วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

เยือนตลาดพลู ถิ่นนี้มนต์ขลัง

           ากถามว่าผมมาเยือน "ตลาดพลู" ย่านถนนเทอดไท เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร กี่ครั้งกี่หน ก็คงตอบไม่ถูกเหมือนกัน เพราะเกือบทุกครั้งที่แวะเวียนมา "ตลาดพลู" จะเป็นลักษณะเฉียดไปเฉียดมา ไม่ได้เจาะจงเหมือนครั้งนี้ ที่ผมตั้งใจมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เพื่อนำเรื่องราวของ "ตลาดพลู" มาเขียนถึงและบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสืออย่างจริงๆ จังๆ ครับ
          ซึ่งการเดินทางของผมในวันนั้นก็คือ นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสจากสถานีหมอชิต มาลงที่สถานีวัดโพธิ์นิมิตร ย่านตลาดพลู จากนั้นก็เดินลัดเลาะตามซอยมาเรื่อยๆ จนถึงถนนใหญ่ หรือถนนเทอดไท ตรงข้ามวัดอินทาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เป็นระยะทางกี่กิโเมตรนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะวันนี้ตั้งใจมาเดินทอดน่องดูความเก่าแก่ของย่านตลาดพลูอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช้วิธีเดินเท้า ผมเชื่อว่าคงไม่ได้สัมผัสวิถีชุมชนวัฒนธรรมในย่านนี้อย่างแน่นอน...ถ้าอย่างนั้นแล้วอย่ามัวเสียเวลาเลย เชิญตามผมมาเลยครับ...


จากหน้าวัดโพธิ์นิมิตร ผมเลือกที่จะเดินย้อนไปทางสถานีรถไฟตลาดพลู บริเวณย่านนี้ถือเป็นหัวใจของตลาดพลูก็ว่าได้ เพราะอยู่ติดกับสี่แยกตลาดพลู ระหว่างทางก็จะผ่านวัดจันทารามวรวิหาร หรือวัดกลาง ซึ่งบริเวณย่านนี้ช่วงเช้าๆ จะคึกคักมาก เพราะมีตลาดวัดกลางเป็นแหล่งขายสินค้า ผัก ผลไม้ ฯลฯ ของบรรดาพ่อค้า แม่ค้า และเป็นแหล่งที่ประชาชนมาจับจ่ายซื้อสินค้ากัน เสียดายผมไม่มีโอกาสแวะที่ตลาดวัดกลางแห่งนี้ เพราะตอนที่มาถึง "ตลาดวาย" เกือบหมดแล้ว พ่อค้า แม่ค้า เก็บของหมดแล้ว แต่ฝั่งตรง
ข้ามตลาดมีร้านขายข้าวมันไก่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความอร่อย เพราะเคยลิ้มรสกันมาตั้งแต่สมัยผมเป็นวัยรุ่น วัยคะนองก็ว่าได้ พอเดินผ่านวัดกลางมาก็จะเจอวัดวัดราชคฤห์วรวิหาร หรือวัดมอญ ซึ่งผมไม่ได้แวะเวียนเข้าไป เนื่องจากหิวมากๆ ตั้งใจจะไปหาอะไรกินแถวๆ สถานีรถไฟตลาดพลูหน่อย
"ตลาดพลู" ถิ่นนี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งขายอาหารที่หลากหลายขึ้นชื่ออย่างมาก โดยเฉพาะ "ขนมกุ่ยช่าย" ซึ่งเป็นขนมกินเล่นของชาวจีน เนื่องจากตั้งแต่เดิมนั้น "ตลาดพลู" เป็นพื้นที่ของชาวจีนที่มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ต่อมาเมื่อย้ายราชธานีไป
