วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

เยือนตลาดพลู ถิ่นนี้มนต์ขลัง

           ากถามว่าผมมาเยือน "ตลาดพลู" ย่านถนนเทอดไท เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร กี่ครั้งกี่หน ก็คงตอบไม่ถูกเหมือนกัน เพราะเกือบทุกครั้งที่แวะเวียนมา "ตลาดพลู" จะเป็นลักษณะเฉียดไปเฉียดมา ไม่ได้เจาะจงเหมือนครั้งนี้ ที่ผมตั้งใจมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เพื่อนำเรื่องราวของ "ตลาดพลู" มาเขียนถึงและบอกเล่าเรื่องราวผ่านตัวหนังสืออย่างจริงๆ จังๆ ครับ
          ซึ่งการเดินทางของผมในวันนั้นก็คือ นั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสจากสถานีหมอชิต มาลงที่สถานีวัดโพธิ์นิมิตร ย่านตลาดพลู จากนั้นก็เดินลัดเลาะตามซอยมาเรื่อยๆ จนถึงถนนใหญ่ หรือถนนเทอดไท ตรงข้ามวัดอินทาราม แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ เป็นระยะทางกี่กิโเมตรนั้นคงไม่ต้องเล่า เพราะวันนี้ตั้งใจมาเดินทอดน่องดูความเก่าแก่ของย่านตลาดพลูอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช้วิธีเดินเท้า ผมเชื่อว่าคงไม่ได้สัมผัสวิถีชุมชนวัฒนธรรมในย่านนี้อย่างแน่นอน...ถ้าอย่างนั้นแล้วอย่ามัวเสียเวลาเลย เชิญตามผมมาเลยครับ...


จากหน้าวัดโพธิ์นิมิตร ผมเลือกที่จะเดินย้อนไปทางสถานีรถไฟตลาดพลู บริเวณย่านนี้ถือเป็นหัวใจของตลาดพลูก็ว่าได้ เพราะอยู่ติดกับสี่แยกตลาดพลู ระหว่างทางก็จะผ่านวัดจันทารามวรวิหาร หรือวัดกลาง ซึ่งบริเวณย่านนี้ช่วงเช้าๆ จะคึกคักมาก เพราะมีตลาดวัดกลางเป็นแหล่งขายสินค้า ผัก ผลไม้ ฯลฯ ของบรรดาพ่อค้า แม่ค้า และเป็นแหล่งที่ประชาชนมาจับจ่ายซื้อสินค้ากัน เสียดายผมไม่มีโอกาสแวะที่ตลาดวัดกลางแห่งนี้ เพราะตอนที่มาถึง "ตลาดวาย" เกือบหมดแล้ว พ่อค้า แม่ค้า เก็บของหมดแล้ว แต่ฝั่งตรง
ข้ามตลาดมีร้านขายข้าวมันไก่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความอร่อย เพราะเคยลิ้มรสกันมาตั้งแต่สมัยผมเป็นวัยรุ่น วัยคะนองก็ว่าได้ พอเดินผ่านวัดกลางมาก็จะเจอวัดวัดราชคฤห์วรวิหาร หรือวัดมอญ ซึ่งผมไม่ได้แวะเวียนเข้าไป เนื่องจากหิวมากๆ ตั้งใจจะไปหาอะไรกินแถวๆ สถานีรถไฟตลาดพลูหน่อย
"ตลาดพลู" ถิ่นนี้ถือได้ว่าเป็นแหล่งขายอาหารที่หลากหลายขึ้นชื่ออย่างมาก โดยเฉพาะ "ขนมกุ่ยช่าย" ซึ่งเป็นขนมกินเล่นของชาวจีน เนื่องจากตั้งแต่เดิมนั้น "ตลาดพลู" เป็นพื้นที่ของชาวจีนที่มาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี ต่อมาเมื่อย้ายราชธานีไป
