วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะลุยคลองโคน ปลูกป่าชายเลน

             ท่าเรือวัดคลองโคน ภายในหมู่บ้านตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ในวันที่แดดไม่แรงมากถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมและคณะของสำนักงานศาลปกครอง นั่งเรือยนต์ออกจากท่าเรือแห่งนี้ เพื่อไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนคลองโคนกัน ตลอดสองฝั่งริมน้ำของคลองโคน สิ่งที่เราได้เห็นคือวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีอาชีพประมง จับสัตว์น้ำทั่วไป
           แต่สิ่งที่ดูโดดเด่นของชาวบ้านคลองโคน ก็คงจะเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ให้กับนักท่องเที่ยวจากที่ต่างๆได้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมถึงกิจกรรมปลูกป่าซึ่งถือเป็นจุดเด่นในการอนุลักษณ์ป่าชายเลนกันเลยทีเดียว และที่ป่าชายเลนคลองโคนเนี่ยละที่ผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครับ
จากคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่พบว่ามีข้อมูลที่น่าสนใจอยู่มากมายทีเดียว เพราะในอดีตนั้น "ป่าชายเลนคลองโคน" ถือได้ว่าเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์
มีสัตว์น้ำนานาชนิดอาศัยอยู่มากมาย โดยเฉพาะกุ้ง หอย ปู และปลาชุกชุมมาก เนื่องจากมีระบบนิเวศที่ดี ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลองโคนทำมาหากินกัน ยึดอาชีพทำประมงจับสัตว์น้ำได้อย่างไม่ลำบากนัก ในอดีตป่าชายเลนคลองโคนมีเนื้อที่มากกว่า 7 หมื่นไร่ แต่เพราะการถางป่าเพื่อทำนากุ้ง การลักลอบตัดไม้ และการแปรสภาพของน้ำทะเล ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลผลต่อการเปลี่ยนแปลงของป่าชายเลนในแถบนี้ เพราะทำให้จำนวนป่าลดน้อยลงนั่นเอง

            ในปี พ.ศ. 2519 การทำนากุ้งล้มเหลว แต่สิ่งที่ยังคงเหลือไว้ให้ผู้คนได้พบเห็นและเป็นเสมือนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ป่าชายเลนแถบนี้ลดลง
จนเหลือแค่ประมาณ 1 พันไร่ รวมถึงระบบนิเวศป่าชายเลนที่เสื่อมโทรมลง คือพื้นที่ว่างๆ ที่แต่เดิมเคยเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ต่อมาปี พ.ศ. 2534 ชาวบ้านในพื้นที่คลองโคน ได้ร่วมกันปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูสภาพความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง แรกๆ ก็ประสบปัญหาหลายอย่างตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่จะปลูก การอยู่รอดของพันธุ์ไม้หลังการปลูก แม้ชาวบ้านจะเกิดการย่อท้อบ้างแต่ก็ยังคงเดินหน้าปลูกป่าเรื่อยมา
จนกระทั่งหน่วยงานของรัฐเริ่มเข้ามาให้ความสนใจมากขึ้น ที่สำคัญ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกป่าชายเลนคลองโคน จึงได้เสด็จมาปลูกป่าที่นี่ด้วยพระองค์เอง ส่งผลให้ปัจจุบันป่าชายเลนคลองโคน พลิกฟื้นขึ้นมาเขียวขจีอีกครั้งหนึ่ง และทำให้ทรัพยากรชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ขึ้นมากมาย เป็นการปลุกวิถีการทำประมงพื้นบ้านชายฝั่งให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง แถมชาวบ้านคลองโคน ยังรวมตัวกันจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้นในพื้นที่ป่าชายเลนคลองโคน เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับชุมชนด้วย
               ปัจจุบันบ้านคลองโคน ถือได้ว่ามีผืนป่าชายเลนกว้างใหญ่ที่สุดของประเทศไทย เพราะมีพื้นที่ราว 2 พันไร่ ซึ่งวันนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอนุรักษ์ธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนที่สำคัญของจังหวัดสมุทรสงครามแห่งหนึ่งก็ว่าได้ เพราะเมื่อปีพ.ศ. 2550 หมู่บ้านชุมชนคลองโคน เคยได้รับรางวัลชุมชนดีเด่นทางด้านการท่องเที่ยวแน่นอนครับว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังบ้านคลองโคนแห่งนี้แล้ว นอกจาก ได้ชมธรรมชาติ วิถีชีวิตการประมงแบบพื้นบ้านแล้ว

