วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อส.ชายแดนใต้ ฝึกเพิ่มเขี้ยวเล็บ

        วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน (อส.) และวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 61 ปี กองอาสารักษาดินแดน "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" รมว.มหาดไทย ในฐานะ "นายกองใหญ่" กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธี โดยมี "นายกองเอกกฤษฎา บุญราช" อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน นำข้าราชการฝ่ายปกครอง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนให้การต้อนรับ นอกจากนี้ "พล.อ.อนุพงษ์" ยังมอบโล่ห์รางวัลให้กับ อส. ณ สโมสรกองทัพบก อีกด้วย
          ในสมัยโบราณยุคก่อน พ.ศ.2454 เมื่อเกิดภาวะสงครามจะมีราษฎรที่ไม่ใช่ทหารรวมตัวกันต่อสู้กับข้าศึกเพื่อรักษาแผ่นดิน อาทิ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศึกบางระจัน ชาวบ้านบางระจันที่ไม่ใช่ทหารพยายามต่อสู้กับพม่าจนสิ้นกำลัง ประมาณ พ.ศ.2308-2309 สมัยการสู้รบที่เมืองถลาง จังหวัดภูเก็ต คุณหญิงจันและนางมุก หรือท้าวเทพกษัตรี และท้าวศรีสุนทร สมัยกู้อิสรภาพเมืองนครราชสีมา โดยการนำของคุณหญิงโม หรือท้าวสุรนารี

           สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากองเสือป่าขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2454 เป็นกองพลอาสาสมัครเพื่ออบรมข้าราชการและประชาชนให้รู้จักรักชาติ รู้จักหน้าที่ในการป้องกันรักษาประเทศชาติระยะตั้งแต่ พ.ศ.2454-2487 มีความพยายามที่จะจัดตั้งหน่วยพลเรือนอาสาขึ้นให้เป็นระบบ ทั้งในยามปกติและสงคราม มีการนำแนวคิดจากต่างประเทศมาใช้หลังจากมีการจัดตั้งกองเสือป่าขึ้น สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายก
รัฐมนตรี ได้มีพระราชบัญญัติกำหนดหน้าที่คนไทยในเวลารบ พ.ศ.2481 และพระราชบัญญัติให้อำนาจในการเตรียมการป้องกันประเทศ พ.ศ.2484 ขึ้น เพื่อฝึกอบรมคนไทยให้รู้จักหน้าที่ในการที่จะป้องกันรักษาประเทศชาติในเวลาสงคราม โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการ
กระทั่ง พ.ศ.2497 ถึงปัจจุบัน ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2497 ทำให้การดำเนินการด้านพลเรือนอาสามีรูปแบบและระบบที่
ชัดเจน ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี จึงเป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน
ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อาสารักษาดินแดน" หรือ อส. มาเขียนถึง เพราะจำได้ว่าครั้งหนึ่งจะเรียกว่าควันหลงก็ได้น่ะ ช่วงที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะของกรมการปกครอง เพื่อดูความพร้อมของ อส. ในการรับภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีโอกาสไปเยี่ยมชมการฝึก อส.จำนวน 900 นาย ที่กอง
กำกับการ 9 กองบังคับการฝึกพิเศษ ค่ายท่านมุก (หน่วยฝึก ตชด.) อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่ง อส.แม้จะได้รับการฝึกฝนยุทธวิธีการรบต่างๆ จากที่โรงเรียนการกำลังสำรอง ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ กองทัพบก อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาแล้วก็ตาม แต่เพื่อให้ อส.มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องมาฝึกเพิ่มเติมอีก
นอกจากนี้ คนที่จะเข้ามาเป็น อส.จะต้องเป็นคนในพื้นที่หรือในตำบลนั้นเท่านั้น ซึ่งการขอเพิ่มอัตรากำลัง อส.ลักษณะนี้ จึงถือเป็นการหาแนวร่วม โดยมีเงินค่า
ตอบแทนให้ เพราะมีการตั้งงบประมาณเบิกจ่ายตรง และแต่ละรุ่นจะได้รับการฝึกฝนยุทธวิธีการรบต่างๆ และการใช้อาวุธชนิดต่างๆ เพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายปกครองในการรองรับภารกิจต่อจากฝ่ายทหารที่ค่อยๆ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่สถานการณ์เบาบาง หรือพื้นที่สีเขียว แล้วให้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก และมีทหารเป็นหน่วยสนับสนุน
ครั้งนั้น "พ.ต.อ.สถาพร แก้วสนิท" ผู้กำกับการ 9 กอง
บังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในฐานะเป็นผู้ดูและและควบคุมการฝึก อส.ดังกล่าว บอกว่า นอกจากการฝึกยุทธวิธีให้กับ อส.แล้ว ทาง ตชด.ก็ยังเพิ่มเติมเรื่องของหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหลักสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขในการสร้างสถานการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าผู้เข้ารับการฝึกจะได้นำเอาความรู้ ความชำนาญไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติงาน และนำความ
สันติสุขสู่พื้นที่ ซึ่งการฝึกแต่ละสถานีเราได้วิเคราะห์ และนำมาประยุกต์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกนำไปปฏิบัติ สิ่งไหนที่จะต้องใช้มากในการปฏิบัติหน้าที่ประจำวัน เราก็จะจำลองสถานการณ์ตรงนั้นมาเป็นสถานีฝึก และจะใกล้เคียงกับการปฏิบัติงานจริงๆ ทั้งการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด วิธีการตรวจค้นรถ ค้นบุคคล การปิดล้อมเป้าหมาย การซุ่มโจมตี ทั้งแนวรุกและแนวรับ
         สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้บริหารในส่วนยุทธการและการข่าว กองบัญชาการอาสารักษาดินแดน กรมการปกครองว่า การฝึก อส.เพื่อเตรียมพร้อมรับภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากสมาชิก อส.ภาคใต้ถือเป็นกำลังหลักของฝ่ายปกครอง มีภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในเชิงรุกอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดย อส.จะต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้ อส.ชุดใหม่เข้ารับการอบรมในโครงการฝึกทบทวนยุทธวิธีที่หน่วยฝึก ตชด. ค่ายท่านมุก เพื่อเป็นการเพิ่มพูน
ศักยภาพและขีดความสามารถของ อส. เพื่อทำให้ อส.เรียนรู้ยุทธวิธีต่างๆ อาทิ การตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย และยาเสพติด, การเผชิญเหตุในการปะทะกันด้วยอาวุธปืน, การปิดล้อมพื้นที่ ฯลฯ จากครูฝึกตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้กับสมาชิก อส.ในการปฏิบัติหน้าที่
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครั้งนั้น ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประจำกองร้อย อส.ที่ 8. อ.เทพา จ.สงขลา คนหนึ่งที่เข้ารับการฝึกที่ค่ายแห่งนี้ โดย อส.นายนี้ บอกว่า จากการฝึกครั้งนี้
ถือว่าได้ความรู้หลายเรื่อง และเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งวิธีป้องกันตัว การตั้งด่าน การสกัด อาทิ การถูกแย่งปืนจะแก้ปัญหาอย่างไร หรือแย่งปืนคนร้ายจะทำอย่างไร กรณีถูกซุ่มโจมตีป้องกันตัวอย่างไร ฯลฯ และจากการเข้ารับการฝึกที่ค่ายแห่งนี้ ตนก็พร้อมที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จริง และอยากจะเชิญชวนพี่ๆ น้องๆ ที่รักประเทศชาติ อยากให้เข้ามาเป็น อส. เพื่อดูแลพื้นที่ถิ่นเกิดและประเทศของเรา ดีกว่าไปติดยาเสพติด เพราะปลายด้ามขวานของเรากำลังมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้น...
              ครั้งนั้นการฝึก อส.จึงเปรียบเสมือนการเสริมเขี้ยวเล็บ อส.ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยสนับสนุนกำลังหลักอย่างทหารและตำรวจ เพื่อดูแลความสงบจังหวัดชายแดนใต้...!!!
             นวย เมืองธน
*********************************************

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ย้อนรอยข้าวหาย มหากาพย์ทุจริต

