วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

เชียงของเมืองริมโขง ล้ำค่าแดนวัฒนธรรม

         วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศไม่ร้อนมาก สบายๆ และเป็นวันหนึ่งที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เชียงของ" ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย และเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชผักต่างๆ ทำไร่ข้าวโพด สวนส้มโอ ลิ้นจี่ ทำนา รวมไปถึงการทำประมงพื้นบ้าน จับสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง ก็ยังพอได้เห็นอยู่ รวมถึงอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย
              "เชียงของ" ยังเป็นอำเภอหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากการสร้างที่พักอาศัย ร้านค้า สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ถูกสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่บริเวณ "บ้านหัวเวียง" ตำบลบ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยว สามารถข้ามไปยัง "เมืองห้วยทราย" แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว โดยสามารถทำหนังสือเดินทางชั่วคราวได้ที่ด่านผ่านแดนท่าเรือบ้านหัวเวียง
เพื่อนั่งเรือยนต์ข้ามฝากไปท่องเที่ยวยังฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ วัดจอมแก้วมณีรัตน์ ถือเป็นวัดเก่าแก่ของเมือง ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือเมืองหันหน้าสู่แม่น้ำ มีความสูงประมาณ 100 เมตร ภายในบริเวณวัดมีพระอุโบสถขนาดกลางสร้างด้วยไม้สัก ศิลปะแบบไทยใหญ่ ฝาผนังโดยรอบของพระอุโบสถมีภาพเขียนสีน้ำมัน ลักษณะเป็นศิลปกรรมแบบลาว มีสีสันที่สวยงาม ส่วนหอระฆังก็มีระฆังและกลองขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของหอระฆัง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของฝั่งไทย
             "ตลาดเมืองบ่อแก้ว" เป็นตลาดเช้าอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง บริเวณนี้นับเป็นจุดตั้งต้นถนนสายหลักคือ ถนนเรียบชายฝั่งโขง สองฝากฝั่งมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงรายกันมากมาย ตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงร้านขายสินค้าทั่วไป รวมถึงร้านขายของที่ระลึกจากชนกลุ่มน้อยด้วย
ย้อนกลับมาที่ "เชียงของ" เป็นอำเภอที่มีลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขา มีพื้นที่ด้านทิศตะวันออกบางส่วนติดกับแม่น้ำโขง ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือ "เมืองห้วยทราย" มีประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่หลายเชื้อชาติ อาทิ ชาวมูเซอ,
แม้ว, ไตลื้อ, ขมุ และเย้า ฯลฯ ซึ่ง "กลุ่มไตลื้อ" ส่วนมากอพยพมาจาก "สิบสองปันนา" ทางตอนใต้ของประเทศจีน อาศัยอยู่ที่ "บ้านศรีดอนชัย" ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยชาวไตลื้อยังคงรักษาวิถีชีวิตวัฒนธรรมความเป็นอยู่เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและสืบทอดวัฒนธรรม และประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไตลื้อไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งถือเป็นลายเฉพาะของชาวไตลื้อที่สามารถทอผ้าลายน้ำไหลได้อย่างสวยงาม จนกลายเป็นสินค้าโอทอประดับห้าดาวที่มีชื่อเสียงของอำเภอเชียงของครับ
  นอกจากนี้ "บ้านห้วยเม็ง" ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ "กลุ่มไตลื้อ" ได้มาตั้งถิ่นฐานกัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นทำเลที่พอจะอาศัยทำมาหากิน เพราะเป็นที่ราบติดริมแม่น้ำโขง มีลำห้วยเม็ง เป็นภูมิประเทศที่เหมาะประกอบอาชีพเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพที่ถูกกับนิสัยของไตลื้อ จึงพากันตั้งหมู่บ้านขึ้นที่นั่น โดยเรื่อกชื่อ "บ้านห้วยเม็ง" ตามนามของลำห้วย และอาศัยน้ำทำการเกษตรและบริโภคใช้สอยมาจนถึงปัจจุบัน
            ชาวไตลื้อบ้านห้วยเม็ง ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์กันดี เพราะแต่ละครอบครัวอยู่กันใกล้ชิด ให้ความช่วยเหลือกันมา หากบ้านหลังใดมีงาน เช่น ปลูกสร้างบ้านเรือน ยุ้งข้าวทำบุญ แต่งงาน การตาย หรือเจ็บป่วย ก็จะช่วยกันโดยไม่นิ่งดูดาย ในอดีตมีการเล่าสืบต่อกันมาว่า พอเวลาชาวบ้านได้เนื้อสัตว์ป่ามา ก็จะแบ่งปันกัน หากใครไม่แบ่งปันกันกิน ก็จะถูกปรับเป็นเงิน เพื่อเก็บเข้ากองกลางของหมู่บ้าน และหากไม่ยอมเสียค่าปรับ ก็จะไม่มีชาวบ้านคบค้าสมาคมด้วย อันที่จริงเรื่องราวเกี่ยวกับชาวไตลื้อ หากจะนั่งเขียน
และนำมาเล่าสู่กันฟังก็คงไม่จบง่ายๆแน่นอน
เอาเป็นว่าช่วงเย็นๆ ที่ผมมาที่ "เชียงของ" นั้น ก็มีโอกาสมาเดินทอดน่องที่ตลาดริมถนนสายกลาง บริเวณหมู่ที่ 8 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย หรือแถวๆ โรงแรมน้ำโขงริเวอร์ไซด์ ถนนสายนี้เรียบแม่น้ำโขงตลอดแนว จะมีพ่อค้า แม่ค้า นำของออกมาขายกันบริเวณริมถนน ทั้งของกิน ขนม กับข้าว ผัก ผลไม้ต่างๆ สารพัดมากมาย ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแถวนี้ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงไม่แตก
ต่างจากที่กรุงเทพฯ ที่นำของมาขายตามตรอก ซอก ซอย หรือริมถนนเท่าใดนัก เพียงแต่ว่าตลาดคนเดินที่นี่ มีรถยนต์ไม่ค่อยมากเหมือนที่กรุงเทพฯ เท่านั้นเองครับ
ส่วนขนมบางอย่างที่พบเห็น บางคนอาจไม่เคยกิน หรือไม่คุ้นตา ไม่รู้ว่าจะเรียกชื่ออะไร คล้ายๆ ข้าวต้มมัด ใส่ถั่ว ห่อรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ พอคำ มีทั้งข้าวเหนียวขาวและข้าวเหนียวดำ แต่ส่งกลิ่นหอมฉุยเหลือเกิน จนทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านมาต้องกลืนน้ำลายกันทีเดียว จนต้องแวะอุดหนุนกัน คงจะหนีไม่พ้นข้าวต้มข้าวเหนียวดอยใส่ถั่วลิสง





















