วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

"วัดกัลยาณ์" ศรัทธามิตรดี โบราณสถานไทย-จีนล้ำค่า

            ายในชุมชนกุฎีจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดกัลยาณมิตรวรวิหาร หรือเรียกสั้นๆ ว่า "วัดกัลยาณ์" ย่านถนนอรุณอัมรินทร์ตัดใหม่ (ถนนเทศบาลสาย 3) แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร หรือเรียกง่ายๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี ตรงข้าม "ปากคลองตลาด" แหล่งขายส่งดอกไม้ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
           ผมจำได้ว่าตอนสมัยที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนศิลปะปิ่นเกล้า ฝั่งธนบุรี จะมีเพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกัน บ้านอยู่แถววัดกัลยาณ์ และอีกหลายคนอยู่แถวสี่แยกบ้านแขก บางคนก็อยู่ย่านวงเวียนใหญ่ นอกนั้นก็กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ส่วนผมไม่ได้อยู่แถวย่านนี้หรอกครับ สมัยนั้นมีที่พำนักอยู่แถววัดไทร เขตจอมทอง นั่งรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์มาที่วงเวียนใหญ่ ก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง สมัยนั้นถนนแคบๆยังไม่ขยายเป็นสี่เลน แต่รถก็ไม่ติดน่ะ เป็นเรื่องจริงครับ

      สมัยตอนที่เรียนศิลปะ หลังเลิกเรียนผมกับเพื่อนๆ ก็มักจะมาเดินส่ายกันอยู่แถววงเวียนใหญ่ ซึ่งไม่ไกลจากสี่แยกบ้านแขกและวัดกัลยาณ์มากนัก พอเดินกันไหว "เบญ" เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนศิลปะด้วยกัน (จำชื่อ-นามสกุลจริงไม่ได้) บ้านเค้าอยู่แถวย่านวัดกัลยาณ์ ปัจจุบัน "เบญ" เสียชีวิตไม่ต่ำกว่าสิบปีแล้ว ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ผมไม่อยากพูดถึงอีก เอาเป็นว่าเค้าเป็นเพื่อนของผมคนหนึ่งในสมัยเรียนศิลปะก็แล้วกัน ซึ่งหลังเลิกเรียนตอนเย็นๆ นั้น "เบญ" มักจะชวนผมและเพื่อนๆ มาตั้งวงเฮฮากันที่ริมเขื่อนติด



























แม่น้ำเจ้าพระยา กันเป็นประจำ ตรงจุดนี้สามารถมองเห็นฝั่งปากคลองตลาด และสะพานพุทธฯ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดกัลยาณ์  สามารถเดินเท้าซอกแซก เข้าตรอก ซอย ที่เชื่อมต่อถึงกันหมด แต่ต้องให้เจ้าถิ่นอย่าง "เบญ" นำทาง เพราะถ้าขืนเดินเซ่อซ่าส์ กันเอง ชนิดแปลกหน้า ก็อาจมีปัญหากระทบกระทั่งกับวัยรุ่น หรือขาใหญ่ เจ้าถิ่นได้ง่ายๆ ครับ
          สำหรับ "วัดกัลยาณ์" ตอนนี้ดูเหมือนจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันอยู่ ซึ่งตามรายงานข่าวของสื่อต่างๆ ว่า ทางกรมศิลปากรได้แจ้งความกับ สน.บุปผาราม เพื่อให้ดำเนิน
การต่อผู้สั่งการ และคนงานซึ่งทำลายโบราณสถานสำคัญภายในวัดกัลยาณ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเอาไว้แล้ว และทางอธิบดีกรมศิลปากร (นายบวรเวท รุ่งรุจี) ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 25558 นิติกรของกรมศิลปากรพร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจสอบโบราณสถานภายในวัด พบการกระทำผิดซึ่งหน้ามีคนงานกำลังรื้อหลังคาศาลารายที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดกัลยาณมิตรฯ โดยไม่แจ้งให้กรมศิลปากรทราบก่อน ทางนิติกรจึงบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางไปด้วยทำการเข้าจับกุมคนงาน
และส่งพนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม

        จากข้อมูลของกรมศิลปากร ระบุด้วยว่า โบราณสถานภายในวัดกัลยาณ์ปลูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 มีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ที่สำคัญกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์เอาไว้แล้ว ตามระเบียบทางผู้ใดต้องการปรับปรุงซ่อมแซมบูรณะเพิ่มเติม ก็สามารถแจ้งต่อกรมศิลปากรได้ เพราะจะมีการส่งสถาปนิกและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดำเนินการ แต่สำหรับผู้ดูแลวัดกัลยาณ์นั้นไม่ทำตามระเบียบ ละเมิดกฎหมายเป็นระยะ ตั้งแต่ปี 2546
         จากกรณีรื้อถอนทำลายโบราณสถานจำนวน 17 ชนิด เช่น
กุฏิพระสงฆ์, หอระฆัง, หอกลอง, หอสวดมนต์ และศาลาปั้นหยา ซึ่งการแจ้งความก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการทางอาญาก่อน ในข้อหาทำลายโบราณสถาน
           ส่วนเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านชุมชนกุฎีจีนให้ความสนใจมากเช่นกัน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการทุบทิ้ง และทำลายของโบราณครับ
     วันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง
(วันที่ฝนไม่ตก) ของวันหนึ่ง
             ผมมีโอกาสผ่านมาแถวย่านปากคลองตลาด ก็เลยถือโอกาสแวะเวียนมาที่วัดกัลยาณ์ เพราะนอกจากจะคิดถึงเพื่อนๆ สมัยที่เรียนศิลปะแล้ว เป้าหมาย คือ มาไหว้พระทำบุญสักหน่อย ก็เลยนั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือปากคลองตลาดมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือวัดกัลยาณ์ ค่าโดยสาร 3 บาท ก็โอเคครับ ระหว่างนั่งอยู่บนเรือก็สามารถเห็นทัศนียภาพสองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นจุดที่ผมเคยมานั่งเฮฮาสมัยตอนเรียนด้วย คิดๆ ไปแล้วก็ขำดี จู่ๆ ก็ได้มารำลึกถึงเรื่อง
ราวในอดีตนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี
         "วัดกัลยาณ์" นอกจากเป็นวัดเก่าแก่ของไทย ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว วัดนี้ยังถือว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวฝั่งธนบุรีอีกด้วย เพราะภายในพระวิหารหลวงประดิษฐาน "พระพุทธไตรรัตนนายก" หรือที่คนจีนเรียกกันติดปากว่า "ซำปอกง" ส่วนคนไทยเรียกว่า "พระโต" หรือ "หลวงพ่อโต" 
        "พระพุทธไตรรัตนนายก" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ องค์พระมีสีเหลืองทองอร่ามทั้งองค์
หน้าตักกว้าง 11.75 เมตร สูง 15.46 เมตร ตัววิหารมีลวดลายอันวิจิตรบรรจง ส่วนภายในวิหารประดับประดาด้วยลวดลายดอกไม้บนผนังและเสา บริเวณหน้าบันก็สลักลายดอกไม้ประดับกระจก ซึ่งพระวิหารหลวงที่นี่ นอกจากเป็นสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแบบไทย หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ที่สวยงามแบบพระวิหารหลวง แต่คงความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบจีน ด้วยหน้าบันปั้นลายดอกไม้ประดับกระเบื้องเคลือบสลับสีลายจีน และมี "โขลนทวาร" ประดับด้วยตุ๊กตาหินศิลปะจีนตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้าพระวิหารหลวงด้วย ส่วนอีกจุดก็คงจะเป็น "หอระฆัง" ซึ่งมีระฆังใบใหญ่ มีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก พระคัมภีร์ต่างๆ เจดีย์หินทราย และเทพเจ้าจีนให้สักการะกันอีกหลายองค์
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วัดกัลยาณ์ ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีการผสมผสานของศิลปะไทย และศิลปะจีนที่หลอมรวมกันไว้ได้อย่างลงตัวแล้ว ยังมีเรื่องบอกเล่าว่า การที่วัดแห่งนี้ชื่อว่า "วัดกัลยาณมิตร" หรือมิตรที่ดีนั้น อาจเป็นเพราะเมื่อเรามากราบไหว้ "พระพุทธไตรรัตนนายก" (ซำปอกง) หรือ "หลวงพ่อโต" ก็เหมือนท่านให้พรว่าจะมีมิตรที่ดีด้วย  ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างนิยมเข้ามาชื่นชมความงดงาม และสักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคลกันอย่างไม่ขาดสาย...!!!
นวย เมืองธน
***********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น