วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ตำบลชมภูร่วมใจ เพิ่มศักยภาพข้าว

            นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่งสบายๆ เป็นวันหนึ่งที่มีโอกาสเดินทางร่วมกับคณะของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มาติดตามดูผลการดำเนินงานที่ศูนย์เพิ่มศักยภาพการแปรรูปข้าวชุมชนครบวงจร หมู่ที่ 7 ตำบลชมภู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
            ซึ่งอำเภอสารภี ถือเป็นอำเภอที่มีพื้นเล็กที่สุดและเป็นเพียงอำเภอเดียวในจังหวัดเชียงใหม่ที่ไม่มีภูเขา แต่มีจุดเด่น คือ ถนนสายต้นยาง ซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีเรียงรายตลอดสองข้างทาง ความยาวของถนนเริ่มตั้งแต่เขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ไปจรดถึงเขตอำเภอเมืองลำพูน
สำหรับอำเภอสารภีแต่เดิมชื่ออำเภอยางเนิ้ง ตั้งเป็นอำเภอเมื่อปี พ.ศ.2434 คำว่ายางเนิ้งมาจาก "ต้นยาง" กับ "เนิ้ง" ซึ่งเป็นภาษาคำเมืองแปลว่า "โน้มเอน" พ.ศ.2470 "ท้าวพระยาขุน" พร้อมด้วยราษฎรได้เสนอ
ต่อ "อำมาตย์ตรีพันธุราษฎร" นายอำเภอในสมัยนั้น ขอให้เปลี่ยนชื่ออำเภอเสียใหม่ เนื่องจากไม่ไพเราะ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "อำเภอสารภี" ซึ่งเป็นชื่อของตำบลหนึ่งในอำเภอ ซึ่ง "สารภี" เป็นชื่อของดอกไม้ มีสีเหลือง มีกลิ่นหอมมากทีเดียว
ปัจจุบันอำเภอสารภีมีการพัฒนาจนสภาพความเจริญเป็นเขตเมืองที่เชื่อมต่อกับอำเภอเมืองเชียงใหม่ ถือเป็นอำเภอที่รองรับความเจริญของอำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อขยายไปยังจังหวัดลำพูน ด้วยเหตุนี้จึงมีประชาชนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่นรองจากอำเภอเมืองเชียงใหม่
ก็ว่าได้ เพราะมีความเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาทุกๆ ด้าน จนกลายเป็นอำเภอขนาดใหญ่ โดยมีอาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับอำเภอเมืองเชียงใหม่ ทิศตะวันออกติดต่อกับอำเภอสันกำแพง ทิศใต้ติดต่อกับอำเภอบ้านธิ อำเภอเมืองลำพูน และอำเภอหางดง ส่วนทิศตะวันตกติดต่อกับอำเภอหางดงและอำเภอเมืองเชียงใหม่
ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ ศูนย์เพิ่มศักยภาพการแปรรูปข้าวชุมชนครบวงจร หมู่ที่ 7 ตำบลชมภู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ก็พบว่า
มีชาวบ้านและข้าราชการในพื้นที่มาคอยต้อนรับคณะของเราอยู่ และในวันนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นวันที่มีการเปิดศูนย์เพิ่มศักยภาพการแปรรูปข้าวฯ อย่างเป็นทางการอีกด้วยครับ และภาพที่สะดุดตาคงจะหนีไม่พ้นของว่าง "ข้าวไรซ์เบอร์รี่หน้าปลาแห้ง" คล้ายๆ ข้าวเหนียวสังขยาหน้าปลาแห้งที่เราคุ้นตาคุ้นปากกันดี ซึ่ง "ข้าวไรซ์เบอร์รี่" ก็เป็นผลิตผลตัวหนึ่งของโครงการสร้างรายได้พัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน และวิสาหกิจชุมชนที่นี่อีกด้วย
   "สุกัญญา อธิปอนันต์" ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2558 ได้อนุมัติโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการ จำนวน 3,052 ตำบล ในพื้นที่ 58 จังหวัด งบประมาณ 3,052 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนเกษตรกรช่วงฤดูแล้ง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของชุมชน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากภัยแล้งในระยะยาว
         "ชาตรี บุนนาค" ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขต 6 เชียงใหม่ บอกว่า งบประมาณที่คณะรัฐมนตรีมีมติดังกล่าว จังหวัดเชียงใหม่ได้รับจัดสรรโครงการ 17 อำเภอ จำนวน 44 ตำบล เป็นเงิน 44 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ในการจัดประชุม เพื่อรวบรวมปัญหาความต้องการของแต่ละชุมชน เสนอผ่านการประชุมของคณะกรรมการ ศบกต.และคณะกรรมการ
