วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

เสน่ห์ย่านกุฎีจีน ล้ำค่าวัฒนธรรม

           ก่อนหน้านี้ มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่วัดกัลยาณมิตรวรวิหาร หรือวัดกัลยาณ์ ย่านถนนอรุณอัมรินทร์ตัดใหม่ (ถนนเทศบาลสาย 3) แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ภายในชุมชนกุฎีจีน และผมได้เคยนำเรื่องราวภายในวัดแห่งนี้มาบอกเล่ากันไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า "ชุมชนกุฎีจีน" ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าสนใจ ที่จะนำมาเล่ากันอีกครับ
             "ชุมชนกุฎีจีน" หรือ "กะดีจีน" ถือเป็นย่านชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรีที่ถูกบันทึกไว้อย่างน่าสนใจ เนื่องจากมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยยุคกรุงธนบุรี และเป็นย่านชุมชนซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ทั้งชาวไทย จีน ฝรั่ง ญวน และมอญ ฯลฯ ที่อพยพจากกรุงศรีอยุธยา และมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยเหตุที่ภายในชุมชนมีผู้คนอยู่ร่วมกันหลากหลายศาสนา คือ ศาสนาสพุทธ คริสต์ และอิสลาม จึงทำให้ชุมชนแห่งนี้มีความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมของหลายเชื้อชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยว และแหล่งศึกษาทางวัฒนธรรมโบราณในอดีตอีกด้วย
   หลังจากมาทำบุญไหว้พระที่วัดกัลยาณ์ ผมมีโอกาสเดินทอดน่องถนนคนเดินริมเขื่อนติดแม่น้ำเจ้าพระยา และได้แวะไปที่ "ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายในชุมชนกุฎีจีน ซึ่งตามบันทึกประวัติศาสตร์ บอกว่าเป็นศาลที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี โดยชาวจีนที่ตามเสด็จพระเจ้าตากสิน เดิมมี 2 ศาล คือ ศาลเจ้าโจวซือกง และศาลเจ้ากวนอู ต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 ย้ายพระนครไปกรุงเทพ
คนจีนเหล่านี้จึงอพยพไปรวมกับพวกที่ย่านตลาดน้อยและสำเพ็ง ศาลเจ้าจึงถูกทิ้งร้าง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงได้บูรณะรวมกันเป็นศาลเดียวกันแล้วอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมมาประดิษฐานให้ชื่อว่า "ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ศาลเจ้านี้จึงเป็นร่องรอยของชุมชนในย่านกุฎีจีน
"ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ถึงแม้จะเป็นศาลเจ้าเล็กๆ แต่ก็มีความสวยงามมาก เพราะมีการก่อสร้างแบบจีนแท้ๆ ทั้งกระเบื้องโค้ง และวิธีมุงหลังคา ซึ่งเคยได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทปูชนียสถานและวัดวาอาราม
        ในปี พ.ศ.2551 ศาลเจ้าแห่งนี้ จึงสามารถบ่งบอกวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีนในย่านกุฎีจีนเป็นอย่างดี ปัจจุบันศาลเจ้าจีนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นใหม่ โดยยังคงลักษณะสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ภายในประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนในแถบนั้นมาก และสันนิษฐานว่าเป็นที่มาของคำว่า "กุฎีจีน"
   พอออกมาจาก "ศาลเจ้าเกียนอันเกง" ผมยังคงเดินทอดน่องเลาะริมแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปทางสะพานพุทธฯ พร้อมๆ กลับถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ก็มาหยุดแวะที่ "บ้านวินด์เซอร์" เรือนขนมปังขิงเก่าแก่ ซึ่งชาวชุมชนย่านกุฎีจีนช่วยกันผลักดันให้มีการอนุรักษ์ โดยขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและบูรณะฟื้นฟูสู่ "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นริมน้ำย่านกุฎีจีน" เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชาวชุมชนและสาธารณะ ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดของตระกูลวินด์เซอร์ ตระกูลคหบดีที่มีบทบาทสำคัญในชุมชนกุฎีจีน ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้งกิจการ "ห้างวินด์เซอร์" หรือห้างสี่ตา ที่ทำการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศ มีการบูรณะซ่อมแซมเรื่อยมา
นอกเหนือจากเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์แล้ว
             "บ้านวินด์เซอร์" ยังมีคุณค่าในเชิงศิลปวัฒนธรรม เพราะรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของ "เรือนแบบขนมปังขิง" หรือเรือนมะนิลา เป็นรูปแบบของอาคารที่มีการตกแต่งประดับประดาด้วยไม้ฉลุเป็นลวดลาย บริเวณหน้าจั่ว และรอบชายคามีช่องระบายอากาศ ลูกกรงระเบียง ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 โดย "บ้านวินด์เซอร์" ยังคงมีสภาพความเก่าแก่โบราณ จึงมีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง
 หลังจากชื่นชมความงดงามของสถาปัตยกรรม "เรือนแบบขนมปังขิง" ผมยังคงเดินทอดน่อง
อย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกแสงแดดแผดเผาบ้าง แต่ก็สุขใจที่ได้มาเยือน "ชุมชนกุฎีจีน" แห่งนี้ครับ และในที่สุดก็เดินทางมาถึง "วัดซางตาครู้ส" ซึ่งมีการบันทึกไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ.2312 "คุณพ่อกอรร์" บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ซึ่งพาพวกเข้าลี้ภัยไปที่เขมร ได้เดินทางมายังบางกอก กรุงเทพฯ ปัจจุบัน พร้อมชาวคริสตัง และชาวโปรตุเกสจำนวนหนึ่ง เพื่อหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าตากสิน และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระองค์ ด้วยพระเมตตาที่ทรงมีต่อ "คุณพ่อกอร์" และชาวบ้านทั้งปวง พระองค์ได้พระราชทานเงิน 20
เหรียญ (กษาปณ์) และเรือลำหนึ่ง รวมทั้งสัญญาว่าจะพระราชทานที่ดินสำหรับสร้างวัดคาทอลิกให้
ต่อมา "คุณพ่อกอรร์" และชาวบ้านที่เป็นคนไทยและชาวญวนที่อพยพมาด้วยกัน จึงได้ชักชวนคริสตังที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในบางกอก และเข้าเฝ้าขอพระราชทานที่ดินจากพระเจ้าตากสินตามสัญญา ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งให้บริเวณริมน้ำเจ้าพระยา โดยตั้งชื่อที่ดินนี้ว่า "ค่ายซางตาครู้ส" จากนั้น "คุณพ่อกอรร์" และคริสตังได้ช่วยกันสร้าง "วัดซางตาครู้ส"
หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดกุฎีจีน" ตามชื่อชุมชนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2313 นับเป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ที่สุดในย่านฝั่งธนบุรี และถือเป็นวัดในคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในฝั่งธนบุรีด้วย ซึ่งวัดแห่งนี้ภายหลังได้รับการบูรณะใหม่อย่างใหญ่โต สวยงาม ตัวโบสถ์มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับเรเนอซองส์ มีจุดเด่นที่หอคอยของอาคารซึ่งเป็นรูปโดม มีลักษณะเหมือนกับพระที่นั่งอนันตสมาคม ตัวอาคารก่ออิฐถือปูนประดับด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างงดงาม กระจกบนโดมเป็นกระจกสี เขียนเป็นภาพ
เหตุการณ์สำคัญในคริสต์ศาสนา
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายหลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสิน สถาปนากรุงธนบุรีแล้ว และเนื่องจากธนบุรีเป็นเมืองท่าที่สำคัญ ชาวมุสลิมบางส่วนที่อยู่ในกรุงธนบุรี และพ่อค้ามุสลิมจากหัวเมืองมลายู จึงเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังจากประเทศไทยเปิดการค้าเสรีภายใต้สนธิสัญญาเบาริ่ง จึงเกิดศูนย์กลางของมุสลิมในธนบุรี ที่อยู่บริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ โดยมีสุเหร่าต้นสน หรือกุฎีใหญ่ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวมุสลิมอีกด้วย
     อ่อ...หากมีโอกาสมาเยือน "ชุมชนกุฎีจีน" สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือการมาชิม "ขนมฝรั่งกุฎีจีน" สูตรต้นตำรับ อันเป็นขนมโบราณ ซึ่งเจ้าของสูตรดั้งเดิมเป็นชาวโปรตุเกสที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนกุฎีจีน หรือจะซื้อเป็นของฝากกลับบ้านก็ได้...!!!
********************************************

