วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ย้อนรอยข้าวหาย มหากาพย์ทุจริต

              ช่วงนี้เรื่องของข้าวกลายเป็น "ข่าวฮอต" ตามสื่อต่างๆ มากมาย ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ รวมถึงเว็บไซต์ต่างๆ ต่างเกาะติดประเด็นที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะยื่นฟ้อง"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าว สมัยที่เป็น "นายกรัฐมนตรี" 
         ขณะที่มีกระแสข่าวสำนักงานอัยการสูงสุดระบุถึงการฟ้องคดี "น.ส.ยิ่งลักษณ์"  ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ว่าจะมีการนำสำนวนยื่นฟ้อง "อดีตนายกรัฐมนตรี" ในวันนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ เป็นระบบไต่สวน สามารถยื่นสำนวนฟ้องโดยไม่จำเป็นต้องนำตัว "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ไปส่งฟ้องศาลในวันนั้นก็ได้ เพียงแต่ต้องยืนยันที่อยู่ภูมิลำเนาให้ชัดเจน
ล่าสุด "ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ" ประธานคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาระบุถึงความคืบหน้าในการส่งสำนวนอาญาคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบให้แก่อัยการสูงสุด (อสส.) ว่าทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เพื่อให้เรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าวกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งต้องชดใช้ค่าเสียหาย จากนั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 จะส่งสำนวนการไต่สวนในคดีอาญากล่าวหา "บุญทรง เตริยาภิรมย์" อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 21
ราย ซึ่งมีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และบริษัทเอกชนไปให้กับอัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็น "ข่าวฮอต" เรื่องหนึ่งที่สังคมและประชาชนกำลังให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องครับ
ผมหยิบเรื่องราว "โครงการรับจำนำข้าว" มาเขียนถึง เพราะช่วงประมาณเกือบๆ ปลายเดือนธันวาคม ปี 2557 ที่ผ่านมา จะเรียกว่าควันหลง หรือย้อนรอย ก็ว่าได้น่ะ

เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่โกดังเก็บข้าวแห่งหนึ่ง (ฟีนิกซ์ อกริเทคฯ) ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งครั้งนั้น "ประยงค์ ปรียาจิตต์" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว" ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) "พ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู" ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 (ผบ.ปตอ.2) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักตรวจเงินแผ่นดิน จังหวัดปทุมธานี (สตง.) สนธิกำลังกว่า 50 นาย เข้าตรวจสอบโกดังเก็บข้าวดังกล่าว เนื่องจากพบว่าข้าวหายไปนับแสนกระสอบ จนกลายเป็นข่าวครึกโครมอย่างมากในช่วงนั้น
ครั้งนั้น "ประยงค์ ปรียาจิตต์"  เลขาฯ ป.ป.ท. บอกว่า ภายหลังการตรวจสอบข้าวในโกดังเก็บข้าวของบริษัทดังกล่าว พบว่ามีข้าวหายไป 3 ครั้ง รวมกว่าแสนกระสอบ แถมโกดังยังใส่
กุญแจไม่ครบตามระเบียบที่กำหนดไว้ในสัญญา ที่สำคัญจากการตรวจสอบข้าวในคลังดังกล่าวตามที่แจ้งจำนวน 10 กอง พบว่ามี 7 กองทำนั่งร้านล้อมกองข้าวไว้ 7 กอง เพื่ออำพรางทำให้ตรงกลางโปร่ง โดยข้าว 1 กอง จะมีประมาณ 2 หมื่นกระสอบ แต่ขณะเดียวกันพบว่าข้าว 2 กองหายไปทั้งหมด ส่วนอีก 1 กอง ยังพอมีข้าวบางส่วนหลงเหลืออยู่บ้าง และการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุม ถ้าหากมีข้าราชการฝ่ายใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดครั้งนี้
เลขาฯ ป.ป.ท. บอกอีกว่า การตรวจสอบหลังจากนี้ ทาง ป.ป.ท.จะตรวจสอบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดรู้เห็น และดูว่าทำไมเจ้าหน้าที่ หรือคนเฝ้าที่เป็นผู้ถือกุญแจ ถึงไม่รู้ว่ามีการขนนั่งร้านเข้ามาในโกดัง และทำไมถึงไม่รู้ว่ามีข้าวหายไป รวมถึงผู้บังคับบัญชา ซึ่งดูแลในส่วนโกดังดังกล่าวได้มีการดำเนินการใดๆ หรือไม่ พนักงานสอบสวนที่ดำเนินคดีได้ดำเนินการคลอบคลุมหรือไม่ และทาง ป.ป.ท.จะตั้งอนุกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่ง ป.ป.ท.จะเร่งตรวจสอบให้เร็วที่สุด


