วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

เสน่ห์ย่านกุฎีจีน ล้ำค่าวัฒนธรรม

           ก่อนหน้านี้ มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่วัดกัลยาณมิตรวรวิหาร หรือวัดกัลยาณ์ ย่านถนนอรุณอัมรินทร์ตัดใหม่ (ถนนเทศบาลสาย 3) แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ภายในชุมชนกุฎีจีน และผมได้เคยนำเรื่องราวภายในวัดแห่งนี้มาบอกเล่ากันไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า "ชุมชนกุฎีจีน" ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าสนใจ ที่จะนำมาเล่ากันอีกครับ
             "ชุมชนกุฎีจีน" หรือ "กะดีจีน" ถือเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรีที่ถูกบันทึกไว้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยยุคกรุงธนบุรี และเป็นย่านชุมชนซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งชาวไทย จีน ฝรั่ง ญวน และมอญ ฯลฯ ที่อพยพจากกรุงศรีอยุธยา และมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเหตุที่ภายในชุมชนมีผู้คนอยู่ร่วมกันหลากหลายศาสนา คือ ศาสนาสพุทธ คริสต์ และอิสลาม จึงทำให้ชุมชนแห่งนี้มีความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมของหลายเชื้อชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งศึกษาทางวัฒนธรรมโบราณในอดีตอีกด้วย
   หลังจากมาทำบุญไหว้พระที่วัดกัลยาณ์ ผมมีโอกาสเดินทอดน่องถนนคนเดินริมเขื่อนติดแม่น้ำเจ้าพระยา และได้แวะไปที่ "ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในชุมชนกุฎีจีน ซึ่งตามบันทึกประวัติศาสตร์ บอกว่าเป็นศาลที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี โดยชาวจีนที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสิน เดิมมี 2 ศาล คือ ศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 ย้ายพระนครไปกรุงเทพ
คนจีนเหล่านี้จึงอพยพไปรวมกับพวกที่ย่านตลาดน้อยและสำเพ็ง ศาลเจ้าจึงถูกทิ้งร้าง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงได้บูรณะรวมกันเป็นศาลเดียวกันแล้วอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมมาประดิษฐานให้ชื่อว่า "ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ศาลเจ้านี้จึงเป็นร่องรอยของชุมชนในย่านกุฎีจีน
"ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ถึงแม้จะเป็นศาลเจ้าเล็กๆ แต่ก็มีความสวยงามมาก เพราะมีการก่อสร้างแบบจีนแท้ๆ ทั้งกระเบื้องโค้ง และวิธีมุงหลังคา ซึ่งเคยได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม
        ในปี พ.ศ.2551 ศาลเจ้าแห่งนี้ จึงสามารถบ่งบอกวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีนในย่านกุฎีจีนเป็นอย่างดี ปัจจุบันศาลเจ้าจีนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยยังคงลักษณะสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ภายในประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนในแถบนั้นมาก และสันนิษฐานว่าเป็นที่มาของคำว่า "กุฎีจีน"
   พอออกมาจาก "ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ผมยังคงเดินทอดน่องเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปทางสะพานพุทธฯ พร้อมๆ กลับถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก็มาหยุดแวะที่ "บ้านวินด์เซอร์" เรือนขนมปังขิงเก่าแก่ ซึ่งชาวชุมชนย่านกุฎีจีนช่วยกันผลักดันให้มีการอนุรักษ์ โดยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและบูรณะฟื้นฟูสู่ "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นริมน้ำย่านกุฎีจีน" เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวชุมชนและสาธารณะ ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลวินด์เซอร์ ตระกูลคหบดีที่มีบทบาทสำคัญในชุมชนกุฎีจีน ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้งกิจการ "ห้างวินด์เซอร์" หรือห้างสี่ตา ที่ทำการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ มีการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมา
นอกเหนือจากเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์แล้ว
             "บ้านวินด์เซอร์" ยังมีคุณค่าในเชิงศิลปวัฒนธรรม เพราะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของ "เรือนแบบขนมปังขิง" หรือเรือนมะนิลา เป็นรูปแบบของอาคารที่มีการตกแต่งประดับประดาด้วยไม้ฉลุเป็นลวดลาย บริเวณหน้าจั่ว และรอบชายคามีช่องระบายอากาศ ลูกกรงระเบียง ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 โดย "บ้านวินด์เซอร์" ยังคงมีสภาพความเก่าแก่โบราณ จึงมีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง
 หลังจากชื่นชมความงดงามของสถาปัตยกรรม "เรือนแบบขนมปังขิง" ผมยังคงเดินทอดน่อง
อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกแสงแดดแผดเผาบ้าง แต่ก็สุขใจที่ได้มาเยือน "ชุมชนกุฎีจีน" แห่งนี้ครับ และในที่สุดก็เดินทางมาถึง "วัดซางตาครู้ส" ซึ่งมีการบันทึกไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ.2312 "คุณพ่อกอรร์" บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ซึ่งพาพวกเข้าลี้ภัยไปที่เขมร ได้เดินทางมายังบางกอก กรุงเทพฯ ปัจจุบัน พร้อมชาวคริสตัง และชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่ง เพื่อหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสิน และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์ ด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่อ "คุณพ่อกอร์" และชาวบ้านทั้งปวง พระองค์ได้พระราชทานเงิน 20
เหรียญ (กษาปณ์) และเรือลำหนึ่ง รวมทั้งสัญญาว่าจะพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดคาทอลิกให้
ต่อมา "คุณพ่อกอรร์" และชาวบ้านที่เป็นคนไทยและชาวญวนที่อพยพมาด้วยกัน จึงได้ชักชวนคริสตังที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในบางกอก และเข้าเฝ้าขอพระราชทานที่ดินจากพระเจ้าตากสินตามสัญญา ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งให้บริเวณริมน้ำเจ้าพระยา โดยตั้งชื่อที่ดินนี้ว่า "ค่ายซางตาครู้ส" จากนั้น "คุณพ่อกอรร์" และคริสตังได้ช่วยกันสร้าง "วัดซางตาครู้ส"
หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดกุฎีจีน" ตามชื่อชุมชนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2313 นับเป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ที่สุดในย่านฝั่งธนบุรี และถือเป็นวัดในคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในฝั่งธนบุรีด้วย ซึ่งวัดแห่งนี้ภายหลังได้รับการบูรณะใหม่อย่างใหญ่โต สวยงาม ตัวโบสถ์มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับเรเนอซองส์ มีจุดเด่นที่หอคอยของอาคารซึ่งเป็นรูปโดม มีลักษณะเหมือนกับพระที่นั่งอนันตสมาคม ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างงดงาม กระจกบนโดมเป็นกระจกสี เขียนเป็นภาพ
เหตุการณ์สำคัญในคริสต์ศาสนา
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายหลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสิน สถาปนากรุงธนบุรีแล้ว และเนื่องจากธนบุรีเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ชาวมุสลิมบางส่วนที่อยู่ในกรุงธนบุรี และพ่อค้ามุสลิมจากหัวเมืองมลายู จึงเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังจากประเทศไทยเปิดการค้าเสรีภายใต้สนธิสัญญาเบาริ่ง จึงเกิดศูนย์กลางของมุสลิมในธนบุรี ที่อยู่บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ โดยมีสุเหร่าต้นสน หรือกุฎีใหญ่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมอีกด้วย
     อ่อ...หากมีโอกาสมาเยือน "ชุมชนกุฎีจีน" สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือการมาชิม "ขนมฝรั่งกุฎีจีน" สูตรต้นตำรับ อันเป็นขนมโบราณ ซึ่งเจ้าของสูตรดั้งเดิมเป็นชาวโปรตุเกสที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนกุฎีจีน หรือจะซื้อเป็นของฝากกลับบ้านก็ได้...!!!
********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น