ยังฝั่งพระนคร ชาวจีนบางส่วนที่ "ตลาดพลู" ได้ย้ายไปที่สำเพ็ง ย่านเยาวราช ต่อมาชาวมุสลิมเข้ามาทำสวนพลู ซึ่งชาวมุสลิมและชาวจีนต่างก็ทำสวนพลู จนเป็นอาชีพที่แพร่หลาย กลายเป็นแหล่งตลาดซื้อขายพลู เพราะช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หมากและพลูยังเป็นของจำเป็นสำหรับประชาชน อาชีพปลูกพลูและหมากขาย จึงเป็นไปอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะบริเวณสองฝั่งคลองบางกอกใหญ่ คลองแยก คลองบางไส้ไก่ และคลองบางสะแก
สำหรับย่านตลาดพลู นอกจากจะมีศูนย์กลางอยู่ที่สถานีรถไฟตลาดพลู สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่เป็นย่านเก่าแก่ประจำฝั่งธนบุรีแล้ว
         วันนี้ผมถือโอกาสมาลิ้มรสเกาเหลาเนื้อ ข้าวเปล่า ที่ร้าน ต. จันทร์เพ็ญ เป็นร้านเก่าแก่ที่ขายก๋วยเตี๋ยวเนื้อมานานกว่า 50 ปี ก็ว่าได้ บริเวณใกล้เคียงกัน ก็มีร้านอาหารอร่อยๆ ขึ้นชื่ออยู่หลายร้าน อาทิ ร้าน "สุณี ข้าวหมูแดง หมูกรอบ" เป็นร้านที่เปิดขายมายาวนานกว่า 50 ปีเหมือนกัน ร้านแม่เจ็งขนมหวาน เปิดขายคู่ "ตลาดพลู" มายาวนาน
 เป็นขนมไทยๆ หลากหลายชนิดน่ากินมากๆ ทีเดียว
บริเวณสถานีรถไฟตลาดพลู ยังมีร้านอาหารขึ้นชื่ออีกมากมาย ทั้งขายกลางวัน และกลางคืน คือ ถ้ามาหาของกินที่หลากหลายต้องมาแถบนี้ ไม่ผิดหวังจริงๆ ถ้าข้ามถนนตรงสี่แยกตลาดพลูไปทางท่าเรือตลาดพลู คลองบางกอกใหญ่ ก็จะมีร้านเก่าแก่ที่อยู่คู่ "ตลาดพลู" มาอย่างยาวนาน คือ ร้านหมี่กรอบ ร.5 ใกล้ๆ กันมีร้านอาหารชื่อ "บ้านริมน้ำ" เป็นร้านอาหารติดคลองบางกอกใหญ่ ร้านนี้ผมผ่านมา "ตลาดพลู" ชอบมา
หลบมุมนั่งจินตนาการอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นร้านอาหารที่อยู่ติดริมคลอง แถมยังได้เห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั่งเรือหางยาวชมทัศนียภาพวิถีชีวิตคนไทยที่อยู่ริมคลองบางกอกใหญ่กันด้วย
        อ่อ...ผมลืมบอกไป ที่ใต้สะพานตลาดพลู หรือถนนรัชดาภิเษกที่ลอยพาดผ่านอยู่ด้านบน ในยุคหลังๆ บริเวณนี้ถือเป็นศูนย์กลางของตลาดพลูก็ว่าได้ คือ มีตลาด และโรงภาพยนตร์ถึงสองโรงด้วยกัน คือโรงภาพยนตร์ศรีนครธน และโรงภาพยนตร์ศรีตลาดพลู ซึ่งปัจจุบันปิดตัวและถูกรื้อทุบทิ้ง เอาที่
ไปทำอย่างอื่นกันนานแล้ว สำหรับโรงภาพยนตร์ศรีนครธนนั้น สมัยก่อนเรียกกันว่า "วิกสูง" เพราะส่วนที่เป็นโรงหนังนั้นอยู่ชั้นบน ส่วนด้านล่างก็เป็นตลาด ส่วนโรงภาพยนตร์ศรีตลาดพลู เรียกว่า "วิกเตี้ย" สมัยเด็กๆ ผมทันดูหนังที่นี่อยู่ ดูไปต้องคอยยกขาขึ้นจากพื้น เพราะบางครั้งจะมีแมววิ่งไล่กวดหนูในโรงหนังด้วย เป็นบรรยากาศพอนึกถึงทีไร ก็อดขำไม่ได้จริงๆ