              ช่วงนี้เรื่องของข้าวกลายเป็น "ข่าวฮอต" ตามสื่อต่างๆ มากมาย ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ รวมถึงเว็บไซต์ต่างๆ ต่างเกาะติดประเด็นที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะยื่นฟ้อง"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในโครงการรับจำนำข้าว สมัยที่เป็น "นายกรัฐมนตรี" 
         ขณะที่มีกระแสข่าวสำนักงานอัยการสูงสุดระบุถึงการฟ้องคดี "น.ส.ยิ่งลักษณ์"  ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 ว่าจะมีการนำสำนวนยื่นฟ้อง "อดีตนายกรัฐมนตรี" ในวันนั้นอย่างแน่นอน เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ เป็นระบบไต่สวน สามารถยื่นสำนวนฟ้องโดยไม่จำเป็นต้องนำตัว "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ไปส่งฟ้องศาลในวันนั้นก็ได้ เพียงแต่ต้องยืนยันที่อยู่ภูมิลำเนาให้ชัดเจน
ล่าสุด "ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ" ประธานคณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาระบุถึงความคืบหน้าในการส่งสำนวนอาญาคดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยมิชอบให้แก่อัยการสูงสุด (อสส.) ว่าทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เพื่อให้เรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าวกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งต้องชดใช้ค่าเสียหาย จากนั้นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 จะส่งสำนวนการไต่สวนในคดีอาญากล่าวหา "บุญทรง เตริยาภิรมย์" อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 21
ราย ซึ่งมีทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และบริษัทเอกชนไปให้กับอัยการสูงสุดพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็น "ข่าวฮอต" เรื่องหนึ่งที่สังคมและประชาชนกำลังให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องครับ
ผมหยิบเรื่องราว "โครงการรับจำนำข้าว" มาเขียนถึง เพราะช่วงประมาณเกือบๆ ปลายเดือนธันวาคม ปี 2557 ที่ผ่านมา จะเรียกว่าควันหลง หรือย้อนรอย ก็ว่าได้น่ะ

เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่โกดังเก็บข้าวแห่งหนึ่ง (ฟีนิกซ์ อกริเทคฯ) ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลบางกะดี อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งครั้งนั้น "ประยงค์ ปรียาจิตต์" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว" ผบ.สำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) "พ.อ.พัลลภ เฟื่องฟู" ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 2 (ผบ.ปตอ.2) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากคลองรังสิต จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักตรวจเงินแผ่นดิน จังหวัดปทุมธานี (สตง.) สนธิกำลังกว่า 50 นาย เข้าตรวจสอบโกดังเก็บข้าวดังกล่าว เนื่องจากพบว่าข้าวหายไปนับแสนกระสอบ จนกลายเป็นข่าวครึกโครมอย่างมากในช่วงนั้น
ครั้งนั้น "ประยงค์ ปรียาจิตต์"  เลขาฯ ป.ป.ท. บอกว่า ภายหลังการตรวจสอบข้าวในโกดังเก็บข้าวของบริษัทดังกล่าว พบว่ามีข้าวหายไป 3 ครั้ง รวมกว่าแสนกระสอบ แถมโกดังยังใส่
กุญแจไม่ครบตามระเบียบที่กำหนดไว้ในสัญญา ที่สำคัญจากการตรวจสอบข้าวในคลังดังกล่าวตามที่แจ้งจำนวน 10 กอง พบว่ามี 7 กองทำนั่งร้านล้อมกองข้าวไว้ 7 กอง เพื่ออำพรางทำให้ตรงกลางโปร่ง โดยข้าว 1 กอง จะมีประมาณ 2 หมื่นกระสอบ แต่ขณะเดียวกันพบว่าข้าว 2 กองหายไปทั้งหมด ส่วนอีก 1 กอง ยังพอมีข้าวบางส่วนหลงเหลืออยู่บ้าง และการลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุม ถ้าหากมีข้าราชการฝ่ายใดที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำผิดครั้งนี้
เลขาฯ ป.ป.ท. บอกอีกว่า การตรวจสอบหลังจากนี้ ทาง ป.ป.ท.จะตรวจสอบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่ รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดรู้เห็น และดูว่าทำไมเจ้าหน้าที่ หรือคนเฝ้าที่เป็นผู้ถือกุญแจ ถึงไม่รู้ว่ามีการขนนั่งร้านเข้ามาในโกดัง และทำไมถึงไม่รู้ว่ามีข้าวหายไป รวมถึงผู้บังคับบัญชา ซึ่งดูแลในส่วนโกดังดังกล่าวได้มีการดำเนินการใดๆ หรือไม่ พนักงานสอบสวนที่ดำเนินคดีได้ดำเนินการคลอบคลุมหรือไม่ และทาง ป.ป.ท.จะตั้งอนุกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่ง ป.ป.ท.จะเร่งตรวจสอบให้เร็วที่สุด