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

"วัดกัลยาณ์" ศรัทธามิตรดี โบราณสถานไทย-จีนล้ำค่า

            ายในชุมชนกุฎีจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดกัลยาณมิตรวรวิหาร หรือเรียกสั้นๆ ว่า "วัดกัลยาณ์" ย่านถนนอรุณอัมรินทร์ตัดใหม่ (ถนนเทศบาลสาย 3) แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร หรือเรียกง่ายๆ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี ตรงข้าม "ปากคลองตลาด" แหล่งขายส่งดอกไม้ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
           ผมจำได้ว่าตอนสมัยที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนศิลปะปิ่นเกล้า ฝั่งธนบุรี จะมีเพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกัน บ้านอยู่แถววัดกัลยาณ์ และอีกหลายคนอยู่แถวสี่แยกบ้านแขก บางคนก็อยู่ย่านวงเวียนใหญ่ นอกนั้นก็กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ส่วนผมไม่ได้อยู่แถวย่านนี้หรอกครับ สมัยนั้นมีที่พำนักอยู่แถววัดไทร เขตจอมทอง นั่งรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์มาที่วงเวียนใหญ่ ก็ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง สมัยนั้นถนนแคบๆยังไม่ขยายเป็นสี่เลน แต่รถก็ไม่ติดน่ะ เป็นเรื่องจริงครับ

      สมัยตอนที่เรียนศิลปะ หลังเลิกเรียนผมกับเพื่อนๆ ก็มักจะมาเดินส่ายกันอยู่แถววงเวียนใหญ่ ซึ่งไม่ไกลจากสี่แยกบ้านแขกและวัดกัลยาณ์มากนัก พอเดินกันไหว "เบญ" เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนศิลปะด้วยกัน (จำชื่อ-นามสกุลจริงไม่ได้) บ้านเค้าอยู่แถวย่านวัดกัลยาณ์ ปัจจุบัน "เบญ" เสียชีวิตไม่ต่ำกว่าสิบปีแล้ว ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้น ผมไม่อยากพูดถึงอีก เอาเป็นว่าเค้าเป็นเพื่อนของผมคนหนึ่งในสมัยเรียนศิลปะก็แล้วกัน ซึ่งหลังเลิกเรียนตอนเย็นๆ นั้น "เบญ" มักจะชวนผมและเพื่อนๆ มาตั้งวงเฮฮากันที่ริมเขื่อนติด



























แม่น้ำเจ้าพระยา กันเป็นประจำ ตรงจุดนี้สามารถมองเห็นฝั่งปากคลองตลาด และสะพานพุทธฯ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดกัลยาณ์  สามารถเดินเท้าซอกแซก เข้าตรอก ซอย ที่เชื่อมต่อถึงกันหมด แต่ต้องให้เจ้าถิ่นอย่าง "เบญ" นำทาง เพราะถ้าขืนเดินเซ่อซ่าส์ กันเอง ชนิดแปลกหน้า ก็อาจมีปัญหากระทบกระทั่งกับวัยรุ่น หรือขาใหญ่ เจ้าถิ่นได้ง่ายๆ ครับ
          สำหรับ "วัดกัลยาณ์" ตอนนี้ดูเหมือนจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันอยู่ ซึ่งตามรายงานข่าวของสื่อต่างๆ ว่า ทางกรมศิลปากรได้แจ้งความกับ สน.บุปผาราม เพื่อให้ดำเนิน
การต่อผู้สั่งการ และคนงานซึ่งทำลายโบราณสถานสำคัญภายในวัดกัลยาณ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเอาไว้แล้ว และทางอธิบดีกรมศิลปากร (นายบวรเวท รุ่งรุจี) ระบุว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 25558 นิติกรของกรมศิลปากรพร้อมคณะ ได้เดินทางมาตรวจสอบโบราณสถานภายในวัด พบการกระทำผิดซึ่งหน้ามีคนงานกำลังรื้อหลังคาศาลารายที่ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดกัลยาณมิตรฯ โดยไม่แจ้งให้กรมศิลปากรทราบก่อน ทางนิติกรจึงบอกให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางไปด้วยทำการเข้าจับกุมคนงาน
และส่งพนักงานสอบสวน สน.บุปผาราม

