วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

เดินทอดน่องเที่ยว ย่านสะพานพุทธฯ

           ายหลังจากมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ชุมชนกุฎีจีน ย่านถนนอรุณอัมรินทร์ตัดใหม่ (ถนนเทศบาลสาย 3) แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และเป็นย่านชุมชนซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งชาวไทย จีน ฝรั่ง ญวน และมอญ ฯลฯ ที่อพยพจากกรุงศรีอยุธยา และมาตั้งถิ่นฐานกันในย่านนี้
               หลังจากได้แวะชม "วัดซางตาครู้ส" หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดกุฎีจีน" ตามชื่อชุมชนที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2313 ซึ่งนับเป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ที่สุดในย่านฝั่งธนบุรี ตัวโบสถ์มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับเรเนอซองส์ และถือเป็นวัดคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในฝั่งธนบุรีแล้ว ผมยังคงเดินทอดน่องตามทางเดินริมเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชื่อมต่อถึงกัน ขึ้นมาทางสะพานพุทธฯ เพื่อมาที่ "วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร" ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานพุทธฯ ถนนประชาธิปก เขตธนบุรี
กรุงเทพฯ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "วัดรั้วเหล็ก" ซึ่งมีบันทึกเหตุที่เรียกชื่อนี้ เพราะสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุญนาค) หรือสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ สั่งรั้วเหล็กมาจากประเทศอังกฤษ เพื่อนำมาน้อมเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 3 ใช้เป็นกำแพงในพระบรมมหาราชวัง แต่ทรงไม่โปรด จึงขอรับพระราชทานมาใช้เป็นกำแพงวัดแทน ซึ่ง "สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่" ทรงสร้าง "วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร" ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2371
โดยพระอุโบสถถูกออกแบบด้วย
สถาปัตยกรรมไทย หน้าบันเป็นลายดอกบุนนาค พระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธนาคน้อย ซึ่งนัยว่าอัญเชิญมาจากสุโขทัย รวมทั้งมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง เช่น รั้วเหล็กรูปหอก ดาบ และขวาน อนุสาวรีย์รูปปืนใหญ่ เป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์คราวฉลองวัดเมื่อปี พ.ศ.2380 และมีสถานที่สำคัญ คือภูเขาจำลองขนาดใหญ่ หรือ "เขามอ"  ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ก่อขึ้นจากหินเป็นจำนวนมาก มีชะง่อนผาอันสูงชัน ภายในประดับต้นไม้ด้วยพันธุ์ไม้หายาก เป็นที่ประดิษฐานพระสถูปเจดีย์ พระพุทธปรางค์
พระวิหารหลวงจำลอง สังเวชนียสถานจำลอง และศาลารายน้อยใหญ่ จึงเป็นสถานที่ประชาชนทั่วไปนิยมพาบุตรหลานเข้ามาพักผ่อน สัมผัสธรรมชาติ และได้เข้าวัด ทำบุญกันอีกด้วย
ส่วนพระบรมธาตุมหาเจดีย์ เป็นพระเจดีย์องค์ใหญ่ทรงกลม ถือเป็นศาสนสถานที่สำคัญภายในวัด มีสัณฐานรูปโอคว่ำ สูง 60.525 เมตร โดยฐานล่างส่วนนอกวัดโดยรอบได้ 162 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เมตร มีช่องคูหาเรียงรายล้อมรอบชั้นล่างพระเจดีย์ 54 คูหา ชั้นบนถัดจากช่องคูหาขึ้นไปมีพระเจดีย์เล็ก 18 องค์
เรียงรายรอบพระเจดีย์องค์ใหญ่ ซึ่งในปี พ.ศ.2556 พระเจดีย์แห่งนี้ก็ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ คือ รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 หรือ Award of Excellence จากโครงการประกวดรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ประจำปี พ.ศ.2556 ชนะเลิศอันดับที่ 1 จาก 47 โครงการ จากผู้เข้าร่วมกว่า 16 ประเทศทั่วโลก ด้วยการบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุมหาเจดีย์ และพรินทรเปรียญปริยัติธรรมศาลาที่สามารถสะท้อนความเข้าใจทางเทคนิค และเป็นโครงการอนุรักษ์ที่สร้างความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมในชุมชนรอบข้างได้