  จากอดีตสู่ปัจจุบัน "ตลาดพลู" ถือได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่พื้นที่เคยเป็นสวนปลูกพลูและพืชสวนเก่าแก่ของฝั่ง

ธนบุรี ก็เข้าสู่ยุคความเป็นกรุงเทพมหานครอย่างเต็มตัวในราวปี พ.ศ.2515 ในอดีตจวบจนปัจจุบันมีเรื่องราวและความเป็นมามากมายที่แสดงผ่านแนวทางในการดําเนินชีวิตของกลุ่มชนต่างๆ ที่มีอยู่อย่างหลากหลายในพื้นที่ เช่น ชาวจีน ชาวไทย ชาวมุสลิม ชาวมอญ ทั้งที่เป็นคนดั้งเดิมของพื้นที่ โดยอาศัยตั้งรกรากตั้งแต่แรกเริ่มและคนที่อพยพเข้าสู่วิถีชุมชนย่าน "ตลาดพลู" ความเป็น "ตลาดพลู" ที่คึกคักในอดีตเริ่มลดน้อยถอยลง หลังจากที่เกิดระบบขนส่งมวลชนใหม่ๆ เกิดขึ้น ความนิยมในการกินหมากพลูก็น้อยลง
การเกิดห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่ขึ้น ก็ล้วนมีส่วนทำให้ "ตลาดพลู" ในวันนี้ไม่ใช่"ตลาดพลู" ที่เคยรุ่งเรืองเหมือนสมัยก่อน แต่ถ้าได้มาเดินดูอย่างใกล้ชิด ผมว่ากลิ่นอายของ "ตลาดพลู" ก็ยังไม่จางหายไปเสียทั้งหมดทีเดียว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือน "ตลาดพลู" ครั้งนี้ คือ ผมตั้งใจมาเดินทอดน่องดูชุมชนย่าน "ตลาดพลู" เพราะในย่านนี้ยังพอมีอาคาร ตึกเก่าๆ ที่ยังคงรูปแบบตามสมัยเมื่อปี พ.ศ.2500 อยู่ ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตของคนในสมัยก่อนที่ผูกพันกับ "ตลาดพลู" พอสมควร จะเห็นได้จากตลอดสองข้างทางรถไฟ จะมีบ้านและอาคารพาณิชย์เก่าแก่ตั้งเรียงรายขนานไปกับทางรถไฟ แม้ปัจจุบันจะมีความหลากหลายของเชื้อชาติ และอาชีพก็ตาม แต่ที่เด่นชัดคงจะหนีไม่พ้นวัฒนธรรมจีน เพราะมีศาลเจ้า โรงเจ โรงเรียนสอนภาษาจีนอยู่ท่ามกลางชุมชน เป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนทั้งภาษาจีน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ภายในโรงเรียนมีศาลเจ้าและโรงงิ้วสำหรับแสดงให้เจ้าดู ซึ่งศาลเจ้าแห่งนี้มีความเก่าแก่มากๆ ทีเดียว
นอกจากนี้ ผมยังมีโอกาสได้เดินทอดน่องจากใต้สะพานตลาดพลูไปยังตรอก ซอกซอยต่างๆ ที่เป็นถนนเชื่อมต่อถึงกันหมด ผ่านโรงภาพยาตร์ หรือโรงหนังเก่า ที่เคยดูสมัยเด็กๆ แต่ปัจจุบันถูกรื้อทิ้งไม่มีแล้ว แต่ตึกเก่าๆ และประตูเป็นบานเก่าๆ ยังพอมีให้เห็นอยู่หลากหลายมากมายเหมือนกัน ซึ่งบริเวณริมถนนเทอดไททั้งสองฝั่งถนน
            แม้จะมีตึกสมัยใหม่ผุดขึ้นมาแทนที่มากมาย แต่ก็ยังมีบ้านเรือนเก่าแก่ที่ยังพอมีให้เห็นอยู่ท่ามกลางความเจริญ แต่บ้านเรือนเก่าแก่บางหลังก็สามารถตั้งเด่นเป็นสง่าให้เห็นกลิ่นอายความเป็น "ตลาดพลู" ในอดีตไม่เสื่อมคลายจริงๆ...!!!
