วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

แหล่งเที่ยวคาเมรอนฯ สวรรค์ที่ราบสูงมาเลย์

             ครั้งหนึ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง ผมมีโอกาสเดินทางมาที่รัฐปะหัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรมาเลเซีย ตั้งอยู่ทางชายฝั่งด้านตะวันออก ใกล้กับสนามบินเมืองกลันตัน มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ขุนเขา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อยไปกว่าเกาะต่างๆ และยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง อาทิ อุทยานทามัน เนการา
             ซึ่งเป็นเขตป่าฝนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีกิจกรรมล่องเรือ สำรวจถ้ำ เดินป่า ดูนก ปีนเขา และว่ายน้ำในบ่อน้ำธรรมชาติ และอุทยานแห่งชาติเอ็นเดา-รอมปืน ที่เป็นแหล่งสงวนพันธุ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น แรดสุมาตรา และรัฐปะหัง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกหลายแห่ง คือ เกนติ้ง ไฮแลนด์ หุบเขาแห่งความบันเทิงที่มีสวนสนุกขนาดใหญ่ ที่พักครบวงจรในบรรยากาศเย็นสบายท่ามกลางหุบเขาเก็นติ้ง ที่ผมเคยเขียนถึงมาแล้วครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ ที่รัฐปะหังยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง "คาเมรอน 
ไฮแลนด์" ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1.5 พันเมตร มีจุดสูงสุด คือ ยอดเขาบรินซาง สูงประมาณ 2 พันเมตร ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" และกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวที่นี่ผ่านตัวหนังสือครับ สำหรับที่ราบสูง "คาเมรอน ไฮแลนด์" หรือดินแดนอังกฤษน้อย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่ ที่มีธรรมชาติงดงามของไร่ชา สวนดอกไม้ และสวนผลไม้นานาชนิด ซึ่งหุบเขาคาเมรอนฯ ยังมีโอโซนที่ปลอดโปร่งโล่งมากที่สุดของ
มาเลเซีย และยังมีเกาะสวยงาม แหล่งดำน้ำชั้นเลิศที่เกาะทิโอมัน หาดเตลก เชมพาดัก เป็นหาดทรายขาวทอดตัวยาวชื่อดังและเป็นแหล่งแล่นเรือใบยอดนิยมอีกด้วย
ด้วยความที่คาเมรอนฯ เป็นที่ราบสูงที่ลาดเอียงสวยงาม แถมโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่านสวยงาม มีทัศนียภาพของหุบเขา และหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก ซึ่ง "วิลเลียม คาเมรอน" นักสำรวจและเป็นผู้ค้นพบดินแดนสวยงามแห่งนี้ในปี ค.ศ.1885 จึงได้ตั้งชื่อดินแดนแห่งนี้ว่า "คาเมรอน ไฮแลนด์" เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบนั่นเอง ซึ่งนักสำรวจ คนนี้ได้บรรยายที่แห่งนี้ว่าเป็น "ที่ราบสูงที่ลาดเอียงได้อย่างสวยงาม และโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่าน" และบางคนก็เล่าว่า แรกเริ่มเดิมที มีบรรดาเจ้าของไร่ชา และเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยที่กำลังมองหาสถานที่ที่มีอากาศเย็นสบาย สงบเงียบ และเป็นส่วนตัว ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ในที่ราบสูงคาเมรอนฯ แห่งนี้ ต่อมาจากนั้นไม่นาน ชาวจีก็เข้ามาทำไร่ ปลูกสวนผักต่างๆ พร้อมๆ กับการพัฒนาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น
สิ่งปลูกสร้าง ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท รวมถึงร้านอาหารและขายของที่ระลึกมากมาย
    สำหรับคาเมรอนฯ มีการบอกเล่าว่า เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของมาเลเซีย ที่เป็นที่อยู่อาศัยของดอกไม้นานาพันธุ์ และสัตว์ประจำถิ่นจำนวนมาก ที่มีพืชมากกว่า 700 สายพันธุ์ ที่เติบโตที่นี่ ซึ่งแหล่งที่เป็นที่รู้จัก คือ การปลูกชา, ฟาร์มผัก และแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ดอก รูปแบบป่าทางธรรมชาติจะอยู่ในระบบนิเวศน์และรอบๆ ตัวเมือง นอกจากดอกไม้นานาพันธุ์แล้ว แถบนี้ยังเป็นที่พักพิงของสัตว์ นก สัตว์เลื้อยคลานและ
แมลงนานาชาติ อาทิ กระซู่, เลียงผา, นกยูง, ไก่ฟ้าภูเขา, นกเดินดง หรือนกมาลายัน ที่ผิวปากได้ โดยสัตว์เหล่านี้เคยถูกบันทึกรายชื่อไว้ที่ IUCN 2004 ว่าเป็นชนิดสัตว์ที่ถูกคุกคามอีกด้วย คาเมรอนฯ ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธ์ที่เป็นที่รู้จักของชนพื้นเมือง หรือโอแรง แอสรี จะอาศัยอยู่ในป่า แม้วิถีชีวิตของชนพื้นเมืองจะดูล้าหลัง แต่ระยะหลังชนพื้นเมืองได้ย้ายเข้าไปใกล้เมืองมากขึ้น แต่ก็มีบางคนชอบอยู่ป่าที่เป็นบ้านเกิดของตนเอง
วันที่มาตะลอนฯ หากไม่มาเยือนไร่ชา และดื่มชาที่นี่ ก็ดูเหมือนว่าจะยังมาไม่ถึง
คาเมรอนฯ น่ะ ซึ่งก็มีไร่ชาอยู่หลายแห่ง ภายในไร่ชาก็จะมีจุดชมวิว จุดถ่ายรูปไร่ชาอันกว้างใหญ่สวยงาม เพราะมีการจัดตกแต่งภูมิทัศน์อย่างสวยงาม รวมถึงมีร้านขายของที่ระลึกที่เน้นชาสารพัด และร้านอาหาร เครื่องดื่ม มีมุมระเบียงเป็นไฮไลท์ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปไร่ชาในมุมสวยๆ จนอิ่มเอมกันทีเดียว แน่นอนว่าผมเองต้องไม่พลาดที่จะถ่ายรูปตัวเองกับไร่ชาไว้เป็นที่ระลึกเช่นกัน อ่อ...การมาเยือนไร่หรือฟาร์มสตอเบอร์รี่ที่มีอยู่หลายแห่ง ก็ถือเป็นไฮไลท์ ของการมาคาเมรอนฯ เช่นกัน ซึ่งไร่สตอเบอร์รี่บางแห่งก็เปิดให้นัก
ท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปเก็บสตรอเบอร์รี่สดๆ จากต้นได้เลยครับ ตามราคาที่ทางสวนเค้ากำหนดไว้ และวันนั้นผมมาที่ "กรีนวิว การ์เด้นท์" ไกด์พามาแวะซื้อขนมที่ทำจากสตอเบอร์รี่ บางคนบอกว่าช็อคโกแลตสตอเบอร์รี่อร่อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่คาเมรอนฯ ไม่ว่าไร่ชา หรือไร่สตอเบอร์รี่ เค้าจะทำเป็นธุรกิจครบวงจร เพื่อนักท่องเที่ยวจริงๆ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บางแห่งมีทั้งโรงแรม รีสอร์ท อยู่ภายในที่เดียวกันอีกด้วย และปัจจุบันที่ประเทศไทยก็มีธุรกิจคล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน ที่มีการเปิดร้านขายของ เปิดไร่ให้
นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติ ชมแหล่งปลูกพืชผักกัน
ส่วนตลาดพื้นบ้านที่คาเมรอนฯ เป็นอีกแห่งที่ผมได้มาเดินชมตลาด ซึ่งก็คล้ายๆ กับตลาดพื้นบ้านทั่วไป เพราะเป็นตลาดตั้งแผง ตั้งร้านริมถนน มีของแบกับดินขายกันก็มี ถือได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่ก็ว่าได้ ทำให้อดคิดถึงกลิ่นไอของตลาดชนบทหลายๆ แห่งของไทยไม่ได้จริงๆ สรุปคือ เริ่มคิดถึงประเทศไทยของผมแล้วน่ะฮ่าๆ อยากกลับบ้านสิน่ะ ตลาดพื้นบ้านที่คาเมรอนฯ แห่งนี้ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มีผัก ผลไม้ ชนิดๆ ต่างๆ มาวางขาย