หรือ "เบตอห่อใบตองก๋ง" ซึ่งเป็นอาหารของชาวกะเหรี่ยง หรือเป็นอาหารของอีกหลายชนเผ่า ที่ผมอาจไม่รู้และไม่ได้เอ่ยถึงต้องขออภัยด้วยครับ ส่วนรสชาติของข้าวจะหวานมันอร่อย อันเกิดจากถั่วลิสง แต่ไม่ได้ใส่กะทิ จะแตกต่างจากข้าวต้มมัดทั่วๆ ไปที่ใส่กะทิเป็นส่วนผสม ซึ่งใบตองก๋ง หรือ "ใบตองกง" ที่นำมาห่อนั้น จะขึ้นตามป่าบนดอยทั่วไป ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ขนาดใหญ่ ค่อนข้างกว้าง มีปลายใบแหลม โคนใบป้าน ส่วนขอบใบเป็นจักละเอียด เนื้อใบหนา กาบใบเกลี้ยง ยกเว้นบริเวณขอบตอนบนจะมีขนสั้นๆ ส่วนกาบใบตอน
ปลายจะเป็นก้านสั้นๆ สีแดงเข้ม มีลิ้นใบที่ระหว่างรอยต่อด้านในของกาบใบและแผ่นใบเป็นเยื่อบางๆ
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนหน้าที่ผมจะมาเดินเล่นตลาดริมถนนสายกลางแห่งนี้ เกือบลืมเล่า ก็มีโอกาสมาไหว้พระ ทำบุญที่วัดหาดไคร้ บ้านหาดไคร้ หมู่ที่ 7 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง ช่วงหน้าวัดแห่งนี้ ถือเป็นวังน้ำลึก น้ำนิ่ง และแคบกว่าแม่น้ำโขงในช่วงอื่นๆ และเป็นจุดจับปลาบึกเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย โดยฤดูจับปลาบึกจะเริ่มหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยในวันที่ 18 เมษายนของทุกปี ชาวบ้านหาดไคร้จะประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ซึ่งเป็นประเพณี ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะเชื่อว่าปลาบึก เป็นปลาที่มีเทพคอยคุ้มครองอยู่ ถ้าไม่มีการบวงสรวงไหว้วอนขอจากเจ้าพ่อ และไม่ปลุกขวัญแม่ย่านางเรือ ให้มีอานุภาพแกร่งกล้า ผู้นั้นก็ยากที่จะจับปลาบึกได้สำเร็จ ต่อมาการทำพิธีบวงสรวงจึงกลายเป็นประเพณีพื้นบ้านของท้องถิ่นจนนำมาสู่การท่องเที่ยว เพราะสามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศเข้าสู่ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ในฐานะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์อนุรักษ์ปลาบึก ปลาแม่น้ำโขงแห่งเดียวในโลกก็ว่าได้ อ่อ..หากรู้สึกหิวขึ้นมา ก็ลองไปแวะ "สวนอาหารนางนวล" อยู่ข้างวัดหาดไคร้ เพราะร้านอาหารแห่งนี้ ถือเป็นศูนย์กลางการจับปลาบึก แถมมีเมนูอาหารที่ปรุงจากปลาบึกและปลาแม่น้ำโขงนานาชนิดที่เดียว...วันนี้โบกมือลากันไปก่อน...!!!
                "นายตะลอน"
********************************************



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น