ยังฝั่งพระนคร ชาวจีนบางส่วนที่ "ตลาดพลู" ได้ย้ายไปที่สำเพ็ง ย่านเยาวราช ต่อมาชาวมุสลิมเข้ามาทำสวนพลู ซึ่งชาวมุสลิมและชาวจีนต่างก็ทำสวนพลู จนเป็นอาชีพที่แพร่หลาย กลายเป็นแหล่งตลาดซื้อขายพลู เพราะช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หมากและพลูยังเป็นของจำเป็นสำหรับประชาชน อาชีพปลูกพลูและหมากขาย จึงเป็นไปอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งคลองบางกอกใหญ่ คลองแยก คลองบางไส้ไก่ และคลองบางสะแก
สำหรับย่านตลาดพลู นอกจากจะมีศูนย์กลางอยู่ที่สถานีรถไฟตลาดพลู สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่เป็นย่านเก่าแก่ประจำฝั่งธนบุรีแล้ว
         วันนี้ผมถือโอกาสมาลิ้มรสเกาเหลาเนื้อ ข้าวเปล่า ที่ร้าน ต. จันทร์เพ็ญ เป็นร้านเก่าแก่ที่ขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อมานานกว่า 50 ปี ก็ว่าได้ บริเวณใกล้เคียงกัน ก็มีร้านอาหารอร่อยๆ ขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน อาทิ ร้าน "สุณี ข้าวหมูแดง หมูกรอบ" เป็นร้านที่เปิดขายมายาวนานกว่า 50 ปีเหมือนกัน ร้านแม่เจ็งขนมหวาน เปิดขายคู่ "ตลาดพลู" มายาวนาน
 เป็นขนมไทยๆ หลากหลายชนิดน่ากินมากๆ ทีเดียว
บริเวณสถานีรถไฟตลาดพลู ยังมีร้านอาหารขึ้นชื่ออีกมากมาย ทั้งขายกลางวัน และกลางคืน คือ ถ้ามาหาของกินที่หลากหลายต้องมาแถบนี้ ไม่ผิดหวังจริงๆ ถ้าข้ามถนนตรงสี่แยกตลาดพลูไปทางท่าเรือตลาดพลู คลองบางกอกใหญ่ ก็จะมีร้านเก่าแก่ที่อยู่คู่ "ตลาดพลู" มาอย่างยาวนาน คือ ร้านหมี่กรอบ ร.5 ใกล้ๆ กันมีร้านอาหารชื่อ "บ้านริมน้ำ" เป็นร้านอาหารติดคลองบางกอกใหญ่ ร้านนี้ผมผ่านมา "ตลาดพลู" ชอบมา
หลบมุมนั่งจินตนาการอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นร้านอาหารที่อยู่ติดริมคลอง แถมยังได้เห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั่งเรือหางยาวชมทัศนียภาพวิถีชีวิตคนไทยที่อยู่ริมคลองบางกอกใหญ่กันด้วย
        อ่อ...ผมลืมบอกไป ที่ใต้สะพานตลาดพลู หรือถนนรัชดาภิเษกที่ลอยพาดผ่านอยู่ด้านบน ในยุคหลังๆ บริเวณนี้ถือเป็นศูนย์กลางของตลาดพลูก็ว่าได้ คือ มีตลาด และโรงภาพยนตร์ถึงสองโรงด้วยกัน คือโรงภาพยนตร์ศรีนครธน และโรงภาพยนตร์ศรีตลาดพลู ซึ่งปัจจุบันปิดตัวและถูกรื้อทุบทิ้ง เอาที่
ไปทำอย่างอื่นกันนานแล้ว สำหรับโรงภาพยนตร์ศรีนครธนนั้น สมัยก่อนเรียกกันว่า "วิกสูง" เพราะส่วนที่เป็นโรงหนังนั้นอยู่ชั้นบน ส่วนด้านล่างก็เป็นตลาด ส่วนโรงภาพยนตร์ศรีตลาดพลู เรียกว่า "วิกเตี้ย" สมัยเด็กๆ ผมทันดูหนังที่นี่อยู่ ดูไปต้องคอยยกขาขึ้นจากพื้น เพราะบางครั้งจะมีแมววิ่งไล่กวดหนูในโรงหนังด้วย เป็นบรรยากาศพอนึกถึงทีไร ก็อดขำไม่ได้จริงๆ
