วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เสน่ห์วัดขุนจันทร์ จุดเที่ยวแหล่งบุญ

           "ลาดพลู" ย่านถนนเทอดไท เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวจีนที่มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ต่อมาเมื่อย้ายราชธานีไปยังฝั่งพระนคร ชาวจีนบางส่วนที่ "ตลาดพลู" ได้ย้ายไปที่ "สำเพ็ง" ย่านเยาวราช ต่อมาชาวมุสลิมเข้ามาทำสวนพลู ซึ่งชาวมุสลิมและชาวจีนต่างก็ทำสวนพลูจนเป็นอาชีพที่แพร่หลาย กลายเป็นแหล่งตลาดซื้อขายพลู เพราะช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หมากและพลูยังเป็นของจำเป็นสำหรับประชาชน อาชีพปลูกพลูและหมากขาย จึงเป็นไปอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
        ชุมชนย่าน "ตลาดพลู" ในวันนี้ยังพอมีอาคาร ตึกเก่าๆ ที่ยังคงรูปแบบตามสมัยเมื่อปี พ.ศ.2500 อยู่ ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อนที่ผูกพันกับ "ตลาดพลู" พอสมควร จะเห็นได้จากตลอดสองข้างทางรถไฟ จะมีบ้านและอาคารพาณิชย์เก่าแก่ตั้งเรียงรายขนานไปกับทางรถไฟ
         นอกจากนี้ "ตลาดพลู" ถิ่นนี้ยังขึ้นชื่อลือชาเรื่องอาหารคาวหวาน อร่อยๆ มากมายทีเดียว ถือได้ว่าเป็นแหล่งขายอาหารที่หลากหลายขึ้นชื่ออย่างมาก โดยเฉพาะ "ขนมกุ่ยช่าย" ซึ่งเป็นขนมกินเล่น
ของชาวจีน ถูกพูดถึงเรื่องความอร่อย และเป็นสูตรดั้งเดิมของชาวจีนที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น
หากยังพอจำกันได้ ผมเคยนำเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนเก่าแก่แห่งนี้มาเขียนบอกเล่าผ่านตัวหนังสือใน "ตะลอนตามอำเภอใจ" มาแล้วครั้งหนึ่ง ความโดดเด่นของ  "ตลาดพลู" ไม่เพียงแต่มีบ้านเรือนเก่าแก่ที่หลงเหลือตั้งเด่นเป็นสง่าให้เห็นกลิ่นอายความเป็น "ตลาดพลู" ในอดีตไม่เสื่อมคลาย รวมถึงแหล่งรวมอาหารต่างๆ ที่ถูกกล่าวขานถึงความอร่อยแล้ว พื้นที่ย่าน "ตลาดพลู" ริมถนนเทอดไท
ยังมีวัดต่างๆ มากมายอยู่คู่ชุมชนถิ่นนี้ และมีประวัติบอกเล่าสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน
ปัจจุบัน "วัด" จำนวนมากในประเทศไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ของคนทั่วโลกก็ว่าได้ครับ เพราะวัดมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ และเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม นอกจากนี้วัดยังเชื่อมโยงเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ ที่นำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีกด้วย ซึ่งผมเองเวลาไปตะลอนฯ ในพื้นที่ไหนก็ตาม ถ้ามีโอกาสหรือพอมีเวลาอยู่บ้าง สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือการได้เข้าวัด
ทำบุญตามกำลังทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่ ก็เหมือนพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทำบุญน้อย ทำบุญมาก ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ทำบุญแล้วทำให้จิตใจเราเกิดความสบายใจ อิ่มเอิบใจก็พอแล้ว