"นายตะลอน"
*****************************************************

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

เชียงของเมืองริมโขง ล้ำค่าแดนวัฒนธรรม

         วันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศไม่ร้อนมาก สบายๆ และเป็นวันหนึ่งที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เชียงของ" ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย และเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชผักต่างๆ ทำไร่ข้าวโพด สวนส้มโอ ลิ้นจี่ ทำนา รวมไปถึงการทำประมงพื้นบ้าน จับสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง ก็ยังพอได้เห็นอยู่ รวมถึงอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย
              "เชียงของ" ยังเป็นอำเภอหนึ่งที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตได้จากการสร้างที่พักอาศัย ร้านค้า สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ถูกสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่บริเวณ "บ้านหัวเวียง" ตำบลบ้านหัวเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยว สามารถข้ามไปยัง "เมืองห้วยทราย" แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว โดยสามารถทำหนังสือเดินทางชั่วคราวได้ที่ด่านผ่านแดนท่าเรือบ้านหัวเวียง
เพื่อนั่งเรือยนต์ข้ามฝากไปท่องเที่ยวยังฝั่ง สปป.ลาว ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ วัดจอมแก้วมณีรัตน์ ถือเป็นวัดเก่าแก่ของเมือง ตั้งอยู่บนเนินเขาเหนือเมืองหันหน้าสู่แม่น้ำ มีความสูงประมาณ 100 เมตร ภายในบริเวณวัดมีพระอุโบสถขนาดกลางสร้างด้วยไม้สัก ศิลปะแบบไทยใหญ่ ฝาผนังโดยรอบของพระอุโบสถมีภาพเขียนสีน้ำมัน ลักษณะเป็นศิลปกรรมแบบลาว มีสีสันที่สวยงาม ส่วนหอระฆังก็มีระฆังและกลองขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดสูงสุดของหอระฆัง สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของฝั่งไทย
             "ตลาดเมืองบ่อแก้ว" เป็นตลาดเช้าอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมือง บริเวณนี้นับเป็นจุดตั้งต้นถนนสายหลักคือ ถนนเรียบชายฝั่งโขง สองฝากฝั่งมีร้านค้าตั้งอยู่เรียงรายกันมากมาย ตั้งแต่ร้านอาหารจนถึงร้านขายสินค้าทั่วไป รวมถึงร้านขายของที่ระลึกจากชนกลุ่มน้อยด้วย
ย้อนกลับมาที่ "เชียงของ" เป็นอำเภอที่มีลักษณะภูมิประเทศพื้นที่ราบสลับกับเทือกเขา มีพื้นที่ด้านทิศตะวันออกบางส่วนติดกับแม่น้ำโขง ซึ่งฝั่งตรงข้ามคือ "เมืองห้วยทราย" มีประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่หลายเชื้อชาติ อาทิ ชาวมูเซอ,
แม้ว, ไตลื้อ, ขมุ และเย้า ฯลฯ ซึ่ง "กลุ่มไตลื้อ" ส่วนมากอพยพมาจาก "สิบสองปันนา" ทางตอนใต้ของประเทศจีน อาศัยอยู่ที่ "บ้านศรีดอนชัย" ตำบลศรีดอนชัย อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยชาวไตลื้อยังคงรักษาวิถีชีวิตวัฒนธรรมความเป็นอยู่เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและสืบทอดวัฒนธรรม และประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไตลื้อไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งถือเป็นลายเฉพาะของชาวไตลื้อที่สามารถทอผ้าลายน้ำไหลได้อย่างสวยงาม จนกลายเป็นสินค้าโอทอประดับห้าดาวที่มีชื่อเสียงของอำเภอเชียงของครับ