         "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว" ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บอกว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในโกดังคลังสินค้าขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าข้าวหายอย่างเป็นระบบ และเป็นการหายซ้ำ หายซ้อนหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติที่พบเห็นหลายอย่าง อาทิ วิธีการนำนั่งร้านมาตั้งไว้ตรงกลาง แล้วเอาข้าวมากองล้อมนั่งร้านอำพรางจำนวนข้าวที่หายไปอีกที ส่วนเจ้าของผู้เช่าโกดังก็นำกุญแจมาคล้องโกดังเอง ซึ่งผิดเงื่อนไขสัญญา
ให้เช่าคลังสินค้าที่ทำกับ อ.ต.ก. นอกจากนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 33 โกดังที่ตรวจสอบว่าข้าวหายนั้น ประกอบไปด้วย จ.พิจิตร 16 โกดัง, เชียงราย 5 โกดัง, สุรินทร์ 5 โกดัง, เพชรบูรณ์ 3 โกดัง และชัยนาท ศรีสะเกษ ลำปาง ลำพูน อย่างละ 1 โกดัง ได้ดำเนินการใดๆ หรือไม่ ภายหลังพบว่ามีข้าวหาย ตลอดจนได้มีการป้องกันหรือไม่
      "ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง" บอกอีกว่า ส่วนโกดังข้าวอีกกว่า 130 โกดังที่ "ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล" รัฐมนตรีประจำสำนักนายก
รัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงานในการดำเนินการตรวจสอบพบความผิดปกติทั้งปริมาณและคุณภาพนั้น ซึ่งจะได้มีการหารือกับ อ.ต.ก.และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่าได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของ อ.ต.ก.กับ อคส. ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรง
ขณะที่ข้อมูลจากคณะทำงานตรวจสอบข้าวหายดังกล่าว ระบุว่า เรื่องนี้เป็นไปได้ว่าจะต้องมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นระหว่างคนของรัฐและเอกชน เพราะมีตัวละครจำนวน
หนึ่งเข้าไปพัวพันกับข้าวหายด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธุ์ระหว่าง "เสี่ยบริษัทแห่งหนึ่ง" ที่เป็นคนจ่ายเงินจำนวน 8 ล้านบาทให้ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ รวมถึงจ่ายเงินให้กับคนที่ทำหน้าที่เซอร์เวย์เยอร์
ส่วนจะเกี่ยวพันกับการที่เจ้าหน้าที่ อ.ต.ก.แจ้งความดำเนินคดีโกดังเพียง 33 แห่ง ซึ่งเคยมีการตรวจสอบเและพบความผิดปกติแล้ว ส่วนอีก 40 โกดัง ทาง อ.ต.ก.ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี เพียงแต่แจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อทราบเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลพบว่าทำไมบริษัทบางแห่งได้ทำสัญญาเช่า
โกดังในราคาเดือนละ 3.6 แสนบาท แต่ทำสัญญาให้ อ.ต.ก.เช่าเพียงเดือนละ 3.2 แสนบาท ถือเป็นเรื่องผิดปกติว่าเหตุใดจึงลงทุนทำธุรกิจทั้งที่ขาดทุน จึงถือเป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของสังคม
 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในอดีตที่ผ่านมาอาชีพชาวนาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และมีการศึกษาต่ำ แถมส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติว่า อาชีพชาวนา เป็นอาชีพที่ลำบาก และชาวนาเองก็มีฐานะยากจน จึงไม่อยากส่งเสริมให้ลูกหลานมาเป็นชาวนาเหมือนรุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพราะคนที่ร่ำรวยส่วน
ใหญ่จะเป็นนายทุน และเจ้าของโรงสีเท่านั้น
              แต่ยุคปัจจุบันเรื่องของข้าวและชาวนาไทยกลับกลายเป็น "มหากาพย์ทุจริต" ที่ขายหน้าไปทั่วโลก เพราะมีการโยงใยไปถึง "นักการเมือง" ที่หากินบน "กระดูกสันหลังของชาวนา" การสำนึกบุญคุณคนปลูกข้าวอย่างชาวนา จึงใช้ไม่ได้กับข้าราชการบางคน กลุ่มทุน และนักการเมือง...!!! 
************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น