วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

เร่งสางงาช้างผิดกม. หวัง"ไซเตส"เข้าใจ

         "งาช้าง" (Ivory) จัดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของช้าง ซึ่ง "งาช้าง" ก็คือฟันหน้าหรือฟันเขี้ยวของช้างที่งอกออกจากขากรรไกรบนข้างละอัน จะปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อช้างอายุ 2 ปีขึ้นไป มีลักษณะยาวรี สีเหลืองอ่อนๆ หรือสีครีม จากเหตุความเชื่อและค่านิยมของมนุษย์ ส่งผลให้ "งาช้าง" มีราคาแพง ได้รับความนิยมนำมาทำเครื่องประดับ เครื่องรางของขลัง และเครื่องตกแต่งบ้านเป็นอย่างมาก จนทำให้ช้างจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากทวีปแอฟริกา ถูกล่าฆ่าชีวิตเพื่อเอา "งาช้าง" 
             การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (CITES) ได้มีข้อตกลงเรียกร้องให้ประเทศไทยออกกฏหมายเพื่อปกป้องประชากรช้าง ด้วยการสกัดกั้นการค้างาช้างผิดกฏหมายจากทวีปแอฟริกาไม่ให้เข้ามาภายในประเทศไทย โดยทางไซเตสเองก็ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยจัดทำระบบการลงทะเบียนสำหรับงาช้างภายในประเทศ และการลงทะเบียนผู้ค้าขายสินค้าจากงาช้าง เพื่อเพิ่มความรัดกุมในการแก้ปัญหา ซึ่งหากประเทศไทย
ไม่ตื่นตัวก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจคว่ำบาตรทางการค้ากับประเทศไทย แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าขายชนิดพันธุ์ต่างๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงประเภทไม้ประดับ อาทิ กล้วยไม้และเครื่องหนังจากสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย
  จากข้อมูลของต่างประเทศ ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลไทยก็คงต้องตื่นตัวกัน เพราะมีข้อกล่าวหาที่ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดค้างาช้างที่ไม่มีการควบคุมขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งการค้าขายงาช้างในไทยจำนวนมากเป็นการค้างาช้างที่ได้จากการฆ่าช้างแอฟริกาแล้วถูกลักลอบนำเข้ามายังตลาดภายในประเทศ แถมยังระบุว่า ที่ผ่านมากฏหมายไทยอนุญาตให้งาช้างที่ได้มาจากช้างบ้านนั้น สามารถค้าขายได้อย่างถูกกฏหมาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้เกิดการนำงาช้างแอฟริกามาสวมขายผ่านร้านค้าต่างๆ ในประเทศไทย
  ผมหยิบยกเรื่อง "งาช้าง" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในงานกิจกรรมรณรงค์การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับงาช้าง เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมายค้างาช้าง โดยมี
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน
และมี "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน นอกจากนี้ ยังมี "มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) "นิพนธ์ โชติบาล" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อช.) พร้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
ที่ผ่านมา ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. บอกว่า ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ช่วยเหลือการสู้รบในอดีตของบรรพบุรุษไทย มีความสำคัญต่อบ้านเมือง ช้างศึกสมัยโบราณ ถ้าเปรียบเทียบก็คงเหมือนรถถังในปัจจุบัน และในอดีตก็เคยมีรูปช้างบนธงชาติไทย ซึ่งไซเตสได้ให้ความสำคัญและแนะนำการแก้ไขปัญหา เป็นเรื่องดีที่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้ การแก้ปัญหางาช้างที่ผ่านมา
ถือว่าดีแล้ว และอยากให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ช่วยแก้ปัญหาสัตว์ป่าอื่นๆ นอกจากช้างด้วย อยากขอให้ทุกคนรักช้าง อยู่ร่วมกับช้างให้ได้ แม้บางครั้งจะมีปัญหาในการอยู่ร่วมกันก็ตาม
  "นายกรัฐมนตรี" บอกอีกว่า ไซเตสแจ้งเตือนปัญหาการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2556 แล้ว แต่ในปี 2557 ประเทศไทยมีปัญหาการทะเลาะกัน จึงไม่มีใครสนใจแก้ปัญหาช้าง ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ ยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขให้ได้ เพราะปัญหางาช้างใน
ประเทศไทยมีมานานแล้ว จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว โดยรัฐบาลเน้นแก้ปัญหาการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทย ด้วยการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันรักษาและหยุดการลักลอบซื้อขายงาช้างบ้านผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และได้แก้ไขกฏกระทรวงหลายฉบับ ทั้งการปรับแก้กฎหมายเดิม และออกกฎหมายใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน จึงขอบคุณคนไทยทุกคน และผู้ประกอบการค้างาช้างที่ให้ความร่วมมืองด
ลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมาย และขอให้แจ้งการครอบครองงาช้างอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านจูวล์รีให้หาวัสดุประเภทอื่นเป็นเครื่องประดับทดแทนงาช้าง
"หากแก้ไขไม่ได้ จะกระทบต่อการค้า การลงทุน และประเทศไทยต้องไม่มีการค้างาช้างอีก ผมจะมอบหมายหน่วยงานเดียวดูแลไม่ได้ ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข ขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือลงทะเบียน และปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะไม่ว่าจะแก้กฎหมาย หากคนไม่มีจิตสำนึก ก็ไม่เกิดประโยชน์ ขอสัญญากับช้างว่าจะดูแลให้ดีที่สุด" นายกรัฐมนตรี กล่าว