        จากข้อมูลของกรมศิลปากร ระบุด้วยว่า โบราณสถานภายในวัดกัลยาณ์ปลูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 มีอายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ที่สำคัญกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์เอาไว้แล้ว ตามระเบียบทางผู้ใดต้องการปรับปรุงซ่อมแซมบูรณะเพิ่มเติม ก็สามารถแจ้งต่อกรมศิลปากรได้ เพราะจะมีการส่งสถาปนิกและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมดำเนินการ แต่สำหรับผู้ดูแลวัดกัลยาณ์นั้นไม่ทำตามระเบียบ ละเมิดกฎหมายเป็นระยะ ตั้งแต่ปี 2546
         จากกรณีรื้อถอนทำลายโบราณสถานจำนวน 17 ชนิด เช่น
กุฏิพระสงฆ์, หอระฆัง, หอกลอง, หอสวดมนต์ และศาลาปั้นหยา ซึ่งการแจ้งความก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยจะดำเนินการทางอาญาก่อน ในข้อหาทำลายโบราณสถาน
           ส่วนเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านชุมชนกุฎีจีนให้ความสนใจมากเช่นกัน ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วยกับการทุบทิ้ง และทำลายของโบราณครับ
     วันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง
(วันที่ฝนไม่ตก) ของวันหนึ่ง
             ผมมีโอกาสผ่านมาแถวย่านปากคลองตลาด ก็เลยถือโอกาสแวะเวียนมาที่วัดกัลยาณ์ เพราะนอกจากจะคิดถึงเพื่อนๆ สมัยที่เรียนศิลปะแล้ว เป้าหมาย คือ มาไหว้พระทำบุญสักหน่อย ก็เลยนั่งเรือข้ามฟากจากท่าเรือปากคลองตลาดมาขึ้นฝั่งที่ท่าเรือวัดกัลยาณ์ ค่าโดยสาร 3 บาท ก็โอเคครับ ระหว่างนั่งอยู่บนเรือก็สามารถเห็นทัศนียภาพสองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นจุดที่ผมเคยมานั่งเฮฮาสมัยตอนเรียนด้วย คิดๆ ไปแล้วก็ขำดี จู่ๆ ก็ได้มารำลึกถึงเรื่อง
ราวในอดีตนิดๆ หน่อยๆ ก็ยังดี
         "วัดกัลยาณ์" นอกจากเป็นวัดเก่าแก่ของไทย ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 แล้ว วัดนี้ยังถือว่าเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวฝั่งธนบุรีอีกด้วย เพราะภายในพระวิหารหลวงประดิษฐาน "พระพุทธไตรรัตนนายก" หรือที่คนจีนเรียกกันติดปากว่า "ซำปอกง" ส่วนคนไทยเรียกว่า "พระโต" หรือ "หลวงพ่อโต" 
        "พระพุทธไตรรัตนนายก" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ องค์พระมีสีเหลืองทองอร่ามทั้งองค์
หน้าตักกว้าง 11.75 เมตร สูง 15.46 เมตร ตัววิหารมีลวดลายอันวิจิตรบรรจง ส่วนภายในวิหารประดับประดาด้วยลวดลายดอกไม้บนผนังและเสา บริเวณหน้าบันก็สลักลายดอกไม้ประดับกระจก ซึ่งพระวิหารหลวงที่นี่ นอกจากเป็นสถาปัตยกรรมก่ออิฐถือปูนแบบไทย หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ที่สวยงามแบบพระวิหารหลวง แต่คงความสวยงามของสถาปัตยกรรมแบบจีน ด้วยหน้าบันปั้นลายดอกไม้ประดับกระเบื้องเคลือบสลับสีลายจีน และมี "โขลนทวาร" ประดับด้วยตุ๊กตาหินศิลปะจีนตั้งเรียงรายอยู่ด้านหน้าพระวิหารหลวงด้วย ส่วนอีกจุดก็คงจะเป็น "หอระฆัง" ซึ่งมีระฆังใบใหญ่ มีหอพระธรรมมณเฑียรเถลิงพระเกียรติ เป็นที่เก็บพระไตรปิฎก พระคัมภีร์ต่างๆ เจดีย์หินทราย และเทพเจ้าจีนให้สักการะกันอีกหลายองค์
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วัดกัลยาณ์ ถือได้ว่าเป็นวัดที่มีการผสมผสานของศิลปะไทย และศิลปะจีนที่หลอมรวมกันไว้ได้อย่างลงตัวแล้ว ยังมีเรื่องบอกเล่าว่า การที่วัดแห่งนี้ชื่อว่า "วัดกัลยาณมิตร" หรือมิตรที่ดีนั้น อาจเป็นเพราะเมื่อเรามากราบไหว้ "พระพุทธไตรรัตนนายก" (ซำปอกง) หรือ "หลวงพ่อโต" ก็เหมือนท่านให้พรว่าจะมีมิตรที่ดีด้วย  ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่างนิยมเข้ามาชื่นชมความงดงาม และสักการะ เพื่อความเป็นสิริมงคลกันอย่างไม่ขาดสาย...!!!
นวย เมืองธน
***********************************************