  นอกจากนี้ "บ้านห้วยเม็ง" ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ "กลุ่มไตลื้อ" ได้มาตั้งถิ่นฐานกัน เนื่องจากเห็นว่าเป็นทำเลที่พอจะอาศัยทำมาหากิน เพราะเป็นที่ราบติดริมแม่น้ำโขง มีลำห้วยเม็ง เป็นภูมิประเทศที่เหมาะประกอบอาชีพเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพที่ถูกกับนิสัยของไตลื้อ จึงพากันตั้งหมู่บ้านขึ้นที่นั่น โดยเรื่อกชื่อ "บ้านห้วยเม็ง" ตามนามของลำห้วย และอาศัยน้ำทำการเกษตรและบริโภคใช้สอยมาจนถึงปัจจุบัน
            ชาวไตลื้อบ้านห้วยเม็ง ถือได้ว่ามีความสัมพันธ์กันดี เพราะแต่ละครอบครัวอยู่กันใกล้ชิด ให้ความช่วยเหลือกันมา หากบ้านหลังใดมีงาน เช่น ปลูกสร้างบ้านเรือน ยุ้งข้าวทำบุญ แต่งงาน การตาย หรือเจ็บป่วย ก็จะช่วยกันโดยไม่นิ่งดูดาย ในอดีตมีการเล่าสืบต่อกันมาว่า พอเวลาชาวบ้านได้เนื้อสัตว์ป่ามา ก็จะแบ่งปันกัน หากใครไม่แบ่งปันกันกิน ก็จะถูกปรับเป็นเงิน เพื่อเก็บเข้ากองกลางของหมู่บ้าน และหากไม่ยอมเสียค่าปรับ ก็จะไม่มีชาวบ้านคบค้าสมาคมด้วย อันที่จริงเรื่องราวเกี่ยวกับชาวไตลื้อ หากจะนั่งเขียน
และนำมาเล่าสู่กันฟังก็คงไม่จบง่ายๆแน่นอน
เอาเป็นว่าช่วงเย็นๆ ที่ผมมาที่ "เชียงของ" นั้น ก็มีโอกาสมาเดินทอดน่องที่ตลาดริมถนนสายกลาง บริเวณหมู่ที่ 8 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย หรือแถวๆ โรงแรมน้ำโขงริเวอร์ไซด์ ถนนสายนี้เรียบแม่น้ำโขงตลอดแนว จะมีพ่อค้า แม่ค้า นำของออกมาขายกันบริเวณริมถนน ทั้งของกิน ขนม กับข้าว ผัก ผลไม้ต่างๆ สารพัดมากมาย ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแถวนี้ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็คงไม่แตก
ต่างจากที่กรุงเทพฯ ที่นำของมาขายตามตรอก ซอก ซอย หรือริมถนนเท่าใดนัก เพียงแต่ว่าตลาดคนเดินที่นี่ มีรถยนต์ไม่ค่อยมากเหมือนที่กรุงเทพฯ เท่านั้นเองครับ
ส่วนขนมบางอย่างที่พบเห็น บางคนอาจไม่เคยกิน หรือไม่คุ้นตา ไม่รู้ว่าจะเรียกชื่ออะไร คล้ายๆ ข้าวต้มมัด ใส่ถั่ว ห่อรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ พอคำ มีทั้งข้าวเหนียวขาวและข้าวเหนียวดำ แต่ส่งกลิ่นหอมฉุยเหลือเกิน จนทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินผ่านมาต้องกลืนน้ำลายกันทีเดียว จนต้องแวะอุดหนุนกัน คงจะหนีไม่พ้นข้าวต้มข้าวเหนียวดอยใส่ถั่วลิสง





















หรือ "เบตอห่อใบตองก๋ง" ซึ่งเป็นอาหารของชาวกะเหรี่ยง หรือเป็นอาหารของอีกหลายชนเผ่า ที่ผมอาจไม่รู้และไม่ได้เอ่ยถึงต้องขออภัยด้วยครับ ส่วนรสชาติของข้าวจะหวานมันอร่อย อันเกิดจากถั่วลิสง แต่ไม่ได้ใส่กะทิ จะแตกต่างจากข้าวต้มมัดทั่วๆ ไปที่ใส่กะทิเป็นส่วนผสม ซึ่งใบตองก๋ง หรือ "ใบตองกง" ที่นำมาห่อนั้น จะขึ้นตามป่าบนดอยทั่วไป ลักษณะของใบเป็นรูปหอก ขนาดใหญ่ ค่อนข้างกว้าง มีปลายใบแหลม โคนใบป้าน ส่วนขอบใบเป็นจักละเอียด เนื้อใบหนา กาบใบเกลี้ยง ยกเว้นบริเวณขอบตอนบนจะมีขนสั้นๆ ส่วนกาบใบตอน
ปลายจะเป็นก้านสั้นๆ สีแดงเข้ม มีลิ้นใบที่ระหว่างรอยต่อด้านในของกาบใบและแผ่นใบเป็นเยื่อบางๆ