บริหารโครงการระดับอำเภอในการตรวจสอบและพิจารณากลั่นกรองคัด
เลือกโครงการของชุมชนในวงเงินตำบลละไม่เกิน 1 ล้านบาท
"สุเทพ ทิพย์รัตน์" เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ บอกว่า สำหรับอำเภอสารภีนั้นได้รับอนุมัติให้ดำเนินงานโครงการ จำนวน 7 โครงการ 4 ตำบล เป็นเงินงบประมาณทั้งสิ้น 3,086,970 บาท ประกอบด้วย ตำบลยางเนิ้ง จำนวน 1 โครงการ งบประมาณ 1 ล้านบาท, ตำบลท่าวังตาล จำนวน 1 โครงการ งบประมาณ 1 ล้านบาท, ตำบลหนองแฝก จำนวน 1 โครงการ งบประมาณ 994,662 บาท และตำบลชมภู จำนวน 2 โครงการ งบประมาณ 917,000 บาท เพื่อ
เป็นการประชาสัมพันธ์งานโครงการที่เป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล จึงได้กำหนดจัดพิธีเปิดโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ตำบลชมภู เพื่อเป็นตำบลนำร่องของอำเภอสารภี
"นิชการต์ โตเขียว" เกษตรอำเภอสารภี บอกว่า ส่วนใหญ่อำเภอสารภีเป็นพื้นที่ปลูกลำไยอันดับหนึ่ง ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอันดับสอง มีพื้นที่ปลูกข้าว 3,025 ไร่ ซึ่งตำบลชมภู มีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 300 ไร่ ซึ่งได้รวบรวมข้อมูล
การบริโภคข้าวของอำเภอสารภี และภาพรวมของจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าปี 2557 ประชากรจังหวัดเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวมีการบริโภคข้าวกว่า 2.6 แสนตัน ซึ่งข้าวที่ผลิตในจังหวัดเชียงใหม่ไม่เพียงพอต่อการบริโภค โดยทางวิสาหกิจชุมชนของตำบลสารภีได้นำเสนอโครงการเพิ่มการผลิตข้าว และมีการอนุมัติงบประมาณการแปรรูปผลผลิตข้าวให้กับศูนย์เพิ่มศักยภาพการแปรรูปข้าวชุมชนครบวงจรตำบลชมภูไปแล้ว
ขณะที่ "วรกิตติ ศรีทิพากร" นายอำเภอสารภี บอกว่า คณะรัฐบาลและคสช.ได้มอบให้คณะทำงาน
ได้ดำเนินโครงการให้เป็นไปตามนโยบายที่เร่งด่วน และเร่งปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมกับติดตามและรายงานความคืบหน้าในผลสำเร็จของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้ว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติเป็นโครงการที่ชุมชนช่วยกันคิด และเป็นความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งผลประโยชน์ที่ได้รับก็จะเกิดขึ้นในชุมชนอย่างยั่งยืน
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "ชมพูทิพย์ เตือนใจ" ประธานศูนย์เพิ่มศักยภาพการแปรรูปข้าวชุมชนครบวงจรตำบลชมภู บอกว่า ตำบลชมภู
มีพื้นที่ปลูกข้าวมากที่สุดของอำเภอสารภี โดยมีเกษตรกรปลูกข้าวจำนวน 125 ครัวเรือน ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้นำข้าวของเกษตรกรไปแปรรูปขายเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ และการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลดลง เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง ดังนั้น โครงการนี้จึงเกิดจากแนวคิดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการนำข้าวมาแปรรูปขาย และบริโภคภายในชุมชนและภายนอกชุมชน ส่วนการจำหน่ายก็มีการขายในจังหวัดเชียงใหม่ และส่งมาขายที่กรุงเทพฯ ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่าข้าวที่เหมาะสมสำหรับการตลาดในช่วงนี้ คือ ข้าวเพื่อสุขภาพ อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง และข้าวแดง เพราะปัจจุบันเป็นข้าวที่กำลังนิยมบริโภคอย่างมาก และราคาดี จึงได้ทดลองผลิตและนำออกจำหน่ายมาระยะหนึ่งแล้ว โดยโครงการนี้เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรในตำบลชมภูสามารถเพาะปลูกข้าวต่างๆ เหล่านี้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ในอนาคตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน...!!!