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

แหล่งเที่ยวคาเมรอนฯ สวรรค์ที่ราบสูงมาเลย์

             ครั้งหนึ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง ผมมีโอกาสเดินทางมาที่รัฐปะหัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรมาเลเซีย ตั้งอยู่ทางชายฝั่งด้านตะวันออก ใกล้กับสนามบินเมืองกลันตัน มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ขุนเขา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อยไปกว่าเกาะต่างๆ และยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง อาทิ อุทยานทามัน เนการา
             ซึ่งเป็นเขตป่าฝนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีกิจกรรมล่องเรือ สำรวจถ้ำ เดินป่า ดูนก ปีนเขา และว่ายน้ำในบ่อน้ำธรรมชาติ และอุทยานแห่งชาติเอ็นเดา-รอมปืน ที่เป็นแหล่งสงวนพันธุ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น แรดสุมาตรา และรัฐปะหัง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกหลายแห่ง คือ เกนติ้ง ไฮแลนด์ หุบเขาแห่งความบันเทิงที่มีสวนสนุกขนาดใหญ่ ที่พักครบวงจรในบรรยากาศเย็นสบายท่ามกลางหุบเขาเก็นติ้ง ที่ผมเคยเขียนถึงมาแล้วครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ ที่รัฐปะหังยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง "คาเมรอน 
ไฮแลนด์" ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1.5 พันเมตร มีจุดสูงสุด คือ ยอดเขาบรินซาง สูงประมาณ 2 พันเมตร ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" และกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวที่นี่ผ่านตัวหนังสือครับ สำหรับที่ราบสูง "คาเมรอน ไฮแลนด์" หรือดินแดนอังกฤษน้อย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่ ที่มีธรรมชาติงดงามของไร่ชา สวนดอกไม้ และสวนผลไม้นานาชนิด ซึ่งหุบเขาคาเมรอนฯ ยังมีโอโซนที่ปลอดโปร่งโล่งมากที่สุดของ
มาเลเซีย และยังมีเกาะสวยงาม แหล่งดำน้ำชั้นเลิศที่เกาะทิโอมัน หาดเตลก เชมพาดัก เป็นหาดทรายขาวทอดตัวยาวชื่อดังและเป็นแหล่งแล่นเรือใบยอดนิยมอีกด้วย
ด้วยความที่คาเมรอนฯ เป็นที่ราบสูงที่ลาดเอียงสวยงาม แถมโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่านสวยงาม มีทัศนียภาพของหุบเขา และหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก ซึ่ง "วิลเลียม คาเมรอน" นักสำรวจและเป็นผู้ค้นพบดินแดนสวยงามแห่งนี้ในปี ค.ศ.1885 จึงได้ตั้งชื่อดินแดนแห่งนี้ว่า "คาเมรอน ไฮแลนด์" เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบนั่นเอง ซึ่งนักสำรวจ คนนี้ได้บรรยายที่แห่งนี้ว่าเป็น "ที่ราบสูงที่ลาดเอียงได้อย่างสวยงาม และโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่าน" และบางคนก็เล่าว่า แรกเริ่มเดิมที มีบรรดาเจ้าของไร่ชา และเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยที่กำลังมองหาสถานที่ที่มีอากาศเย็นสบาย สงบเงียบ และเป็นส่วนตัว ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ในที่ราบสูงคาเมรอนฯ แห่งนี้ ต่อมาจากนั้นไม่นาน ชาวจีก็เข้ามาทำไร่ ปลูกสวนผักต่างๆ พร้อมๆ กับการพัฒนาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น