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนหน้าที่ผมจะมาเดินเล่นตลาดริมถนนสายกลางแห่งนี้ เกือบลืมเล่า ก็มีโอกาสมาไหว้พระ ทำบุญที่วัดหาดไคร้ บ้านหาดไคร้ หมู่ที่ 7 ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ซึ่งวัดแห่งนี้เป็นวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง ช่วงหน้าวัดแห่งนี้ ถือเป็นวังน้ำลึก น้ำนิ่ง และแคบกว่าแม่น้ำโขงในช่วงอื่นๆ และเป็นจุดจับปลาบึกเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย โดยฤดูจับปลาบึกจะเริ่มหลังเทศกาลสงกรานต์ โดยในวันที่ 18 เมษายนของทุกปี ชาวบ้านหาดไคร้จะประกอบพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ซึ่งเป็นประเพณี ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะเชื่อว่าปลาบึก เป็นปลาที่มีเทพคอยคุ้มครองอยู่ ถ้าไม่มีการบวงสรวงไหว้วอนขอจากเจ้าพ่อ และไม่ปลุกขวัญแม่ย่านางเรือ ให้มีอานุภาพแกร่งกล้า ผู้นั้นก็ยากที่จะจับปลาบึกได้สำเร็จ ต่อมาการทำพิธีบวงสรวงจึงกลายเป็นประเพณีพื้นบ้านของท้องถิ่นจนนำมาสู่การท่องเที่ยว เพราะสามารถดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศเข้าสู่ท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ในฐานะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์อนุรักษ์ปลาบึก ปลาแม่น้ำโขงแห่งเดียวในโลกก็ว่าได้ อ่อ..หากรู้สึกหิวขึ้นมา ก็ลองไปแวะ "สวนอาหารนางนวล" อยู่ข้างวัดหาดไคร้ เพราะร้านอาหารแห่งนี้ ถือเป็นศูนย์กลางการจับปลาบึก แถมมีเมนูอาหารที่ปรุงจากปลาบึกและปลาแม่น้ำโขงนานาชนิดที่เดียว...วันนี้โบกมือลากันไปก่อน...!!!
                "นายตะลอน"
********************************************



วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

เสน่ห์ดอยสะเก็ด เที่ยวเกษตร-ดูของโบราณ

           "อยสะเก็ด" อาจกล่าวได้ว่าเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีประวัติเก่าแก่และยาวนาน และแตกต่างไปกว่าอำเภออื่นๆ เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ซึ่งตำนานความเชื่อของคนโบราณ คือ "ดอยสะเด็น" เป็นที่มาของชื่อ "ดอยสะเก็ด" ที่คนโบราณเรียกตามลักษณะของภูมิประเทศ ที่ตั้งของอำเภอ ตามที่ตามองเห็น เพราะ "ดอยสะเก็ด" เป็นอำเภอที่มีภูเขา มี "ดอย" ลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่เพียงลูกเดียวไกลกว่าเทือกเขาอื่นๆ ส่วน "สะเด็น" เป็นที่ตั้งของ "วัดดอยสะเก็ด" ในปัจจุบัน และศูนย์กลางของอำเภอดอยสะเก็ดก็ได้ตั้งอยู่เชิงภูเขาลูกนี้
          ส่วนอีกอันหนึ่งก็เชื่อว่าเป็นที่มาของชื่อ "ดอยสะเก็ด" ก็คือ "ดอยเส้นเกศ" และ "ดอยสระเกล็ด" ที่เล่าขานสืบต่อกันมา "องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ได้แสดงปาฏิหาริย์ปรากฏเป็นกายทิพย์ที่ดอยแห่งนี้ แล้วทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีสว่างเจิดจ้าไปทั่ว ขณะนั้นเองมี "พญานาค" คู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ในหนองบัวบังเกิดความเลื่อมใส จึงได้แปลงกายเป็นชายหนุ่มและหญิงสาว พร้อมนำดอกบัวไปถวาย "พระพุทธองค์" จึงแสดงธรรมโปรด และได้ประทาน "เส้นพระเกศา" แก่ "พญานาค" ที่แปลงคู่นั้น