ก็ยังจะได้ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน สนุกสนานไปกับการนั่งเรือแถกเลนเพื่อปลูกต้นลำพู ต้นโกงกาง พันธุ้ไม้ประจำป่าชายเลน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้บรรดานักท่องเที่ยวเดินทางมายังบ้านคลองโคนแห่งนี้ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาระบบนิเวศในป่าชายเลน ชมธรรมชาติและวิถีชีวิตการประมงแบบพื้นบ้านอีกด้วย
 "ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม"  เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง บอกว่า กิจกรรมปลูกป่าครั้งนี้ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นอกจากสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่
สำนักงานศาลปกครอง จะได้ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ปลูกป่าชายเลนคลองโคน ร่วมกันแล้ว ยังจะได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศาลปกครองด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ระหว่างสื่อมวลชนและศาลปกครองไปพร้อมกันด้วย และก็หวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะสร้างความเข้าใจ และการสื่อสารของศาลปกครองกับสื่อมวลชนเป็นไปด้วยความราบรื่นมีไมตรีจิตที่ดีต่อกัน
 เพียงชั่วอึดใจเดียวคนขับเรือยนต์ หรือเรือหางยาว ก็พาคณะของเรามาถึงบริเวณป่าชายเลน ระหว่างนั้นก็มีฝูงลิงแสม ออกมาต้อนรับพวกเรา ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนบริเวณแถวนี้ ซึ่งเราสามารถให้อาหารกับลิงแสมเหล่านี้ ซึ่งข้อควรระวัง แม้ลิงแสมแถวนี้จะไม่ทำร้ายคนก็ตาม แต่เมื่อลิงกระโดดเข้ามาใกล้เรือ หรือขึ้นมาบนเรือให้รีบให้อาหารและอย่าแกล้งลิง รวมถึงเก็บของมีค่าหรือของที่ไม่อยากให้เปื้อนดินโคลน เพราะลิงจะขึ้นมาพร้อมโคลนเต็มตัว มีโอกาสที่จะทำให้กระเป๋าหรือสิ่งของของนักท่องเที่ยวเปอะเปื้อนได้ครับ
ในขณะที่ผมนำกล้าไม้ เหยียบย่ำดินโคลนปลูกป่า ร่วมกับคนอื่นๆ อย่างออกรสชาติอยู่นั้น ก็จะมี
ลิงแสมมาอยู่ใกล้ โผล่หน้าสลอนทักทายพวกเราเป็นระยะ บางตัวสนิทกับคนถึงขั้นเข้ามาใกล้ๆ เลยทำให้ผมคิดไปไกลว่าหากเราสามารถฝึกลิงแสม เหล่านี้ให้รู้จักการปลูกป่าช่วยคนก็คงจะดีไม่น้อย เพราะขนาดฝึกลิงกังขึ้นมะพร้าว คนก็ยังฝึกมาแล้ว ดูเหมือนว่าความคิดของผมจะฟุ้งไปไกลมาก แต่ที่แน่นอนการได้มาร่วมปลูกป่าครั้งนี้ สำหรับผมแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก อาจจะเป็นเพราะว่าส่วนใหญ่จะได้เดินทางไปปลูกป่าบนดิน ไม่ใช่ป่าชายเลนเสียส่วนใหญ่ เวลาย่ำเท้าลงดินโคลน ทุกย่างเท้าจึงมีความหมาย และทำให้
เกิดจินตนาการมากมายทีเดียว และแน่นอนนั่นคือความสุขใจในการได้ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในการอนุรักษ์รักษาป่าชายเลนให้อยู่คู่กับชุมชนคลองโคน ตราบนานเท่านาน
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาถึงจังหวัดสมุทรสงคราม หากทำความรู้จักถึงที่มาที่ไปของจังหวัดนี้ก็ดูกระไรอยู่ จังหวัดสมุทรสงคราม หรือเมืองแม่กลองในอดีต คือแขวงบางช้างของเมืองราชบุรี ซึ่งแขวงบางช้าง มีศูนย์กลางอยู่ที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ตามการแบ่งเขตการปกครองในปัจจุบัน
แขวงบางช้างมีอีกชื่อว่าสวนนอก ต่อมาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อเนื่องกับสมัยกรุงธนบุรี แขวงบางช้างแยกออกจากจังหวัดราชบุรีเรียกว่า "เมืองแม่กลอง"  และจังหวัดสมุทรสงคราม ถือว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี พม่าได้ส่งกองทัพผ่านเข้ามาถึงบริเวณตำบลบางกุ้ง พระเจ้าตากสินฯ ทรงรวบรวมผู้คนสร้างค่ายป้องกันทัพพม่าจนข้าศึกพ่ายแพ้ไป ณ บริเวณค่ายบางกุ้ง นับเป็นการป้องกันการรุกรานของพม่าเข้ามายังไทยครั้งสำคัญในช่วงเวลานั้น และคงทิ้งท้ายว่า การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ปลูกป่าชายเลนคลองโคน หากใครยังไม่เคยแวะเวียนมาน่าจะหาโอกาสมาทำกิจกรรมสักครั้ง เพราะเพียงแค่  1 วัน เราก็สามารถเติมเต็มความสุขทางใจได้จริงๆ...!!!