สิ่งปลูกสร้าง ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท รวมถึงร้านอาหารและขายของที่ระลึกมากมาย
    สำหรับคาเมรอนฯ มีการบอกเล่าว่า เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของมาเลเซีย ที่เป็นที่อยู่อาศัยของดอกไม้นานาพันธุ์ และสัตว์ประจำถิ่นจำนวนมาก ที่มีพืชมากกว่า 700 สายพันธุ์ ที่เติบโตที่นี่ ซึ่งแหล่งที่เป็นที่รู้จัก คือ การปลูกชา, ฟาร์มผัก และแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ดอก รูปแบบป่าทางธรรมชาติจะอยู่ในระบบนิเวศน์และรอบๆ ตัวเมือง นอกจากดอกไม้นานาพันธุ์แล้ว แถบนี้ยังเป็นที่พักพิงของสัตว์ นก สัตว์เลื้อยคลานและ
แมลงนานาชาติ อาทิ กระซู่, เลียงผา, นกยูง, ไก่ฟ้าภูเขา, นกเดินดง หรือนกมาลายัน ที่ผิวปากได้ โดยสัตว์เหล่านี้เคยถูกบันทึกรายชื่อไว้ที่ IUCN 2004 ว่าเป็นชนิดสัตว์ที่ถูกคุกคามอีกด้วย คาเมรอนฯ ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธ์ที่เป็นที่รู้จักของชนพื้นเมือง หรือโอแรง แอสรี จะอาศัยอยู่ในป่า แม้วิถีชีวิตของชนพื้นเมืองจะดูล้าหลัง แต่ระยะหลังชนพื้นเมืองได้ย้ายเข้าไปใกล้เมืองมากขึ้น แต่ก็มีบางคนชอบอยู่ป่าที่เป็นบ้านเกิดของตนเอง
วันที่มาตะลอนฯ หากไม่มาเยือนไร่ชา และดื่มชาที่นี่ ก็ดูเหมือนว่าจะยังมาไม่ถึง
คาเมรอนฯ น่ะ ซึ่งก็มีไร่ชาอยู่หลายแห่ง ภายในไร่ชาก็จะมีจุดชมวิว จุดถ่ายรูปไร่ชาอันกว้างใหญ่สวยงาม เพราะมีการจัดตกแต่งภูมิทัศน์อย่างสวยงาม รวมถึงมีร้านขายของที่ระลึกที่เน้นชาสารพัด และร้านอาหาร เครื่องดื่ม มีมุมระเบียงเป็นไฮไลท์ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปไร่ชาในมุมสวยๆ จนอิ่มเอมกันทีเดียว แน่นอนว่าผมเองต้องไม่พลาดที่จะถ่ายรูปตัวเองกับไร่ชาไว้เป็นที่ระลึกเช่นกัน อ่อ...การมาเยือนไร่หรือฟาร์มสตอเบอร์รี่ที่มีอยู่หลายแห่ง ก็ถือเป็นไฮไลท์ ของการมาคาเมรอนฯ เช่นกัน ซึ่งไร่สตอเบอร์รี่บางแห่งก็เปิดให้นัก
ท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปเก็บสตรอเบอร์รี่สดๆ จากต้นได้เลยครับ ตามราคาที่ทางสวนเค้ากำหนดไว้ และวันนั้นผมมาที่ "กรีนวิว การ์เด้นท์" ไกด์พามาแวะซื้อขนมที่ทำจากสตอเบอร์รี่ บางคนบอกว่าช็อคโกแลตสตอเบอร์รี่อร่อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่คาเมรอนฯ ไม่ว่าไร่ชา หรือไร่สตอเบอร์รี่ เค้าจะทำเป็นธุรกิจครบวงจร เพื่อนักท่องเที่ยวจริงๆ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บางแห่งมีทั้งโรงแรม รีสอร์ท อยู่ภายในที่เดียวกันอีกด้วย และปัจจุบันที่ประเทศไทยก็มีธุรกิจคล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน ที่มีการเปิดร้านขายของ เปิดไร่ให้
นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติ ชมแหล่งปลูกพืชผักกัน
ส่วนตลาดพื้นบ้านที่คาเมรอนฯ เป็นอีกแห่งที่ผมได้มาเดินชมตลาด ซึ่งก็คล้ายๆ กับตลาดพื้นบ้านทั่วไป เพราะเป็นตลาดตั้งแผง ตั้งร้านริมถนน มีของแบกับดินขายกันก็มี ถือได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่ก็ว่าได้ ทำให้อดคิดถึงกลิ่นไอของตลาดชนบทหลายๆ แห่งของไทยไม่ได้จริงๆ สรุปคือ เริ่มคิดถึงประเทศไทยของผมแล้วน่ะฮ่าๆ อยากกลับบ้านสิน่ะ ตลาดพื้นบ้านที่คาเมรอนฯ แห่งนี้ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มีผัก ผลไม้ ชนิดๆ ต่างๆ มาวางขาย