  จากอดีตสู่ปัจจุบัน "ตลาดพลู" ถือได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่พื้นที่เคยเป็นสวนปลูกพลูและพืชสวนเก่าแก่ของฝั่ง

ธนบุรี ก็เข้าสู่ยุคความเป็นกรุงเทพมหานครอย่างเต็มตัวในราวปี พ.ศ.2515 ในอดีตจวบจนปัจจุบันมีเรื่องราวและความเป็นมามากมายที่แสดงผ่านแนวทางในการดําเนินชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในพื้นที่ เช่น ชาวจีน ชาวไทย ชาวมุสลิม ชาวมอญ ทั้งที่เป็นคนดั้งเดิมของพื้นที่ โดยอาศัยตั้งรกรากตั้งแต่แรกเริ่มและคนที่อพยพเข้าสู่วิถีชุมชนย่าน "ตลาดพลู" ความเป็น "ตลาดพลู" ที่คึกคักในอดีตเริ่มลดน้อยถอยลง หลังจากที่เกิดระบบขนส่งมวลชนใหม่ๆ เกิดขึ้น ความนิยมในการกินหมากพลูก็น้อยลง
การเกิดห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่ขึ้น ก็ล้วนมีส่วนทำให้ "ตลาดพลู" ในวันนี้ไม่ใช่"ตลาดพลู" ที่เคยรุ่งเรืองเหมือนสมัยก่อน แต่ถ้าได้มาเดินดูอย่างใกล้ชิด ผมว่ากลิ่นอายของ "ตลาดพลู" ก็ยังไม่จางหายไปเสียทั้งหมดทีเดียว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือน "ตลาดพลู" ครั้งนี้ คือ ผมตั้งใจมาเดินทอดน่องดูชุมชนย่าน "ตลาดพลู" เพราะในย่านนี้ยังพอมีอาคาร ตึกเก่าๆ ที่ยังคงรูปแบบตามสมัยเมื่อปี พ.ศ.2500 อยู่ ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อนที่ผูกพันกับ "ตลาดพลู" พอสมควร จะเห็นได้จากตลอดสองข้างทางรถไฟ จะมีบ้านและอาคารพาณิชย์เก่าแก่ตั้งเรียงรายขนานไปกับทางรถไฟ แม้ปัจจุบันจะมีความหลากหลายของเชื้อชาติ และอาชีพก็ตาม แต่ที่เด่นชัดคงจะหนีไม่พ้นวัฒนธรรมจีน เพราะมีศาลเจ้า โรงเจ โรงเรียนสอนภาษาจีนอยู่ท่ามกลางชุมชน เป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนทั้งภาษาจีน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ภายในโรงเรียนมีศาลเจ้าและโรงงิ้วสำหรับแสดงให้เจ้าดู ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้มีความเก่าแก่มากๆ ทีเดียว
นอกจากนี้ ผมยังมีโอกาสได้เดินทอดน่องจากใต้สะพานตลาดพลูไปยังตรอก ซอกซอยต่างๆ ที่เป็นถนนเชื่อมต่อถึงกันหมด ผ่านโรงภาพยาตร์ หรือโรงหนังเก่า ที่เคยดูสมัยเด็กๆ แต่ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไม่มีแล้ว แต่ตึกเก่าๆ และประตูเป็นบานเก่าๆ ยังพอมีให้เห็นอยู่หลากหลายมากมายเหมือนกัน ซึ่งบริเวณริมถนนเทอดไททั้งสองฝั่งถนน
            แม้จะมีตึกสมัยใหม่ผุดขึ้นมาแทนที่มากมาย แต่ก็ยังมีบ้านเรือนเก่าแก่ที่ยังพอมีให้เห็นอยู่ท่ามกลางความเจริญ แต่บ้านเรือนเก่าแก่บางหลังก็สามารถตั้งเด่นเป็นสง่าให้เห็นกลิ่นอายความเป็น "ตลาดพลู" ในอดีตไม่เสื่อมคลายจริงๆ...!!!
"นายตะลอน"
*****************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น