                            "นายตะลอน"
************************************************

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตามรอยคดีปกครอง โพงพางแม่กลอง

          รั้งแรกที่มีโอกาสมาเยือนบ้านเขายี่สาร ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และวิถีชุมชนริมคลองขุดยี่สาร เป็นเส้นทางทางน้ำที่สามารถเชื่อมต่อกับปากอ่าวแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม และบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี
          ซึ่งผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะของสำนักงานศาลปกครองเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งจัดกิจกรรม "ตามรอยคดีปกครอง จังหวัดสมุทรสงคราม ล่องเรือยนต์ตามลำน้ำคลองขุดยี่สาร" สำรวจพื้นที่ซึ่งมีการทำประมงพื้นบ้านด้วยเครื่องมือโพงพาง และกรมประมงได้มีการประกาศให้รื้อถอน จนเป็นคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครอง โดยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรมประมง และผู้ว่าราชการจังหวัดสุมทรสงครามจัดตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย (ไตรภาคี) เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเยียวยาความเดือดร้อนจากการต้องเลิกอาชีพประมงโพงพางให้กับประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงโพงพางในเขตจังหวัดสมุทรสงครามให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
         โดยคดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก "ทัดทรวง พิกุลทอง" พร้อมชาวบ้านรวม 9 คน ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำการประมงโดยเครื่องมือโพงพางในแม่น้ำแม่กลอง และคลองสาขาสายต่างๆ ในพื้นที่
ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา และตำบลนางตะเคียน ตำบลบ้านปรก ตำบลแม่กลอง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ได้ยื่นฟ้องกรมประมง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้สั่งเพิกถอนประกาศจังหวัดสมุทรสงครามที่ให้ทำการรื้อถอนเครื่องมือโพงพางที่ไม่ได้รับอนุญาตในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2555 ภายใน 30 วัน โดยเหตุที่ศาลมีคำพิพากษาให้ตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย ระบุว่า การที่ได้ออกประกาศให้มีการรื้อถอนเครื่องมือ
โพงพางของผู้ถูกฟ้องคดีชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากการดำเนินการดังกล่าวของกรมประมงและผู้ว่าราชการจังหวัดได้ใช้ปฏิบัติกับผู้กระทำผิดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติ
ส่วนที่อ้างว่าการทำประมงโพงพาง เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เห็นว่า การรวมกลุ่มเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น ต้องเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะของโพงพาง พบว่า
มีการปักหลักติดตั้งต่อเนื่องตลอดแนวคลอง วางสลับตำแหน่งแบบฟันปลาฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำและคลอง เป็นการดักสัตว์น้ำที่มาตามกระแสน้ำโดยไม่เลือกชนิด ประเภท ขนาด ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นเครื่องมือประเภททำลายพันธุ์สัตว์น้ำ รวมทั้งยังพบว่าเป็นการจำกัดสิทธิผู้ทำอาชีพประมงประเภทอื่น กีดขวางการสัญจรทางน้ำ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมาหลายรายแล้ว การรวมกลุ่มของผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวมในการจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 66 และมาตรา 67 บัญญัติรับรองไว้
        ขณะเดียวกันศาลเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินกำหนดในการช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพทำการประมง เนื่องจากเมื่อวันที่ 26 ต.ค.56 ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