มากมาย อ่อ...ดอกไม้นานาชนิดก็มี ขนมต่างๆ บางอย่างก็ดึงดูดความสนใจพอสมควร ร้านขายของชำต่างๆ ภายในตลาดก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกับร้านมินิมาร์ท หรือร้านสะดวกซื้อติดแอร์อย่างสิ้นเชิงจริงๆ พอเดินทอดน่องดูสินค้าพื้นบ้านที่ตลาดแห่งนี้แล้วรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกเลยน่ะ
นอกจากนี้ ที่คาเมรอนฯ แห่งนี้ ยังเป็นตำนานลึกลับของการหายตัวไปของ "จิม ทอมป์สัน" ราชาผ้าไหมไทย นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงจากการทำธุรกิจผ้าไหมในประเทศไทย และก่อตั้ง
บริษัท จิม ทอมป์สันขึ้น โดยมีการบอกเล่าว่า ช่วงตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1967 "จิม"  ได้หายตัวไปจากโรงแรมแห่งหนึ่งบนคาเมรอนฯ โดยไม่มีใครทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุด และไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขานับแต่นั้นมา มีเพียงพยานรู้เห็นว่าเขาเดินออกจากกระท่อมที่พักตามปกติ แล้วไม่กลับมาอีกเลย บ้างก็ว่าถูกโจรฆ่าตาย หรือเป็นแผนร้ายของคู่แข่งทางธุรกิจ ฯลฯ "จิม" ได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไหมไทย และเรือนไทยไม้สัก ที่ปัจจุบันกลายเป็น
"พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน" ตั้งอยู่เลขที่ 6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมีการรวบรวมศิลปวัตถุของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ อยู่ในความดูแลของมูลนิธิจิม ทอมป์สัน และเคยได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี พ.ศ.2539 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในปี พ.ศ.2544 เรื่องราวของ "จิม" เคยถูกนำมาสร้างเป็น


ภาพยนตร์ ฉายทางโทรทัศน์
      "จิม ทอมป์สัน" จึงนับว่าเป็นบุคคลสามัญคนแรกที่พัฒนากิจการทอผ้าพื้นเมืองของไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเยือนคาเมรอนฯ ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีอากาศโล่งโปร่งสบายมากที่สุดของมาเลเซียแล้ว ผมยังได้เก็บเกี่ยวเรื่องราว และประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันคาเมรอนฯ ยังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวชมพื้นที่เพาะปลูกชา สวนผักผลไม้ต่างๆ ถือได้ว่ามีเส้นทางการเดินทางทัศนาจร
ที่ดีที่สุดของมาเลเซีย ซึ่งเส้นทางการท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นจากเมืองทาปาห์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขา จากนั้นมุ่งหน้าสู่ยอดเขา และมีบริการที่พักที่สะดวกสบาย รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้ง ทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้คาเมรอนฯ กลายเป็นปลายทางที่สุดพิเศษ ไม่เหมือนสถานที่ใดในโลกก็ว่าได้..!!!
                                                              นวย เมืองธน
******************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น