"นายตะลอน"
************************************************

วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลำไยลำพูนก้าวไกล ทั้งสดและแปรรูป

           อีกครั้งหนึ่งที่มีโอกาสขึ้นเหนือมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ศึกษาดูงานร่วมกับคณะของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มาติดตามดูผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ ในพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน 


 ซึ่งความเป็นมาของลำไยที่ไปปลูกในจังหวัดลำพูนนั้น มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า นับตั้งแต่ที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้รับพระราชทานลำไยจากรัชกาลที่ 5 พระราชชายาเจ้าดารารัศมีเห็นว่าลำไยมีรสหวานหอม จึงได้นำเมล็ดมอบให้เจ้าน้อยตั๋น ณ เชียงใหม่ น้องชายเจ้าหลวงเชียงใหม่ ไปปลูกที่สวนบ้านสบแม่ข่า อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เขตติดต่อกับอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน โดยลำไยที่ปลูกจากเมล็ดที่บ้านเจ้าน้อยตั๋นได้กลายพันธุ์ ทำให้ผลมีรสดีกว่าพันธุ์ดั้งเดิม จึงมีการแพร่พันธุ์ลำไยไปปลูกในที่ต่างๆ รวมทั้งจังหวัดลำพูนด้วย ต่อมาจังหวัดลำพูนจึงถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีการปลูกลำไยมากที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้ครับ
              แม้อากาศในวันนั้นจะร้อนอบอ้าว แต่ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาบริเวณสวนลำไยของ "ศรีไพร คำยวง" บ้านท้องฝาย หมู่ที่ 1 ตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นสถานที่ศูนย์เรียนรู้โครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือ ทั้งเกษตรกรชาวสวนลำไย ข้าราชการจากหลายๆ หน่วยงานร่วมแรงร่วมใจกันจัดนิทรรศกาลกลางแจ้ง ซึ่งบอกเล่าความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับลำไย บรรดาซุ้มอาหาร ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำมาจากลำไย อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นลำไย ที่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดลำพูน
ข้าวตังลำไย ไส้อั่วลำไย ส้มตำลำไย ข้าวเหนียวเปียกลำไย กาแฟลำไย และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำมาจากลำไย เลยทำให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมงานในวันนั้นลืมไปว่าอากาศตอนนั้นร้อนจริงๆ เพราะตื่นตาตื่นใจกับหลายๆ สิ่ง อย่างที่คนในพื้นที่นำอะไรต่อมิอะไรมาโชว์ มาจัดให้ชมให้ชิมกัน เลยทำให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วลำไยสามารถนำมาแปรรูปและทำอาหารต่างๆ ได้มากมายทีเดียวครับ
  "ศรีไพร คำยวง" เจ้าของสวนลำไย ที่ใช้เป็นศูนย์รู้เรียนโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ บอกว่า ทำสวนลำไยมานานกว่า
10 ปี ซึ่งตนเองได้เข้ามารวมกลุ่มได้ประมาณ 3 ปี เพื่อจะทำลำไยให้ได้คุณภาพ มีสินค้าที่มีคุณภาพ สามารถส่งขายไปทั่วประเทศ รวมไปถึงต่างประเทศด้วย และจะมีพ่อค้ามารับซื้อจากสวน โดยหลังจากรวมกลุ่มตามโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่แล้วก็ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี นอกจากนี้ เวลามีปัญหาเกี่ยวกับการดูแลลำไย เกษตรอำเภอแม่ทาก็จะเข้ามาคอยดูแล ช่วยเหลือ รวมถึงการแนะนำให้คำปรึกษาต่างๆ ด้วย
"ดำรงค์ จินะกาศ" นายกเทศมนตรีตำบลทากาศเหนือ เจ้าของแปลงศูนย์เรียนรู้เพิ่ม
ประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ลำไยนอกฤดู) ในฐานะประธานศูนย์เรียนรู้ฯ บอกว่า ส่วนใหญ่พื้นที่ปลูกลำไยแปลงใหญ่จะครอบคลุมใน 4 ตำบลของอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน อยู่บริเวณหุบเขามังกร โดยจะเน้นผลผลิตลำไยนอกฤดูกาลเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาด้านราคาและผลผลิตล้นตลาด ที่สำคัญ การปลูกลำไยในพื้นที่แห่งนี้ ถูกห้อมล้อมด้วยภูเขา จึงทำให้อากาศดี ส่งผลให้ผลผลิตลำไยมีคุณภาพ และในส่วนของตนทำสวนลำไยเกือบ 100 ไร่ รวมถึงการเช่าที่ของคนอื่นทำสวนลำไยด้วย เราเป็นคนลงทุน พอได้
กำไรก็มาแบ่งกัน ซึ่งคนทำสวนลำไยที่ประสบความสำเร็จ มีรายได้จากกำไรถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของการลงทุน และลำไยส่งออกที่ตลาดต้องการส่วนใหญ่จะเป็นลำไยพันธุ์ดอ หรืออีดอ