แห่งชาติ และมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) (Thai Water Partnership Thailand) ได้จัดเวทีสัมมนา เรื่อง สิทธิชุมชน กฎหมาย และการจัดการทรัพยากรประมงพื้นบ้าน ณ ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อรับฟังความคิดเห็นในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน โดยมีข้อสรุปให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย (ไตรภาคี) ซึ่งถือเป็นข้อสัญญาพันธะผูกพันหรือสัญญาประชาคมที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีต่อประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงโพงพาง แต่ข้อเท็จจริง
ปรากฏว่าตั้งแต่วันเวลาดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน หรือหาแนวทางช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้งเก้า และประชาชนผู้ประกอบอาชีพประมงโพงพางให้เป็นรูปธรรมตามที่มีการสัญญาไว้ในการสัมมนาในวันเวลาดังกล่าวข้างต้นแต่อย่างใด
ตลอดสองฝั่งคลองขุดยี่สารที่ล่องเรือยนต์นั้น เราได้เห็นธรรมชาติสองฝั่งคลอง บ้านเรือนวิถีชีวิตของชาวบ้านริมคลองฯ ป่าโกงกางที่ยังพอได้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์อยู่บ้าง ตลอดจน "โพงพาง"
เครื่องมือประมงพื้นบ้านที่ใช้สำหรับ
จับสัตว์น้ำ มีเพียงเสาหลักไม้ที่ตั้งอยู่กลางท้องน้ำเท่านั้น
"ทัดทรวง พิกุลทอง" ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพประมงเครื่องมือโพงพาง บอกว่า หลังจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้จัดตั้งคณะกรรมการสามฝ่าย หรือไตรภาคี ชาวบ้านมองว่าการมีไตรภาคีคงจะหาคำตอบได้ทุกอย่างตามที่ชาวบ้านเรียกร้องมาตั้งแต่ทีแรก ซึ่งการฟ้องร้องไม่ได้คิดว่าจะแพ้หรือชนะ แต่การตั้งไตรภาคีจะทำให้ชาวบ้านสามารถหาคำตอบได้ โดยระหว่างนี้ได้รวบรวมข้อมูลของชาว
บ้านแต่ละคนเพื่อนำเข้าสู่ไตรภาคี และอยู่ระหว่างรอทางจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งข้อเสนอของเราก็จะหาข้อมูลว่าเราทำลายพันธุ์สัตว์น้ำจริงหรือไม่ และมีผลกระทบกับอาชีพเราอย่างไร ซึ่งเราก็จะทำการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติด้วย รวมถึงเรื่องขยะในน้ำที่เราเล็งเห็นว่าไม่มีใครดูแลเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม และอยากฝากถึงกรมประมงว่าหากเราจับมือแก้ปัญหากันมันมีทางออก ซึ่งชาวบ้านพร้อมจะแก้ปัญหากับกรมประมงอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องช่วยกันใส่ใจ พูดคุยกันอย่างเป็นมิตร หันหน้าคุยกัน จับมือช่วยกันแก้ปัญหา
  "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในช่วงสุดท้าย "วชิระ ชอบแต่ง" รองโฆษกสำนักงานศาลปกครอง บอกว่า หลังจากกรมประมงออกประกาศห้ามใช้โพงพางในการทำประมงเมื่อปี 2555 เพราะเห็นว่าเครื่องมือประมงดังกล่าวทำลายระบบนิเวศน์ รวมถึงกีดขวางการสัญจรทางน้ำ จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านอาชีพประมงโพงพางเดือดร้อนและยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และชาวบ้านเองก็มีคำขอให้ทางราชการตั้งคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อพูดคุยและหาทางแก้ไขปัญหา
                โดยชาวบ้านระบุเป็นวิถีชีวิตชุมชนประกอบอาชีพมานานแล้ว และมีรายได้จากการประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว ส่วนกรมประมงก็มีรายงานว่าการประกอบอาชีพเหล่านี้ทำให้วงจรสัตว์น้ำสูญสิ้นไป ศาลเห็นว่าเรื่องนี้มีการพูดคุยกันมานาน มีการเจรจากันหลายครั้ง ก็ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จนเป็นเหตุให้มีข้อพิพาทเกิดขึ้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี ศาลจึงพิพากษาให้ไปตั้งคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาทางออกของปัญหาร่วมกัน...!!!