มากมาย อ่อ...ดอกไม้นานาชนิดก็มี ขนมต่างๆ บางอย่างก็ดึงดูดความสนใจพอสมควร ร้านขายของชำต่างๆ ภายในตลาดก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกับร้านมินิมาร์ท หรือร้านสะดวกซื้อติดแอร์อย่างสิ้นเชิงจริงๆ พอเดินทอดน่องดูสินค้าพื้นบ้านที่ตลาดแห่งนี้แล้วรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกเลยน่ะ
นอกจากนี้ ที่คาเมรอนฯ แห่งนี้ ยังเป็นตำนานลึกลับของการหายตัวไปของ "จิม ทอมป์สัน" ราชาผ้าไหมไทย นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงจากการทำธุรกิจผ้าไหมในประเทศไทย และก่อตั้ง
บริษัท จิม ทอมป์สันขึ้น โดยมีการบอกเล่าว่า ช่วงตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1967 "จิม"  ได้หายตัวไปจากโรงแรมแห่งหนึ่งบนคาเมรอนฯ โดยไม่มีใครทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุด และไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขานับแต่นั้นมา มีเพียงพยานรู้เห็นว่าเขาเดินออกจากกระท่อมที่พักตามปกติ แล้วไม่กลับมาอีกเลย บ้างก็ว่าถูกโจรฆ่าตาย หรือเป็นแผนร้ายของคู่แข่งทางธุรกิจ ฯลฯ "จิม" ได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไหมไทย และเรือนไทยไม้สัก ที่ปัจจุบันกลายเป็น
"พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน" ตั้งอยู่เลขที่ 6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมีการรวบรวมศิลปวัตถุของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ อยู่ในความดูแลของมูลนิธิจิม ทอมป์สัน และเคยได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี พ.ศ.2539 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในปี พ.ศ.2544 เรื่องราวของ "จิม" เคยถูกนำมาสร้างเป็น


ภาพยนตร์ ฉายทางโทรทัศน์
      "จิม ทอมป์สัน" จึงนับว่าเป็นบุคคลสามัญคนแรกที่พัฒนากิจการทอผ้าพื้นเมืองของไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเยือนคาเมรอนฯ ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีอากาศโล่งโปร่งสบายมากที่สุดของมาเลเซียแล้ว ผมยังได้เก็บเกี่ยวเรื่องราว และประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันคาเมรอนฯ ยังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวชมพื้นที่เพาะปลูกชา สวนผักผลไม้ต่างๆ ถือได้ว่ามีเส้นทางการเดินทางทัศนาจร
ที่ดีที่สุดของมาเลเซีย ซึ่งเส้นทางการท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นจากเมืองทาปาห์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขา จากนั้นมุ่งหน้าสู่ยอดเขา และมีบริการที่พักที่สะดวกสบาย รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้ง ทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้คาเมรอนฯ กลายเป็นปลายทางที่สุดพิเศษ ไม่เหมือนสถานที่ใดในโลกก็ว่าได้..!!!
                                                              นวย เมืองธน
******************************************