"โอฬาร พิทักษ์" อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ตลาดต่างประเทศอย่างอินโดนีเซีย จีน และเวียดนาม มีความต้องการลำไยคุณภาพจากประเทศไทยมาก จึงอยากให้เกษตรกรเน้นเรื่องการทำลำไยคุณภาพเป็นหลัก การเก็บเกี่ยวในช่วงที่เหมาะสมและการตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น โดยผลสำเร็จของการบริหารจัดการผลผลิตลำไยภาคเหนืออย่าง
ได้ผลเป็นที่น่าชื่นชม คือ จังหวัดลำพูน เนื่องจากสำนักงานเกษตรจังหวัดสามารถบริหารจัดการลำไยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้เริ่มตั้งแต่ต้นฤดู มีการตัดแต่งกิ่ง บังคับให้มีผลผลิตคุณภาพดีเป็นหลัก ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรก็ได้ใช้ระบบส่งเสริมการเกษตรมิติใหม่ MRCF บริหารจัดการข้อมูลด้วย Mapping เพื่อให้มีฐานข้อมูลการผลิตและแหล่งตลาด สามารถบริหารจัดการทั้ง "อุปสงค์" และ"อุปทาน" ให้ได้อย่างสมดุล พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตลำไยคุณภาพตามแนว GAP ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเชื่อมั่นว่าเป็นการดำเนินการแก้ไขลำไยทั้งระบบได้อย่างยั่งยืน
  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกอีกว่า การนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูงานที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เพราะต้องการให้เห็นว่าการดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ของเกษตรกรในพื้นที่นี้ เป็นตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรในการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผลผลิตลำไยนอกฤดูกาลมีผลผลิตออกสู่ตลาดกว่า 7 พันตัน มีราคาซื้อขายเฉลี่ยถึง 40 บาท/กก. มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาดเหมือนเมื่อก่อน ส่งผลให้
เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และศูนย์รู้เรียนโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ ยังเป็นแหล่งดูงานให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีระบบการบริหารจัดการผลผลิตแบบครบวงจร
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเดินทอดน่องดูงานในศูนย์รู้เรียนโครงการส่งเสริมลำไยแปลงใหญ่ รวมถึงนั่งรถรางชมบรรยากาศหุบเขามังกร นครลำไย และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำแม่กึม ซึ่งเป็นจุดเด่นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน
แล้ว คณะของเราก็เดินทางมาดูงานที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านริมร่อง หมู่ที่ 7 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานการผลิตของเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปลำไยเนื้อสีทอง ภายใต้แบรนด์ร้านสวัสดีลำไยอบแห้งเนื้อสีทองได้รับมาตรฐาน GMP อันดับต้นๆ ของประเทศไทย และได้รับหนังสือรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) เพื่อประกันถึงคุณภาพต่างๆ และการผลิตของโรงงานเรา รวมถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในเครือด้วย
ส่วนอีกแห่งหนึ่งที่คณะของเรา
ไปแวะชม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปลำไยเนื้อสีทอง บ้านสันป่าเหียง หมู่ที่ 7 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมืองลำพูนจังหวัดลำพูน ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตลำไยล้นตลาด ราคาตกต่ำ จึงใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหาร โดยการนำลำไยสดมาตากแดด และพัฒนามาเป็นการอบแห้งเป็นลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง จนกระทั่งปัจจุบันมีกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในทุกระดับ จากการดำเนินงานของกลุ่ม ทำให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม
ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ ทำให้เกิดการเงินหมุนเวียนภายในชุมชนตลอดทั้งปี คนในชุมชนไม่ต้องออกไปทำงานต่างถิ่น ช่วยลดปัญหาการว่างงาน จึงเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้เป็นอย่างดีและยังเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานของส่วนราชการ สถานศึกษา และกลุ่มอาชีพต่างๆ ทั้งในชุมชนและนอกชุมชนอีกด้วย...!!!
