วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลำไยลำพูนก้าวไกล ทั้งสดและแปรรูป

           อีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสขึ้นเหนือมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศึกษาดูงานร่วมกับคณะของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มาติดตามดูผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ ในพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 


 ซึ่งความเป็นมาของลำไยที่ไปปลูกในจังหวัดลำพูนนั้น มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า นับตั้งแต่ที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้รับพระราชทานลำไยจากรัชกาลที่ 5 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเห็นว่าลำไยมีรสหวานหอม จึงได้นำเมล็ดมอบให้เจ้าน้อยตั๋น ณ เชียงใหม่ น้องชายเจ้าหลวงเชียงใหม่ ไปปลูกที่สวนบ้านสบแม่ข่า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เขตติดต่อกับอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยลำไยที่ปลูกจากเมล็ดที่บ้านเจ้าน้อยตั๋นได้กลายพันธุ์ ทำให้ผลมีรสดีกว่าพันธุ์ดั้งเดิม จึงมีการแพร่พันธุ์ลำไยไปปลูกในที่ต่างๆ รวมทั้งจังหวัดลำพูนด้วย ต่อมาจังหวัดลำพูนจึงถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีการปลูกลำไยมากที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้ครับ
              แม้อากาศในวันนั้นจะร้อนอบอ้าว แต่ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาบริเวณสวนลำไยของ "ศรีไพร คำยวง" บ้านท้องฝาย หมู่ที่ 1 ตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นสถานที่ศูนย์เรียนรู้โครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือ ทั้งเกษตรกรชาวสวนลำไย ข้าราชการจากหลายๆ หน่วยงานร่วมแรงร่วมใจกันจัดนิทรรศกาลกลางแจ้ง ซึ่งบอกเล่าความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับลำไย บรรดาซุ้มอาหาร ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำมาจากลำไย อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลำไย ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดลำพูน
ข้าวตังลำไย ไส้อั่วลำไย ส้มตำลำไย ข้าวเหนียวเปียกลำไย กาแฟลำไย และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำมาจากลำไย เลยทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมงานในวันนั้นลืมไปว่าอากาศตอนนั้นร้อนจริงๆ เพราะตื่นตาตื่นใจกับหลายๆ สิ่ง อย่างที่คนในพื้นที่นำอะไรต่อมิอะไรมาโชว์ มาจัดให้ชมให้ชิมกัน เลยทำให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วลำไยสามารถนำมาแปรรูปและทำอาหารต่างๆ ได้มากมายทีเดียวครับ
  "ศรีไพร คำยวง" เจ้าของสวนลำไย ที่ใช้เป็นศูนย์รู้เรียนโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ บอกว่า ทำสวนลำไยมานานกว่า
10 ปี ซึ่งตนเองได้เข้ามารวมกลุ่มได้ประมาณ 3 ปี เพื่อจะทำลำไยให้ได้คุณภาพ มีสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถส่งขายไปทั่วประเทศ รวมไปถึงต่างประเทศด้วย และจะมีพ่อค้ามารับซื้อจากสวน โดยหลังจากรวมกลุ่มตามโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่แล้วก็ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี นอกจากนี้ เวลามีปัญหาเกี่ยวกับการดูแลลำไย เกษตรอำเภอแม่ทาก็จะเข้ามาคอยดูแล ช่วยเหลือ รวมถึงการแนะนำให้คำปรึกษาต่างๆ ด้วย
"ดำรงค์ จินะกาศ" นายกเทศมนตรีตำบลทากาศเหนือ เจ้าของแปลงศูนย์เรียนรู้เพิ่ม
ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ลำไยนอกฤดู) ในฐานะประธานศูนย์เรียนรู้ฯ บอกว่า ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกลำไยแปลงใหญ่จะครอบคลุมใน 4 ตำบลของอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน อยู่บริเวณหุบเขามังกร โดยจะเน้นผลผลิตลำไยนอกฤดูกาลเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาด้านราคาและผลผลิตล้นตลาด ที่สำคัญ การปลูกลำไยในพื้นที่แห่งนี้ ถูกห้อมล้อมด้วยภูเขา จึงทำให้อากาศดี ส่งผลให้ผลผลิตลำไยมีคุณภาพ และในส่วนของตนทำสวนลำไยเกือบ 100 ไร่ รวมถึงการเช่าที่ของคนอื่นทำสวนลำไยด้วย เราเป็นคนลงทุน พอได้
กำไรก็มาแบ่งกัน ซึ่งคนทำสวนลำไยที่ประสบความสำเร็จ มีรายได้จากกำไรถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของการลงทุน และลำไยส่งออกที่ตลาดต้องการส่วนใหญ่จะเป็นลำไยพันธุ์ดอ หรืออีดอ
