสี่ด้าน มีซุ้มของกำแพงทั้ง 4 ด้านครบถ้วน
และยังมีตุ๊กตาจีน เป็นตุ๊กตาหินเขียวแกะสลัก ลักษณะแบบเซียนของจีน แกะสลักยืนทั้งคู่ สูง 1.16 เมตร มีมาในยุคเดียวกับการสร้างวัด ไม่ปรากฏชัดว่าได้มาจาก ณ ที่ใด ใครเป็นผู้ถวาย ซึ่งเมื่อก่อนนั้นมีหลายตัวตามที่ได้ตั้งไว้ประจำเสาหอสวดมนต์ สันนิฐานว่าสมัยการค้าขายทางเรือกับประเทศจีน เมื่อขายของหมดแล้ว เพื่อป้องกันเรือโคลงเคลง จึงได้ใส่ตุ๊กตาจีนไว้ในท้องเรือ
        สำหรับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ผนังด้านทิศเหนือ ผนังหุ้มกลอง ด้านหน้าพระประธานเป็นภาพขบวนแห่ในงานพิธีถวายกระทงเสียหัว ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้าน จัดขึ้นสำหรับการสะเดาะเคราะห์ ที่แสดงภาพวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เห็นเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน และภาพกลุ่มสตรีชาวล้านนา เป็นกลุ่มภาพที่งดงามและมีเสน่ห์ ทั้งยังให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งกาย สภาพสังคมและชีวิตของคนไทยในอดีตอีกด้วย ด้านทิศตะวันตกเขียนเรื่องพระสมุทโฆษ ด้านทิศตะวันออกเป็นภาพเขียนเรื่องหลวิชัย-คาวี เขียนเมื่อ พ.ศ.2443 ประตูด้านหน้าและหลังพระอุโบสถปรากฏเป็นลายรดน้ำ ปัจจุบันมีประชาชนชาวไทยและต่างประเทศมาเยี่ยมชมความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังโบราณกันอย่างไม่ขาดสาย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบัน "วัด" จำนวนมากในประเทศไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ของคนทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะวัดมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้วัดยังเชื่อมโยงเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ที่นำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย ซึ่งผมเองเวลาไปตะลอนฯ ในพื้นที่ไหนก็ตาม ถ้ามีโอกาสหรือพอมีเวลาอยู่บ้าง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือการได้เข้าวัดทำบุญตามกำลังทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่ ก็เหมือนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทำบุญน้อย ทำบุญมาก ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ทำบุญแล้วทำให้จิตใจเราเกิดความสบายใจ อิ่มเอิบใจก็พอแล้ว วันนี้ขอลาไปก่อนครับ คราวหน้ามาติดตามกันว่าผมจะไปตะลอนฯ ที่ไหนบ้าง...สวัสดีครับ...!!!
                       "นายตะลอน"
***********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น