         "พ.ต.ท.พงษ์อินทร์ อินทรขาว" ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บอกว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้าวในโกดังคลังสินค้าขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าข้าวหายอย่างเป็นระบบ และเป็นการหายซ้ำ หายซ้อนหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีความผิดปกติที่พบเห็นหลายอย่าง อาทิ วิธีการนำนั่งร้านมาตั้งไว้ตรงกลาง แล้วเอาข้าวมากองล้อมนั่งร้านอำพรางจำนวนข้าวที่หายไปอีกที ส่วนเจ้าของผู้เช่าโกดังก็นำกุญแจมาคล้องโกดังเอง ซึ่งผิดเงื่อนไขสัญญา
ให้เช่าคลังสินค้าที่ทำกับ อ.ต.ก. นอกจากนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 33 โกดังที่ตรวจสอบว่าข้าวหายนั้น ประกอบไปด้วย จ.พิจิตร 16 โกดัง, เชียงราย 5 โกดัง, สุรินทร์ 5 โกดัง, เพชรบูรณ์ 3 โกดัง และชัยนาท ศรีสะเกษ ลำปาง ลำพูน อย่างละ 1 โกดัง ได้ดำเนินการใดๆ หรือไม่ ภายหลังพบว่ามีข้าวหาย ตลอดจนได้มีการป้องกันหรือไม่
      "ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง" บอกอีกว่า ส่วนโกดังข้าวอีกกว่า 130 โกดังที่ "ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล" รัฐมนตรีประจำสำนักนายก
รัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะทำงานในการดำเนินการตรวจสอบพบความผิดปกติทั้งปริมาณและคุณภาพนั้น ซึ่งจะได้มีการหารือกับ อ.ต.ก.และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ว่าได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของ อ.ต.ก.กับ อคส. ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรง
ขณะที่ข้อมูลจากคณะทำงานตรวจสอบข้าวหายดังกล่าว ระบุว่า เรื่องนี้เป็นไปได้ว่าจะต้องมีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นระหว่างคนของรัฐและเอกชน เพราะมีตัวละครจำนวน
หนึ่งเข้าไปพัวพันกับข้าวหายด้วย โดยเฉพาะความสัมพันธุ์ระหว่าง "เสี่ยบริษัทแห่งหนึ่ง" ที่เป็นคนจ่ายเงินจำนวน 8 ล้านบาทให้ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ รวมถึงจ่ายเงินให้กับคนที่ทำหน้าที่เซอร์เวย์เยอร์
ส่วนจะเกี่ยวพันกับการที่เจ้าหน้าที่ อ.ต.ก.แจ้งความดำเนินคดีโกดังเพียง 33 แห่ง ซึ่งเคยมีการตรวจสอบเและพบความผิดปกติแล้ว ส่วนอีก 40 โกดัง ทาง อ.ต.ก.ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี เพียงแต่แจ้งความไว้เป็นหลักฐานเพื่อทราบเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลพบว่าทำไมบริษัทบางแห่งได้ทำสัญญาเช่า
โกดังในราคาเดือนละ 3.6 แสนบาท แต่ทำสัญญาให้ อ.ต.ก.เช่าเพียงเดือนละ 3.2 แสนบาท ถือเป็นเรื่องผิดปกติว่าเหตุใดจึงลงทุนทำธุรกิจทั้งที่ขาดทุน จึงถือเป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความสนใจของสังคม
 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในอดีตที่ผ่านมาอาชีพชาวนาส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และมีการศึกษาต่ำ แถมส่วนใหญ่ยังมีทัศนคติว่า อาชีพชาวนา เป็นอาชีพที่ลำบาก และชาวนาเองก็มีฐานะยากจน จึงไม่อยากส่งเสริมให้ลูกหลานมาเป็นชาวนาเหมือนรุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพราะคนที่ร่ำรวยส่วน
ใหญ่จะเป็นนายทุน และเจ้าของโรงสีเท่านั้น
              แต่ยุคปัจจุบันเรื่องของข้าวและชาวนาไทยกลับกลายเป็น "มหากาพย์ทุจริต" ที่ขายหน้าไปทั่วโลก เพราะมีการโยงใยไปถึง "นักการเมือง" ที่หากินบน "กระดูกสันหลังของชาวนา" การสำนึกบุญคุณคนปลูกข้าวอย่างชาวนา จึงใช้ไม่ได้กับข้าราชการบางคน กลุ่มทุน และนักการเมือง...!!! 
************************************

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แม่น้ำโขงปลอดภัย 4 ชาติลุยยาเสพติด