                            "นายตะลอน"
*************************************************

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เชียงดาวโกยเงินมะม่วง วิสาหกิจชุมชนเข้มแข็ง

           "ชียงดาว" เป็นอำเภอที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะภูมิประเทศถูกปกคลุมด้วยภูเขาสูง และยังเป็นที่ตั้งของ "ดอยหลวงเชียงดาว" ที่มีความสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย ซึ่งมีความสูง 2,275 เมตรจากระดับน้ำทะเล
          ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอเชียงดาว โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศกล่าวขานถึงความงดงามของดอยหลวงฯ แห่งนี้กันอยู่บ่อยๆ แต่ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของอำเภอเชียงดาวก็คือ ภายหลังจากผลผลิตมีราคาตกต่ำ เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเชียงดาวจึงเปลี่ยนยอดต้นมะม่วงให้เป็นมะม่วงเศรษฐกิจที่มีราคาสูง และมีความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ มะม่วงสายพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง มันขุนศรี และมหาชนก ซึ่งมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองสามารถทำเงินได้ปีละ
ประมาณ 126 ล้านบาท ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจทีเดียวครับ
ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อศึกษาดูงานการพัฒนามะม่วงเพื่อส่งออก ที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร บ้านปางเฟือง หมู่ที่ 2 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในพื้นที่สวนมะม่วงของ "สุวิทย์ อุททาเศษ" ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนามะม่วงเพื่อชุมชนบ้านปางเฟือง เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา ณ ศูนย์เรียนรู้ฯ
แห่งนี้ ภาพที่อยู่เบื้องหน้า คือ มะม่วงเหลืองอร่าม ผลใหญ่มาก ห้อยอยู่ตามกิ่งต้นมะม่วงตลอดสองข้างทางที่เดินเข้าไปข้างในของสวน แม้อุณหภูมิของโลกในวันนั้นจะร้อนอบอ้าว จนหลายคนที่ไปในวันนั้นออกอาการเพลียแดดอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็นับว่าโชคดีที่ใบไม้จากต้นมะม่วงในสวนแห่งนี้ช่วยสร้างร่มเงาให้ร่มรื่นและคลายความร้อนไปได้บ้างครับ
"คุณสุวิทย์" บอกว่า สวนมะม่วงของตนเองมีพื้นที่ปลูก 45 ไร่ แยกปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจำนวน 35 ไร่ และปลูกมะม่วงมันขุนศรีอีก 10 ไร่ โดยเริ่มปลูกมาตั้งแต่
ปี 2550 ต่อมาได้รวมกลุ่มสมาชิกจำนวน 14 คน ที่ปลูกมะม่วงเศรษฐกิจด้วยกัน คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มันขุนศรี และมหาชนก และได้ไปขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนามะม่วงเพื่อคุณภาพส่งออกปี 2552 กับสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาว ซึ่งระหว่างปี 2554-2555 ช่วงนั้นต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากผลผลิตที่ได้ยังไม่มากพอที่พ่อค้าจะมาเปิดจุดรับซื้อ จนกระทั่งปี 2556 ผลผลิตมะม่วงของอำเภอเชียงดาวเริ่มให้ผลผลิตมากขึ้น ตนเองและคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนฯ ได้ไปติดต่อพ่อค้าให้มาตั้งจุดรับซื้อมะม่วงเพื่อส่งออกในพื้นที่อำเภอเชียงดาว โดยพ่อค้าหลังจากรับซื้อมะม่วงจากเกษตรกรแล้ว ก็จะส่งไปจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ จีน มาเลเซีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และรัฐเซีย เป็นต้น
"ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนามะม่วงฯ" บอกด้วยว่า นอกจากสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาวได้สนับสนุนความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตแล้ว ตนเองยังได้ศึกษาองค์ความรู้เรื่องการ
ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองจากแหล่งต่างๆ แล้วนำไปถ่ายทอดให้สมาชิกในกลุ่มได้นำไปพัฒนาต่อยอดผลผลิตมะม่วงไปพร้อมกันด้วย จนตนเองได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรต้นแบบ หรือสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ (Smart Farmer) เรื่องการผลิตมะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออกของอำเภอเชียงดาว
"โอฬาร พิทักษ์" อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า การพาสื่อมวลชนมาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ เพราะอยากให้สื่อสารไปถึงพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศให้รู้ถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านการเกษตรว่ามีสิ่ง

ต่างๆ ที่ดีในภาคการเกษตร การทำเกษตรที่ดีจะสร้างความเชื่อมั่นภาคการเกษตรให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งการส่งออกมะม่วงเศรษฐกิจไปขายยังต่างประเทศในช่วงระยะหลังๆ การขยายตลาดเพิ่มมากขึ้น มะม่วงของไทยมีคุณภาพที่ดีขึ้น โดยปีล่าสุดการส่งออกมะม่วงที่ประเทศเกาหลีเริ่มโตขึ้นมาเกือบจะเท่าๆ ตลาดญี่ปุ่น โดยช่วงปี 2555 ถึงปี 2556 มียอดการส่งออกกว่า 2 พันล้านบาท พอมาถึงปี 2557 มีตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 3 พันล้านบาท ถือเป็นดัชนีที่ดี เพราะการส่งออกมะม่วงมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้น



          อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกด้วยว่า ปัจจุบันการส่งออกมะม่วงเศรษฐกิจของไทยจะส่งไปที่ตลาดญี่ปุ่น จีน และเกาหลีค่อนข้างมาก ส่วนการแปรรูป อาทิ น้ำมะม่วง ฯลฯ จะมีการส่งออกไปถึงตลาดสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฯลฯ โดยตลาดในแถบเอเชียจะมียอดจำหน่ายมากกว่าตลาดในยุโรป และอเมริกา เนื่องจากคนในแถบเอเชียจะนิยมบริโภคมะม่วง หรือผลไม้ต่างๆ มากกว่า
หลังจากเดินชมสวนมะม่วง พร้อมๆ กับเก็บเกี่ยวความรู้ต่างๆ จนพอสมควรแล้ว
              ผมก็มีโอกาสมาตะลอนฯ ดูงานที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรแปรรูปดอยหลวง หมู่ที่ 2 ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามา ณ ที่ทำการแห่งนี้ ก็พบว่ามีผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากมะม่วงมากมาย อาทิ น้ำมะม่วงมหาชนก ไวน์มะม่วงมหาชน มะม่วงแผ่นมหาชนก และซอสมะม่วงมหาชนก ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่ล่าสุด ฯลฯ
  "สุพิน วงศ์ไชย" ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรแปรรูปดอยหลวง บอกว่า มะม่วงมหาชนกมีเอกลักษณ์เฉพาะ คือเป็น
มะม่วงที่มีกลิ่นหอมแรง และมีสีสวยสะดุดตา มีคุณประโยชน์ทางด้านอาหารสูง เมื่อนำมาแปรรูปมีกลิ่นหอม สีเหลืองอมส้มน่ารับประทาน ส่วนกลุ่มเกษตรกรแปรรูปดอยหลวง เกิดจากการรวมกลุ่มกันหลังจากพืชผลทางการเกษตรล้นตลาด รวมถึงมะม่วงพันธุ์มหาชนก ที่มีการปลูกกันมากในพื้นที่เขตอำเภอเชียงดาว ขณะที่การตลาดได้มีการออกร้านขายของในเทศกาลงานต่างๆ ซึ่งทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จ เพราะการรวมตัวกันของคนในชุมชน ร่วมกันจัดกิจกรรมตามวาระต่างๆ ก่อให้เกิดความสามัคคี ทำให้สมาชิกในกลุ่มมีอาชีพ สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัว
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" กลไกอันหนึ่งที่จะประคองเรื่องการตลาดพืชผลทางการเกษตรได้ ซึ่ง "อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร" ย้ำว่า คือ การรักษา หรือการแปรรูป เพราะถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าสามารถสร้างสินค้าได้จากกลุ่มรากหญ้า หรือเกษตรกรรายย่อยจริงๆ เกษตรกรจะมีความมั่นคงที่สูงขึ้นตามด้วย โดยสินค้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรแปรรูปดอยหลวงก็ได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าเช่นเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรรมใหญ่ๆ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการดูแล ทำงานเป็นทีมที่ดี และสังคมเกษตรกรนั้น เริ่มมีการเติบโตมากขึ้น เมื่อชุมชนเข้มแข็ง ก็สามารถดูแลตนเองได้...!!!
                              "นายตะลอน"
**************************************************