"โอฬาร พิทักษ์" อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ตลาดต่างประเทศอย่างอินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม มีความต้องการลำไยคุณภาพจากประเทศไทยมาก จึงอยากให้เกษตรกรเน้นเรื่องการทำลำไยคุณภาพเป็นหลัก การเก็บเกี่ยวในช่วงที่เหมาะสมและการตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น โดยผลสำเร็จของการบริหารจัดการผลผลิตลำไยภาคเหนืออย่าง
ได้ผลเป็นที่น่าชื่นชม คือ จังหวัดลำพูน เนื่องจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสามารถบริหารจัดการลำไยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เริ่มตั้งแต่ต้นฤดู มีการตัดแต่งกิ่ง บังคับให้มีผลผลิตคุณภาพดีเป็นหลัก ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรก็ได้ใช้ระบบส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ MRCF บริหารจัดการข้อมูลด้วย Mapping เพื่อให้มีฐานข้อมูลการผลิตและแหล่งตลาด สามารถบริหารจัดการทั้ง "อุปสงค์" และ"อุปทาน" ให้ได้อย่างสมดุล พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพตามแนว GAP ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเชื่อมั่นว่าเป็นการดำเนินการแก้ไขลำไยทั้งระบบได้อย่างยั่งยืน
  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกอีกว่า การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูงานที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เพราะต้องการให้เห็นว่าการดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ของเกษตรกรในพื้นที่นี้ เป็นตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผลผลิตลำไยนอกฤดูกาลมีผลผลิตออกสู่ตลาดกว่า 7 พันตัน มีราคาซื้อขายเฉลี่ยถึง 40 บาท/กก. มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาดเหมือนเมื่อก่อน ส่งผลให้
เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และศูนย์รู้เรียนโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ ยังเป็นแหล่งดูงานให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีระบบการบริหารจัดการผลผลิตแบบครบวงจร
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเดินทอดน่องดูงานในศูนย์รู้เรียนโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ รวมถึงนั่งรถรางชมบรรยากาศหุบเขามังกร นครลำไย และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำแม่กึม ซึ่งเป็นจุดเด่นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
แล้ว คณะของเราก็เดินทางมาดูงานที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง หมู่ที่ 7 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานการผลิตของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปลำไยเนื้อสีทอง ภายใต้แบรนด์ร้านสวัสดีลำไยอบแห้งเนื้อสีทองได้รับมาตรฐาน GMP อันดับต้นๆ ของประเทศไทย และได้รับหนังสือรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) เพื่อประกันถึงคุณภาพต่างๆ และการผลิตของโรงงานเรา รวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในเครือด้วย
ส่วนอีกแห่งหนึ่งที่คณะของเรา
ไปแวะชม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปลำไยเนื้อสีทอง บ้านสันป่าเหียง หมู่ที่ 7 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมืองลำพูนจังหวัดลำพูน ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด ราคาตกต่ำ จึงใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหาร โดยการนำลำไยสดมาตากแดด และพัฒนามาเป็นการอบแห้งเป็นลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง จนกระทั่งปัจจุบันมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในทุกระดับ จากการดำเนินงานของกลุ่ม ทำให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม
ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ ทำให้เกิดการเงินหมุนเวียนภายในชุมชนตลอดทั้งปี คนในชุมชนไม่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่น ช่วยลดปัญหาการว่างงาน จึงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นอย่างดีและยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของส่วนราชการ สถานศึกษา และกลุ่มอาชีพต่างๆ ทั้งในชุมชนและนอกชุมชนอีกด้วย...!!!
                            "นายตะลอน"
*************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น