            "แม่น้ำโขง" ถือเป็นแม่น้ำสำคัญที่ไหลผ่านพื้นที่ 6  ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน, เมียนมา, สปป.ลาว, ไทย. กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งมีเส้นทางลำน้ำโขงหลายช่วงที่ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ โดยเฉพาะเส้นทางช่วงที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศจีน, เมียนมา, สปป.ลาว, และไทย 
          ส่วนสถานการณ์ยาเสพติดในลุ่มน้ำโขงแถบนี้ จากข้อมูลพบว่าเส้นทางลำน้ำโขงแถบนี้ ขบวนการค้ายาเสพติดได้ใช้เป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติด และส่วนใหญ่จะซุกซ่อนยาเสพติดมากับเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติจีน และสปป.ลาว โดยจะแวะรับยาเสพติด ที่ท่าเรือสบหลวย อยู่ในเขตปกครองพิเศษที่ 4 เมืองลา รัฐฉาน ของชนกลุ่มน้อย พันธมิตรเมืองลา (NDAA) ที่มีการเจรจาหยุดยิงกับทหารเมียนมา ก่อนจะนำยาเสพติดมาส่งที่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งสปป.ลาวหรือเมียนมา ก่อนจะลำเลียงเข้าสู่ประเทศไทย
  ช่วงกลางๆ เดือนมกราคม ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในพิธีเปิดศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย หรือ Safe Makong Coordination Center (SMCC) ณ ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย ตำบลช้างเผือก อ.เมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.กระทรวงยุติธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ฯ พร้อมด้วย "เพิ่มพงษ์ เชาวลิต" เลขาธิการป.ป.ส. "อัน กว๋าจุน" รองเลขาธิการคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดแห่งชาติ ประเทศสาธารณรัฐ
ประชาชนจีน "บุนปอน สิริวง" รองเลขาคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อตรวจตราและควบคุมยาเสพติด สปป.ลาว และพ.ต.อ.มิ้น เต็ง รองเลขาธิการร่วมคณะกรรมการกลางเพื่อการควบคุมยาเสพติด เมียนมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธีเปิดศูนย์ดังกล่าวด้วย
"พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.กระทรวงยุติธรรม บอกว่า ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย จัดตั้งขึ้นโดยสานต่อการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศในโครงการปฏิบัติการสืบสวนร่วมต่อต้านเครือข่ายการค้ายาเสพติดตาม
ลุ่มน้ำโขงภายใต้ชื่อ "ปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัย ระยะที่  2" มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านการข่าวสำหรับ 4 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ประเทศจีน, ลาว, เมียนมา, และไทย ในการรวบรวมข้อมูลยาเสพติดของแต่ละประเทศและระหว่างประเทศ สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เป็นเวทีในการระดมสมองเพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติและประสานข้อมูลในทางลับเพื่อสกัดกั้นจับกุมนักค้ายาเสพติดที่ลักลอบลำเลียงขนยาเสพติดผ่านประเทศสมาชิกและนำไปสู่การทำลายแหล่ง
ผลิตต้นตอของขบวนการให้ได้ในที่สุด ซึ่งรัฐบาลของมิตรประเทศทุกประเทศได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนประเทศไทยในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมทั้งความร่วมมือแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ทุกประเทศมีร่วมกันในภูมิภาค แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลของทุกประเทศตระหนักถึงปัญหายาเสพติดระหว่างประเทศ และเอาใจใส่ร่วมมือกับประเทศอื่นอย่างเต็มที่ เพื่อกำจัดวงจรปัญหายาเสพติดในภาพรวม
"รมว.กระทรวงยุติธรรม" บอกอีกว่า รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา"
นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในความร่วมมือกับมิตรประเทศเรื่องการปราบปรามยาเสพติด และการดำเนินการต่อพื้นที่ปัญหาร่วมอย่างพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดสำคัญแหล่งหนึ่งของโลกมาเป็นเวลานาน การที่ปัญหายาเสพติดจากสามเหลี่ยมทองคำคงอยู่ต่อเนื่องมาหลายสิบปีไม่ใช่เพราะการละเลย แต่เป็นเพราะความซับซ้อนของปัญหาในพื้นที่ และภูมิประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานแก้ไขปัญหายาเสพติดของทุกประเทศ ซึ่งไม่มีประเทศใดที่จะสามารถเอาชนะปัญหายาเสพติดได้โดยลำพัง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดของทุกประเทศ
"ประเทศไทยหวังอย่างยิ่งที่จะได้รับความร่วมมือของทั้ง 4 ประเทศ ภายใต้แผนปฏิบัติการนี้ มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม และมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และประเทศไทยพร้อมที่จะสนับสนุนช่วยเหลือสิ่งจำเป็นต่างๆ ต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้กับทุกประเทศ เพื่อจะทำให้ภูมิภาคนี้หมดสิ้นภัยของปัญหายาเสพติด และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 30 ล้านบาท เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในการสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้กับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย" รมว.กระทรวงยุติธรรม กล่าว
          "เพิ่มพงษ์ เชาวลิต" เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกว่า "ปฏิบัติการแม่โขงปลอดภัย ระยะที่ 2 นี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากความสำเร็จของโครงการแม่น้ำโขงปลอดภัย ระยะที่ 1 ในปี 2556 ซึ่งมีหน่วยงานกลางด้านยาเสพติดของจีนเป็นเจ้าภาพ จัดตั้งศูนย์ประสานงานปฏิบัติการในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และปัญหายาเสพติดนั้นไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพังประเทศเดียว จำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งจากการดำเนินงานของปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัยในปี 2556 สามารถลดปัญหายาเสพติดได้ ทุกประเทศเห็นตรงกันว่าควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้