ช่วงที่มาเยือน "ตลาดพลู" ครั้งนั้นก็เช่นกัน ผมเดินเท้าลัดเลาะชุมชนใต้สะพานตลาดพลู ผ่านชุมชนตึกแถวเก่าบ้างใหม่บ้าง เป็นทางเดินเลียบขนานกับคลองบางกอกใหญ่ ตามประสาคนที่คุ้นเคยถิ่นนี้มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป คงไม่มีใครมาเดินเส้นทางนี้เหมือนผมแน่นอน ในขณะที่เดินทอดน่องไปตามตรอก ซอก ซอยเล็กๆ ผมก็ได้แต่มองผู้คน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง ในห้วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าชาวบ้านในย่านนี้อาจมองดูผมด้วยสายตาแปลกๆ บ้าง เนื่องจากวันนี้กลายเป็นคนแปลกหน้า หรือบางคนอาจไม่สนใจว่าผมมาเดินทำไมแถวนี้ เพราะนี่คือชีวิตจริงของ "นักข่าว" คนหนึ่งที่ต้อง "เดินหาข่าว" ไม่ใช่รอเพียง "ข่าวแจก" จากแหล่งข่าวต่างๆ เท่านั้น
ขณะที่ความคิดฟุ้งกระจายไปเรื่อยเปื่อย 
โชคดีที่ระหว่างเดินอยู่นั้น ไม่มีสุนัขตามตรอกมาคอยส่งเสียงเห่าคนแปลกหน้าอย่างผม หรือโชคร้ายกว่านั้นอาจโดนมันงับขาเอาได้ง่ายๆ ครับ และในที่สุดผมก็เดินมาถึงประตูทางเข้าด้านหลังของ "วัดขุนจันทร์" หรือ "วัดวรามาตยภัณฑสาราราม" ตั้งอยู่ถนนเทอดไท แขวงตลาดพลู เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งทางด้านหลังวัดเป็นทางปูนเล็กๆ แคบๆ ผ่านได้เฉพาะรถจักรยานยนต์ ช่วงเย็นๆ หรือค่ำๆ หรือช่วงไหนก็ตาม ไม่ควรจะเดินทางเข้าหลังวัด ควรเข้าทางหน้าวัด ด้านถนนเทอดไทจะดีกว่า เพราะส่วนด้านหลังวัดการเดิน
ทางของผมวันนั้น ต้องผ่านตึกเก่า ตึกร้าง หลายโค้ง บางช่วงก็เปลี่ยวทีเดียว
"วัดวรามาตยภัณฑสาราราม" หรือ "วัดขุนจันทร์" เป็นวัดที่ผมได้มาทำบุญ และ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ซึ่งตามประวัตินั้น "วัดขุนจันทร์" สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย   "พระยามหาอำมาตย์" เป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2370 โดย "พระยาอำมาตย์" (ป้อม อมาตยกุล) เป็นบุตรของ "หลวงพิพิธสมบัติ" (เอม) ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ได้รับพระราชทานเป็น
"พระยามหาอำมาตย์" และได้เป็น "พระสุริยภักดี" เจ้ากรมพระตำรวจสนมทหารขวา เมื่อคราว "เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์" ขบถ ช่วง พ.ศ.2369 จึงได้ยกทัพไปปราบแล้วนำตัวเชลยเวียงจันทน์มามากมาย จากนั้นจึงสร้างวัดขึ้น เพื่อเป็นการสร้างกุศล และตั้งชื่อวัดว่า "วัดขุนจันทร์" ต่อมาวัดได้ชำรุดทรุดโทรมลง "ท้าวภัณฑสาร" ธิดาของ "พระสุริยภักดี" ได้มาทำการบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะต่างๆ ให้มั่นคงขึ้น จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดวรามาตยภัณฑสาราราม" 
ในวันนั้นทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป
ในบริเวณ "วัดขุนจันทร์" ภาพที่ผมเห็น คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มีขนาดใหญ่ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่สักการะยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้แสวงบุญทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ ต่างเข้าไปทำบุญและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามจุดต่างๆ ภายในวัดมากมาย อาทิ "วิหารหลวงพ่อโต" มีการสร้างศาลาคลุมด้านหน้าอีกชั้นหนึ่ง ใช้เป็นสถานที่สำหรับประชาชนได้มาทำบุญกับทางวัด เดินผ่านศาลาด้านหน้าเข้าไปจะเห็นประตูวิหารหลวงพ่อโต ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดถูกระเบิดลงบริเวณหน้าวัด มีต้นโพธิ์ใหญ่ แรงระเบิดทำให้กำแพงของ
วิหารพังทลาย อิฐหักเต็มไปหมด สมภารเรียกว่า "พระหลวง" วิหารหลวงพ่อโต เป็นหลังคาจากชั่วคราว
"หลวงพ่อโต" เป็นพระคู่ "วัดขุนจันทร์" มาตั้งแต่แรก ถูกทอดทิ้งไว้กลางแดด กลางฝน ไม่มีหลังคาคลุม ช่วง พ.ศ.2506 จึงจัดสังกะสีทำเป็นหลังคาคลุมไว้ โดยชาวบ้านคนจีนรวมกำลังศรัทธาบูรณะวิหารขึ้นมาใหม่ ในสมัยนั้นเกจิที่มาพุทธาภิเษกที่อุโบสถวัดขุนจันทร์ มี "หลวงพ่อเงิน" วัดดอนยายหอม "หลวงปู่โต๊ะ" วัดประดู่ฉิมพลี "หลวงพ่อสุด" วัดกาหลง "หลวงปู่เม่ง" วัดบางสะแกใน "หลวงพ่อไพทูรย์" วัดโพธิ์นิมิตร "เจ้าคุณผล" วัดหนัง "หลวงพ่อเส้ง" วัดกัลยานิมิตร เป็นต้น นอกจากนี้ ภายใน "วัดขุนจันทร์" ก็มี  "พระพุทธรูปวัดขุนจันทร์"  เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่เบื้องขวาของ "พระพุทธรูปพระพุทธชินราช" อยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ มีองค์พระเรียงรายกันอยู่บนฐาน ซึ่งสร้างเป็นระเบียงคต, วิหารเจ้าแม่กวนอิมเพชรงาม, วิหารหลวงพ่อหยกขาว,  "พระพุทธรูปปางไสยาสน์" ฯลฯ
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" บริเวณที่ทำพิธีสวดนพเคราะห์ราหู ช่วงที่มีพิธีจะมีประชาชนที่ศรัทธาเข้าร่วมเป็นจำนวนมากทุกครั้ง โดยมี "พระพุทธชินราชจำลอง" หรือที่เรียกว่า "หลวงพ่อใหญ่" มี "พระอัครสาวกซ้าย-ขวา" ซึ่งสร้างขึ้นขนาดใหญ่มาก ประดิษฐานบนฐานช้างสามเศียร สร้างอยู่บนพระราหู ด้วยขนาดที่สูงใหญ่มาก ทำให้เป็น "พระพุทธรูป" ที่สามารถมองเห็นได้แต่ไกล การมาตะลอนฯ ในวันนั้นจึงเป็นอีกวันหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกอิ่มบุญ สบายใจ ที่สำคัญได้นำเรื่องราวต่างๆ ของวัดนี้มาเล่าสู่กันฟัง
                ส่วนการเดินทางมา "วัดขุนจันทร์" ก็ไม่ยุ่งยากอะไร ถ้าหากไม่เดินเท้าเหมือนผม ถ้ามารถยนต์ส่วนตัวก็ขับเข้ามาทางถนนเทอดไท ตลาดพลู ซอยเทอดไท 28 ส่วนรถประจำทาง หรือรถเมล์ ก็มีสาย 4 สาย 9 และสาย 175 วิ่งผ่านหน้า "วัดขุนจันทร์" ส่วนทางเรือ ก็สามารถเดินทางด้วยเรือยนต์ มาทางคลองบางกอกใหญ่ แล้วขึ้นที่ท่าวัด ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่นิยมเดินทางมาทางเรือยนต์กัน...ขอฝากไว้นิดนึง ขนมไทยๆ หรือ "ขนมเปียกปูน" สีดำๆ ที่นำมาเส้นไหว้ "พระราหู" นั้นมีความหมายถึง ปูนบำเน็จรางวัล และความสำเร็จโชคลาภ...ขอให้ทุกคนโชคดีครับ...!!!
             "นายตะลอน"
*********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น