                                     "นายตะลอน"
*************************************************

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เยือนถิ่นเสาไห้ ไหว้พระชมศิลปะ

            ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสมาเยือนอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นอำเภอที่มีชื่อเสียงด้านประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ประเพณีการแข่งเรือยาว ผ้าทอ และข้าวสาร ฯลฯ โดยอำเภอเสาไห้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2437 แต่เดิมเป็นตัวเมืองสระบุรีมาก่อน และเป็นตำบลเมืองเก่าที่มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าชื่ออำเภอนี้ได้มาจากตำนานแม่นางตะเคียนเสาร้องไห้ ซึ่งเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเสาไห้ เมื่อครั้งสร้างกรุงเทพฯ เป็นราชธานี ได้มีการเกณฑ์เสาจากหัวเมืองต่างๆ เพื่อคัดเลือกเสาที่มีรูปร่างลักษณะงดงาม เพื่อจัดเป็นเสาเอก
           ทางเมืองสระบุรีได้จัดส่งเสาต้นหนึ่งที่มีลักษณะงดงามมากล่องลงมาตามลำน้ำป่าสัก พอมาถึงกรุงเทพฯ ช้าไป จึงได้มีการคัดเลือกเสาเอกไปก่อนแล้ว จึงได้กลายเป็นเสารอง เสาต้นนี้เกิดความเสียใจ จึงลอยทวนน้ำกลับขึ้นมาจมลงบริเวณตำบลแห่งนี้อยู่ประมาณ 100 กว่าปี ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2501 ชาวบ้านรายหนึ่งฝันว่ามีหญิงคนหนึ่งบอกว่าเป็นนางไม้ประจำเสาที่จมน้ำอยู่ ให้เอาเสาขึ้นมาจากน้ำด้วย และจึงกลายเป็นตำนานบอกเล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน


          ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ผมมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอน ตามอำเภอใจ" ทำบุญไหว้พระที่วัดพะเยาว์ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำป่าสัก ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ซึ่งนอกจากจะได้ทำบุญแล้ว ยังได้ชมศิลปะโบราณต่างๆ ภายในวัดแห่งนี้มากมาย เนื่องจากวัดพะเยาว์เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำ หรือหลวงพ่อทองคำ สมัยกรุงศรีอยุธยา มีพุทธลักษณะที่งดงาม พระวรกายสมสัดส่วน สง่างาม เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิแบบ

ขัดสมาธิราบ หน้าตักกว้าง 110 เซนติเมตร สูง 170 เซนติเมตร พระพักตร์กลม พระโอษฐ์ยิ้ม ยอดเศียรเปลวอุนาโลม
   โดยพระพุทธรูปทองคำสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งใน 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 พ.ศ.2310 พระพุทธรูปทองคำเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เดิมเป็นพระพอกด้วยปูนลงรักไว้นานมาก
ทิ้งตากแดดไว้ที่วัดร้างในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.2420 ชาวบ้านศาลารีไทย หมู่ที่ 3 ตำบลศาลารีไทย อำเภอเสาไห้ สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นชื่อว่า วัดอุทิศสโมสร ขาดพระพุทธปฏิมาประธาน ทราบข่าวว่ามีพระพุทธรูป
องค์ใหญ่ปล่อยทิ้งไว้ไม่มีผู้สนใจ จึงไปอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดอุทิศสโมสร จนกระทั่ง พ.ศ.2478 วัดอุทิศสโมสรกลายเป็นวัดร้าง เนื่องจากหมู่บ้านขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านจึงอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น พระพุทธรูปก็ถูกทิ้งร้างไว้อีกเช่นเดิม
ในปี พ.ศ.2484 วัดพะเยาว์ต้องการพระประธานใหญ่สำหรับอุโบสถหลังใหม่ จึงไปอัญเชิญพระพุทรูปปูนที่วัดร้างอุทิศสโมสรมาประดิษฐาน มีนาคที่กำลังบวชพระผู้หนึ่งสังเกตเห็นรอยรักแทรกอยู่ระหว่างปูนที่ฉาบไว้ จึงให้ชาวบ้านช่วยกันกะเทาะปูนออกมาพบว่าเป็น
ทองคำทั้งองค์ ทางกรมศิลปากรตรวจสอบปรากฏว่าเป็นโลหะที่มีทองคำผสมอยู่ถึง 70 % ชาวบ้านจึงเรียกว่า "หลวงพ่อทองคำ" ปัจจุบันได้มีผู้ศรัทธาพร้อมใจกันสร้างวิหารจัตุรมุขขึ้นไว้เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ให้เป็นสง่าราศีและเป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่ชาวเมืองสระบุรี