เพื่อเก็บไว้บูชา ซึ่ง "พญานาค" ได้สร้างเจดีย์ประดิษฐานเส้นพระเกศาไว้บนภูเขาลูกนี้ และเรียกภูเขาลูกนี้ว่า "ดอยเส้นเกศ" ต่อมาคำว่า "ดอยเส้นเกศ" ได้เรียกเสียงเพี้ยนเป็นคำว่า "ดอยสะเก็ด" และอีกความเชื่อที่เกี่ยวกัน คือ "พญานาค" ได้ลอกคราบ หรือทำความสะอาดตัวอยู่บนภูเขา และมีผู้พบเห็น จึงได้เรียกภูเขาลูกนี้ว่า "ดอยสระเกล็ด" คำว่า "สระ" มีความหมายว่า "ไซ้" หรือทำความสะอาด ส่วนคำว่า "เก็ด" หมายถึง "เกล็ดพญานาค" นั่นเอง
    ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอ
ดอยสะเก็ด ซึ่งอำเภอแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย แถมยังเป็นอำเภอที่มีแหล่งโบราณสถาน และโบราณวัตถุมากมาย มีสถานที่หลายแห่งที่มีความสำคัญ อาทิ "วัดหลวงหนองงู" หมู่ที่ 6 บ้านห้วยอ่าง ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้เข้าไปสำรวจและพบกับซากวัดร้าง ซากโบราณสถาน โบราณวัตถุ จำนวนมาก ทั้งเศษกระเบื้องมุงหลังคา แนวผนังก่ออิฐ  เนินสถานโบราณขนาดเล็ก บ่อน้ำโบราณ ขวานหิน ซากเจดีย์ ซากโอ่งโบราณ
ตะปูเหล็กขนาดยาว ก้อนอิฐอักษรโบราณ อักษรฟักขาม และพบเหมืองแร่เหล็กโบราณบริเวณยอดเนินเขาอีกด้วย
โดยจากข้อมูลการสำรวจโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในพื้นที่พบว่าเป็นวัดร้างตกสำรวจ มีลักษณะคล้ายกับกลุ่มวัดอรัญญิกที่พบเชิงดอยสุเทพ กลุ่มวัดอุโมงค์เถรจันทร์ วัดพระธาตุแสงจันทร์ วัดฤษีชีวกะ วัดพระนอน กู้ผีบ้า ซึ่งสอดคล้องกับลายปูนปั้นที่ประดับท้องไม้ของเจดีย์องค์หนึ่ง และบางส่วนเป็นลายกรอบช่องกระจก นิยมประดับไว้บริเวณท้องไม้ของเจดีย์
ดังนั้น โบราณสถานทั้งหมดนี้จึงอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 มีอายุกว่า 500 ปี ปัจจุบัน "วัดหลวงหนองงู" ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณคดีที่ทรงคุณค่าในพื้นที่แห่งหนึ่งของอำเภอดอยสะเก็ดก็ว่าได้ครับ
  นอกจากนี้ "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้" ยังตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ดนี้ด้วย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ เพื่อศึกษาด้านการพัฒนาป่าไม้และด้านการเกษตรที่เหมาะกับบริเวณต้นน้ำลำธารของภาคเหนือ รวมทั้งการศึกษาและพัฒนาแหล่งน้ำ ปศุสัตว์และโคนม ประมง งานปลูกหญ้าแฝก และการดำเนินงานหมู่บ้านรอบบริเวณศูนย์ห้วยฮ่องไคร้ นับเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และศึกษาเกี่ยวกับนิเวศวิทยาได้เป็นอย่างดี
 ที่สำคัญ หากมีโอกกาสมาเยือน "ดอยสะเก็ด" คงต้องแวะมาชมความงามทิวทัศน์ที่สวยงามของ "เขื่อนแม่กวงอุดมธารา" ที่บ้านวังธาร ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2508 และก่อสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ.2535 "เขื่อนแม่กวงอุดมธารา" มีความจุขนาด 263 ล้านลูกบาศก์เมตร ตัวเขื่อนสูง 73 เมตร ยาว 610 เมตร ถือเป็นเขื่อนที่มีทิวทัศน์และลักษณะสวยงามตามธรรมชาติอีกแห่งหนึ่ง ด้านการชลประทาน "เขื่อนแม่กวงอุดมธารา" สามารถส่งน้ำให้แก่พื้นที่ชลประทานที่เปิดใหม่ได้ 100,250 ไร่ และยังส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการแม่กวงเดิมอีกจำนวน 74,750 ไร่ รวมพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 175,000 ไร่ ในฤดูฝนสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ประมาณ 126,823