        หลังจากเที่ยวชม และทำบุญที่ "วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร" ย่านสะพานพุทธฯ แล้ว หากไม่มาชักภาพถ่ายรูปกันบนสะพานพุทธฯ ดูเหมือนจะมาไม่ถึงย่านนี้น่ะ แน่นอนว่าผมไม่พลาดที่จะเดินทอดน่องขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์แม่น้ำเจ้าพระยาบนสะพานพุทธฯ ครับ "สะพานพระพุทธยอดฟ้า" หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่าสะพานพุทธฯ ในปี พ.ศ.2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
ทรงมีพระราชดำริให้มีการจัดงานเฉลิมฉลองการสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานีครบ 150 ปี โดยโปรดฯ ให้สร้างสิ่งซึ่งจะเป็นอนุสรณ์ถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร ทรงเห็นว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะสร้างสะพานเชื่อมพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ร่วมกันรำลึกถึงโอกาสที่รัชกาลที่ 1 ทรงย้ายเมืองหลวงจากฝั่งธนบุรีมายังฝั่งพระนคร โดยโปรดฯ ให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 1
ไว้ที่เชิงสะพานฝั่งพระนคร
      ย่านสะพานพระพุทธฯ นอกจากเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไปแล้ว บริเวณเชิงสะพานพุทธฝั่งปากคลองตลาด เวลาตั้งแต่ 18.00 น.- 23.00 น. จะมีตลาดนัดใหญ่ มีสินค้ามากมาย โดยเฉพาะเสื้อผ้า เครื่องประดับ เป็นที่นิยมของบรรดาวัยรุ่น นอกจากนี้ยังเป็นที่ขายงานศิลปะของบรรดานักศึกษาศิลปะอีกด้วย ซึ่งตลาดนัดสะพานพุทธฯ จะเปิดบริการกันทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ถ้าใครว่างๆ หรือผ่านมาย่านนี้ ก็ลองมาเดินเที่ยวกันดู ส่วนผมมาครั้งนี้ยังไม่ได้แวะเดินเที่ยว
เพราะมาตอนที่ตลาดนัดยังไม่ได้ตั้งร้านขายของกันครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หากเดินทอดน่องมาถึงย่านปากคลองตลาด แล้วไม่เดินชมดอกไม้ชนิดต่างๆ ก็ดูจะยังไงๆ อยู่เหมือนกัน สำหรับ "ปากคลองตลาด" ตั้งอยู่บริเวณถนนจักรเพชร ยาวจนไปถึงถนนมหาราช โรงเรียนราชินี และโรงเรียนสวนกุหลาบ แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ซึ่งในอดีต "ปากคลองตลาด" เคยเป็นแหล่งค้าขายทางน้ำ จวบจนความสำคัญของแม่น้ำลดลง ประชาชนหันมาสัญจรทางบกมากขึ้น
            "ปากคลองตลาด" จึงขยายตัวจากการค้าริมน้ำและการค้าขายทางเรือออกมาค้าขายริมถนนด้านนอกมากยิ่งขึ้น แต่ก่อนบริเวณ "ปากคลองตลาด" เคยเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุด มีเรือบรรทุกปลาทะเลมาจากท่าจีนมาขึ้นที่ "ปากคลองตลาด" สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ประกาศยกเลิกตลาดปลาแห่งนี้ให้ไปอยู่ที่ "ตำบลวัวลำพอง" หรือ "หัวลำโพง" หลังจากนั้นตลาดปลาจึงกลายเป็นตลาดสด สินค้าเกษตร อย่างผัก ผลไม้ และดอกไม้สดจนถึงทุกวันนี้ สำหรับ "ปากคลองตลาด" ช่วงตอนกลางวันจะเป็นตลาดสด ส่วนตอนเย็นๆ จะมีดอกไม้ทุกชนิดทั้งที่ปลูกในประเทศ และที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะมีมาจำหน่ายในราคาย่อมเยา ที่นี่จึงถือเป็นแหล่งรวมพ่อค้า แม่ค้า ร้านขายดอกไม้ทั้งปลีกและส่ง และเจ้าของร้านจัดดอกไม้จากทั่วประเทศจะมาเลือกซื้อดอกไม้ในราคาขายส่ง เพื่อนำไปขายกัน ที่สำคัญ "ปากคลองตลาด" ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในย่านสะพานพุทธฯ ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหากมีโอกาสมาประเทศไทย ก็จะไม่พลาดที่จะมาเดินชมตลาดดอกไม้แห่งนี้...!!!
                  "นายตะลอน"
******************************************** 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น