สามารถหยุดยั้งปัญหายาเสพติดในภูมิภาคนี้ได้อย่างแท้จริง จึงเกิดเป็นปฏิบัติการแม่น้ำโขงปลอดภัย
ระยะที่ 2 กำหนดให้มีการปฏิบัติการระหว่างวันที่ 12 มกราคม-12 มีนาคม 2558 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพหลักปฏิบัติการร่วมกับจีน, สปป.ลาว, และเมียนมา โดยสำนักงาน ป.ป.ส.จะเป็นผุ้รับผิดชอบหลักร่วมกับกระทรวงมหาไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก และกองทัพเรือ โดยดำเนินการจัดตั้งศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย ขึ้นเพื่อประสานงานปฏิบัติการทั้งในประเทศไทยและเปิดศูนย์ติดต่อกับ
หน่วยงานประเทศร่วมปฏิบัติการ ซึ่งทุกประเทศร่วมปฏิบัติการจะส่งผู้แทนมาประจำประเทศละ 2 นาย เพื่อปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส.
         เลขาธิการ ป.ป.ส. บอกด้วยว่า สำหรับมาตรการตามแผนปฏิบัติการจะมีการบูรณาการหน่วยงานเข้าร่วมปฏิบัติการตามภารกิจและพื้นที่รับผิดชอบ 6 ภารกิจ คือ 1. การตั้งจุดตรวจ และจุดสกัด  2.การปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ชายแดน 3.การลาดตระเวนทางน้ำและทางบกตามลำน้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญ 4.การลาดตระเวนทางน้ำ



ในเวลาเดียวกันให้สอดรับกันทั้ง 4 ประเทศ 5.การสืบสวนหาข่าวและปฏิบัติการต่อกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ชายแดน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติการปราบปรามสกัดกั้นยาเสพติด 6.การติดตามบุคคลตามหมายจับโดยดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ การเร่งรัดติดตามบุคคลตามหมายจับที่หลบหนีอยู่ภายในประเทศ และการเร่งรัดติดตามบุคคลตามหมายจับที่หลบหนีนอกประเทศ
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "แม่น้ำโขง" นอกจาก จะเป็นเส้นทางลำเลียงยาเสพติดแล้ว ยังมีการลักลอบลำเลียง

สารตั้งต้นที่ใช้ในการผลิตยาบ้า โดย

เฉพาะคาเฟอีน ครั้งละหลายร้อยกิโลกรัม ผ่านทางเรือจาก สปป.ลาว ซึ่งนำมาจากเวียดนาม เข้าไปยังแหล่งผลิตในเมียนมา ซึ่งก่อนหน้านี้ มีข้อมูลว่าในปี 2556  มีคดีที่น่าสนใจอยู่ 2 คดี คือ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2556 มีการจับกุมผู้ต้องหา 3 คน ขนคาเฟอีนน้ำหนัก 524 กิโลกรัม  โดยผู้ต้องหาสารภาพว่า รับของกลางดังกล่าวมาจากบ้านเชียงลาบ จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา และลำเลียงข้ามน้ำโขงมาจากเมืองเชียงกก แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว ตรงข้ามกับท่าเรือเชียงลาบ ก่อนส่งไปยังแหล่งผลิตยาเสพติดใน จังหวัดเมืองสาด รัฐฉาน...วันนี้ "ศูนย์ประสานงานแม่น้ำโขงปลอดภัย"  จึงเป็นอีกมิติหนึ่งของประเทศแถบลุ่มน้ำโขง ที่ต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการปราบปรามยาเสพติด...!!!
นวย เมืองธน
******************************************************