ไร่ ส่วนในฤดูแล้งอีกประมาณ 87,500 ไร่
  ส่วนด้านการบรรเทาอุทกภัย ลำน้ำแม่กวงยังเป็นลำน้ำสาขาใหญ่สาขาหนึ่งของแม่น้ำปิง ก่อนการก่อสร้างเขื่อนแม่กวงอุดมธารานั้น ในฤดูฝนจะมีน้ำไหลหลากจากลำน้ำแม่กวง และเกิดอุทกภัย ทำให้พื้นที่การเกษตรเสียหายทุกปี เมื่อมีอ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธาราแล้ว สามารถเก็บกักน้ำที่ไหลหลากจากพื้นที่รับน้ำฝนเหนืออ่างเก็บน้ำ จำนวน 567 ตารางกิโลเมตร ไว้เป็นการป้องกันความเสียหายจากอุทกภัยให้กับบริเวณดังกล่าวได้อย่างดี ด้านการประปาและ
อุปโภค-บริโภค "เขื่อนแม่กวงอุดธารา" ยังเป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค-บริโภค สามารถส่งน้ำให้แก่การประปาสุขาภิบาล ในเขตอำเภอดอยสะเก็ด สันทราย สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ปีละ 1,500,000 ลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำให้โรงงานอุตสาหกรรมของนิคมอุตสาหกรรม จังหวัดลำพูน อีกประมาณ 3,000,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
สำหรับด้านการประมง อ่างเก็บน้ำเหนือ "เขื่อนแม่กวงอุดมธารา" ซึ่งมีสภาพเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ได้ใช้เป็นแหล่งเพาะ
และบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ จนกลายเป็นแหล่งประมงที่สำคัญของจังหวัดชียงใหม่อีกแห่งหนึ่ง โครงการชลประทานแม่กวงได้ขอพันธุ์ปลาน้ำจืดมาปล่อยในอ่างเก็บน้ำตั้งแต่ พ.ศ.2536 ปลาที่นำมาปล่อยนี้นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าสำหรับชาวบ้านในท้องถิ่นแล้ว ชาวบ้านยังได้ทำการประมงเป็นอาชีพเสริมอีกด้วย ส่วนด้านการท่องเที่ยว จากสภาพภูมิประเทศบริเวณอ่างเก็บน้ำที่มีความสวยงามด้วยตัวเขื่อนขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นหุบเขาสูง มีอ่างเก็บน้ำเสมือนทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยทิวเขาและป่าเขียวขจี ในยามเช้าจะมีเมฆหมอก
สีขาวคล้ายปุยฝ้ายลอยตัวปกคลุมทั่วท้องน้ำ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอดอยสะเก็ดอีกด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสลงพื้นที่หมู่บ้านรอบบริเวณศูนย์ห้วยฮ่องไคร้ ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าชาวบ้านได้ยึดหลักตามแนวภูมิปัญญาท้องถิ่น และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยทางศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ได้ให้คำปรึกษาแนะนำทางวิชาการกับเกษตรกร เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ อาทิ การเกษตรแผนใหม่ การปลูกพืชแบบหมุนเวียน การสั่งสมสารอาหารในดินเพื่อปลูกพืชชนิดต่อไป การให้ความรู้แก่เกษตรกรเมื่อมีการปลูกพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ทำให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจในการทำงาน และได้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นที่น่าพอใจ...และหากใครได้มาเยือน "ดอยสะเก็ด" ซึ่งอำเภอแห่งนี้มีเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเป็นแหล่งท่องเที่ยวโบราณคดีที่ทรงคุณค่าจริงๆ...!!!
                        "นายตะลอน"
***********************************************