ส่วนวัดสมุหประดิษฐาราม ตั้งอยู่ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี เป็นอีกวัดหนึ่งที่ผมได้มาทำบุญไหว้พระพร้อมๆ กับชมศิลปะโบราณต่างๆ ภายในวัดด้วยเช่นกัน
ซึ่งตามประวัติวัดสมุหประดิษฐารามเล่าสืบต่อกันว่าเจ้าพระยานิกรบดินทร์ มหินทรมหากัลยาณมิตร (โต) ต้นตระกูลกัลยาณมิตรได้สร้างวัดนี้ขึ้นเมื่อรัชกาลที่ 3 เพื่ออุทิศให้มารดา เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้วจึงได้น้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง แต่จะเป็นในรัชกาลไหนไม่แน่ชัด เพราะปรากฏว่าท่านเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (โต) ได้เป็นที่สมุหนายกอยู่ถึง 2 รัชกาลคาบเกี่ยวกัน คือ ตอนปลายรัชกาลที่ 3 และต้นรัชกาลที่ 4 สันนิษฐานว่าคงจะได้ถวายในรัชกาลที่ 4 เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดพระราชทานนามว่า "วัดสมุหประดิษฐาราม"
ขณะที่ภายในวัดสมุหประดิษฐารามมีโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญๆ อาทิ พระอุโบสถ สร้างขึ้นก่อนปี พ.ศ.2400 เป็นลักษณะทรงไทยเฉลียง 2 ชั้น มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ หน้าบันเป็นปูนลวดลายดอกไม้และสิงห์ทั้ง 2 หน้า, ประตูหน้าหลัง หน้าต่าง 5 ช่อง ภายในมีจิตรกรรมฝาผนัง เพดานเป็นไม้ระบายด้วยสี มีลายเป็นดอก มีกำแพงแก้วล้อมรอบทั้งสี่ด้าน มีซุ้มของกำแพงทั้ง 4 ด้านครบถ้วน
และยังมีตุ๊กตาจีน เป็นตุ๊กตาหินเขียวแกะสลัก ลักษณะแบบเซียนของจีน แกะสลักยืนทั้งคู่ สูง 1.16 เมตร มีมาในยุคเดียวกับการสร้างวัด ไม่ปรากฏชัดว่าได้มาจาก ณ ที่ใด ใครเป็นผู้ถวาย ซึ่งเมื่อก่อนนั้นมีหลายตัวตามที่ได้ตั้งไว้ประจำเสาหอสวดมนต์ สันนิฐานว่าสมัยการค้าขายทางเรือกับประเทศจีน เมื่อขายของหมดแล้ว เพื่อป้องกันเรือโคลงเคลง จึงได้ใส่ตุ๊กตาจีนไว้ในท้องเรือ
        สำหรับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ผนังด้านทิศเหนือ ผนังหุ้มกลอง ด้านหน้าพระประธานเป็นภาพขบวนแห่ในงานพิธีถวายกระทงเสียหัว ซึ่งเป็นประเพณีพื้นบ้าน จัดขึ้นสำหรับการสะเดาะเคราะห์ ที่แสดงภาพวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เห็นเป็นหลักฐานอย่างชัดเจน และภาพกลุ่มสตรีชาวล้านนา เป็นกลุ่มภาพที่งดงามและมีเสน่ห์ ทั้งยังให้ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการแต่งกาย สภาพสังคมและชีวิตของคนไทยในอดีตอีกด้วย ด้านทิศตะวันตกเขียนเรื่องพระสมุทโฆษ ด้านทิศตะวันออกเป็นภาพเขียนเรื่องหลวิชัย-คาวี เขียนเมื่อ พ.ศ.2443 ประตูด้านหน้าและหลังพระอุโบสถปรากฏเป็นลายรดน้ำ ปัจจุบันมีประชาชนชาวไทยและต่างประเทศมาเยี่ยมชมความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังโบราณกันอย่างไม่ขาดสาย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบัน "วัด" จำนวนมากในประเทศไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ของคนทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะวัดมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้วัดยังเชื่อมโยงเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ที่นำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย ซึ่งผมเองเวลาไปตะลอนฯ ในพื้นที่ไหนก็ตาม ถ้ามีโอกาสหรือพอมีเวลาอยู่บ้าง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือการได้เข้าวัดทำบุญตามกำลังทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่ ก็เหมือนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทำบุญน้อย ทำบุญมาก ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ทำบุญแล้วทำให้จิตใจเราเกิดความสบายใจ อิ่มเอิบใจก็พอแล้ว วันนี้ขอลาไปก่อนครับ คราวหน้ามาติดตามกันว่าผมจะไปตะลอนฯ ที่ไหนบ้าง...สวัสดีครับ...!!!
                       "นายตะลอน"
***********************************************