       "พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมนั้น นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการงาช้างฉบับแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานตามแผนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบเวลาที่ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (บางมาตรา) การออกกฎกระทรวงที่กำหนดให้ช้าง
แอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และการตราพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมีผลให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองและผู้ประสงค์ค้างาช้างที่ถูกกฎหมายต้องแจ้งการครอบครองและขออนุญาตค้า ภายในวันที่ 21 เมษายน 2558 โดยท้องที่กรุงเทพมหานครแจ้งการครอบครองที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และท้องที่ต่างจังหวัดแจ้งการครอบครองได้ที่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 หรือทางไปรษณีย์ที่ตู้ ปณ.555 ปณศ.จตุจักร กทม. 10900 หรือดาวน์โหลดแบบแจ้งการครอบครองที่เว็บไซต์
www.dnp.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1362 หรือโทร 098-950-5436, 088-206-1223, 099-563-6658 ตลอด 24 ชั่วโมง และโทร/โทรสาร 02-579- 4621, 02-2561-4838 ในวันและเวลาราชการ สำหรับผู้ฝ่าฝืนไม่แจ้งการครอบครองงาช้างบ้านต่อเจ้าหน้าที่มีโทษปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท และสำหรับร้านค้างาช้างมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
"รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" บอกอีกว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับงาช้างในครั้งนี้
นอกจากเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมาย และแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการแจ้งครอบครองและการขออนุญาตค้าแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ให้ชาวต่างชาติงดซื้องาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้าง สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ช้าง และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาไซเตสได้ตระหนักว่าประเทศไทยได้มีความมุ่งมั่นและจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายในประเทศมาโดยตลอด

         "มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ได้ประทับตรารับรองลงบนเอกสารครอบครองงาช้างบ้านลงในจอแอลซีดีจอยักษ์ในระหว่างเปิดงานอย่างเป็นทางการนั้น เพื่อสร้างความน่าสนใจในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองทุกภาคส่วนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของข้อบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.งาช้าง พ.ศ.2558 ตลอดจนประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว กลุ่มเป้าหมายผู้ซื้องาช้างในประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ได้รับทราบข้อควรปฏิบัติและบทลงโทษผ่านกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในงานวันดังกล่าว นอกจากจะมีการแสดงบนเวที เพื่อให้เห็นความสำคัญของช้างแล้ว ยังมีการเปิดตัวและเผยแพร่สปอตโฆษณาชุด "มีงาช้างต้องแจ้งครอบครอง" เพื่อเป็นการรณรงค์ตามวัตถุประสงค์แบบครบวงจร และต้องการกระตุ้นให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองมาแจ้งลงทะเบียนครอบครองให้ได้มากที่สุด และจากความพยายามดังกล่าวของประเทศไทย ในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ทางไซเตสจะมีการประเมินผล และคงคาดหวังว่าจะเข้าใจถึงความพยายามในการแก้ปัญหางาช้างของรัฐบาลไทย เพราะหากผลการประเมินยังไม่เป็นที่พอใจ ประเทศไทยอาจถูกมาตรการลงโทษทางการค้าได้ และการประชุมอนุสัญญาไซเตสครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมปี 2558 เชื่อว่าประเทศไทยคงมีโอกาสได้เข้าประชุมครั้งนี้ด้วย เพราะได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไซเตสที่ได้รับการแจ้งเตือนแล้ว...!!!
                               นวย เมืองธน
**********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น