วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

อิ่มบุญ "มาฆบูชา" วันสำคัญชาวพุทธ

          ม้ในวงการพระสงฆ์ หรือวงการผ้าเหลืองของบ้านเราขณะนี้ จะมีข่าวคราวความขัดแย้งให้ได้ยิน ได้ฟังจนเกรียวกราว รวมถึงข่าวคราวของพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ที่สร้างความฉาว ความเสื่อมให้กับวงการพระพุทธศาสนาออกมาเป็นระยะๆ ก็ตามที
           แต่นั่นก็คงเป็นเพียงส่วนน้อยนิดในหมู่ของพระสงฆ์จำนวนมากที่เกิดขึ้นกับวงการพระสงฆ์ไทย "วันมาฆบูชา" ซึ่งตรงกับวันพุธที่ 4 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ตามปฏิทินทางจันทรคติของไทยนั้น จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่งของชาวพุทธ และเป็นวันดีๆ ที่ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไปทําบุญตักบาตร ทำให้เกิดความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก

         ช่วงเช้าของวันนั้นผมเลือกที่จะเดินทางมาทำบุญที่ "วัดนาวง" หรือวัดราษฎร์นาวง หรือแต่เดิมชื่อ "วัดโรงหีบ" ถนนนาวงประชาพัฒนา ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ติดกับท้องที่เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ที่สำคัญ ผมไม่ต้องเตรียมข้าวของจากบ้านมาใส่บาตรที่วัด คือ มาเลือกซื้อจากพ่อค้า แม่ขาย ที่มาขายของกินต่างๆ ภายในวัดนาวงเพื่อใส่บาตร ก็สะดวกสบายดีครับ สำหรับวัดนาวง หรือวัดราษฎร์นาวง เดิมชื่อ "วัดโรงหีบ" ประวัติชื่อนี้เรียกตามที่ตั้งของวัด ซึ่งเคยเป็นโรงหีบอ้อย และบริเวณ
ของวัดโดยรอบก็เคยเป็นไร่อ้อยเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ต่อมาภายหลังเลิกกิจการปลูกอ้อยมาทำนาแทน ชาวบ้านจึงเรียก "วัดราษฎร์นาวงษ์" เป็น "วัดนาวง" ตามสภาพแวดล้อมตั้งแต่นั้นมา
 จากการสืบค้นข้อมูลมีการกล่าวกันว่าไร่อ้อยในท้องทุ่งหลักหก-ดอนเมืองนั้น ปลูกโดยพระพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการกรมท่าซ้าย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์เป็นพ่อค้าเชื้อสายจีน เดินทางขึ้นล่องค้าขายในแถบประเทศ
ใกล้เคียง โดยอาศัยสำเภาขนส่งสินค้าทางทะเล ท่านประสงค์จะปลูกสร้างบ้านพักอาศัยที่ท่านเป็นผู้ออกแบบเอง โดยใช้ประสบการณ์ที่ท่านได้เคยเห็นมาระหว่างเดินทางค้าขายไปในที่ต่างๆ บ้านที่ท่านต้องการสร้างมีลักษณะเป็นอาคารก่อด้วยอิฐ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีปูนซิเมนต์ใช้ การก่ออิฐจะเชื่อมประสานด้วยทราย ปูนขาว ผสมน้ำอ้อย ฉะนั้นจะต้องใช้น้ำอ้อยในปริมาณมาก ท่านจึงนำชาวจีนมาทำไร่อ้อยในทุ่งหลักหก-ดอนเมือง และตั้งโรงหีบอ้อยขึ้นมาในทุ่งหลักหก-ดอนเมืองแห่งนี้

         พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ หรือโต สนใจทางเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าว จึงได้ว่าจ้างคนจีนจากเมืองจีน โดยใช้เรือสำเภาของท่านเองมาไว้ที่ทุ่งรังสิต ให้ทำงานขุดคลองส่งน้ำทำนา เพื่อทำนาให้ได้สองครั้งตามท่านต้องการ แต่โอกาสไม่อำนวย ท่านได้สิ้นชีวิตเสียก่อนงานสำเร็จ ต่อมาพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ได้แต่งงานกับคุณหญิงสิน มีธิดาชื่อ คุณปุก ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับท่านเจ้าสัวกิมซัว มีบุตรและธิดา 2 คน คือ คุณนายอุ่น และคุณหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง และต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุล
 "โปษยะจินดา" คุณหลวงนาวาเกนิกรได้ทำการสมรสกับคุณนายนวม ก่อนพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์สิ้นชีวิต ท่านได้ปลูกอ้อยในท้องนาจำนวนมากและส่งเข้าโรงหีบอ้อย นำน้ำอ้อยส่งไปที่ท้องที่ราชวงค์ เพื่อผสมกับทรายและปูนขาว สร้างบ้านราชวงค์ ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีปูนซิเมนต์ พื้นที่ที่เป็นโรงหีบอ้อยนี้ ปัจจุบันเป็นวัดนาวง ซึ่งพื้นที่ที่ใช้ปลูกอ้อยก็คือ พื้นที่บริเวณรอบวัดนาวง และบริเวณวัดทั้งหมดนั่นเอง
หลังจากเลิกกิจการปลูกอ้อยแล้ว ลูกหลานของพระยาพิสณห์

นำโดยหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง โปษยะจินดา ครอบครัวและญาติมิตรได้สร้างวัดนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2443 เพื่อสืบต่อพุทธพระศาสนาไว้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของสาธุชนต่อไปภายภาคหน้า และเมื่อสร้างวัดเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ตั้งชื่อวัดที่ที่ได้สร้างขึ้นนี้ว่า "วัดราษฎร์นาวง" พร้อมทั้งได้ถวายทรัพย์สมบัติส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ในที่นี้ไว้เป็นสมบัติของวัด โดยเฉพาะที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่รวม 377 ไร่เศษ และได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์จากสำนักวัดใกล้เคียงมาอยู่จำพรรษาบำเพ็ญสมณกิจตั้งแต่ พ.ศ.2443 นั้น
เป็นต้นมา เมื่อเจ้าอาวาสวัดโรงหีบรูปแรกมรณภาพลง พระอุปัชฌาย์ส่ง "พระครูเหมือน" ไปเป็นเจ้าอาวาส ท่านทำการบูรณะวัดให้ดีขึ้น จัดการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรและศิษย์ อุบาสก อุบาสิกาให้อยู่ในธรรมวินัย โดยได้รับการสนับสนุนจากลูกหลานพระยาพิสณห์
"หลวงปู่เหมือน" ได้ใช้วิช าที่ศึกษามาทั้งแพทย์แผนโบราณ ดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยโดยไม่คิดมูลค่า เพราะสมัยนั้นทุ่งหลักหกอยู่ห่างไกลความเจริญมาก ท่านใช้วิชาวิปัสสนากรรมฐานช่วยปัดเป่าทุกข์ สร้างสุขให้แก่ประชาชน

และได้สร้างเหรียญหลวงปู่เหมือน เพื่อหารายได้สร้างโรงเรียนวัดนาวงจนสำเร็จ ทำให้เด็กๆ ได้รับการศึกษา เป็นกำลังของชาติในอนาคต
  "หลวงปู่เหมือน" เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้ตั้งอยู่ในคุณธรรม มีเมตตา กรุณา เป็นนิจต่อบุคคลและสัตว์ทั่วไป แต่ชีวิตของท่านก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป เพราะเป็นธรรมดาของสังขารย่อมตกอยู่ในไตรลักษณ์ ต่อมาท่านก็ได้เริ่มอาพาธเรื่อยๆ มา แม้จะมีแพทย์ปัจจุบันและแผนโบราณที่ดี ก็ไม่ทำให้ท่านหายได้ ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงในคืนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2502 เวลา 23.30 น. ด้วยอาการอันสงบที่วัดนาวง ซึ่งท่านได้อยู่ในสมณเพศ 59 พรรษา รวมอายุของท่านได้ 80 ปี
สำหรับความหมาย "วันมาฆบูชา" หมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน 3 เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ และมีความสำคัญ คือ เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน 1,250 รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกัน ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา โดยสรุปคือให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดี ให้ถึงพร้อมและทำจิตใจให้ผ่องใส
ส่วนประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือนขณะนั้น
เมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน 3 ในเวลาบ่าย
         พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้ามาประชุมพร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ 1.วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3, 2.พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย, 3.พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6, และ 4.พระสงฆ์ทั้งหมด
เป็นผู้ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า เพราะเหตุที่มีองค์ประกอบสำคัญดังกล่าว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต และในโอกาสนี้พระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประกาศหลักการอุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันมาฆบูชาที่ผ่านมา นอกจากผมจะได้มาทำบุญตักบาตรที่วัดนาวงแล้ว ช่วงตอนหัวค่ำวันเดียวกัน ก็มีโอกาสได้มาประกอบพิธีเวียนเทียนที่วัดแห่งนี้อีก
ด้วย ซึ่งการเตรียมตัวก่อนประกอบพิธีเวียนเทียน ก็ควรอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่ เตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ตลอดจนเครื่องบูชาให้เรียบร้อย เมื่อถึงวัดแล้วควรอยู่ในอาการสำรวม ไม่พูดคุยหยอกล้อ วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอันไม่เหมาะสม ที่สำคัญ ความหมายการเวียนเทียน "วันมาฆบูชา"  เวียนเทียน รอบที่ 1 ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาบทอิติปิโส ภะคะวาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ เวียนเทียน รอบที่ 2 ให้รำลึกถึงคุณพระธรรม ภาวนาบทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ และเวียนเทียน รอบที่ 3 ให้รำลึกคุณพระสงฆ์ ภาวนาบทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ ระหว่างนั้นต้องทำจิตใจให้สงบ แน่วแน่กับบทบูชา...
            "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้คงต้องกล่าวอำลากันไปก่อน ส่วนครั้งหน้าผมจะนำเรื่องราวอะไรมาเขียนบอกเล่านั้น อย่าลืมติดตามกันครับ...!!!
นวย เมืองธน
**********************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น