วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

วัดไทรตำนานคู่กรุงเก่า อดีตวิถีตลาดน้ำโบราณ

             เมื่อ พ.ศ.2545 สำนักงานเขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการจัดทำโครงการฟื้นฟู "ตลาดน้ำวัดไทร" ตั้งอยู่ถนนเอกชัย ซอย 23 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร และแหล่งท่องเที่ยวภายในวัดต่างๆ ของพื้นที่เขตจอมทองขึ้น อาทิ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร, วัดนางนอง, วัดหนัง และวัดบางประทุนนอก ซึ่งจากการดำเนินการจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่เขตจอมทอง และ "ตลาดน้ำวัดไทร" อย่างต่อเนื่อง
         ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวในพื้นที่เขตจอมทองเป็นจำนวนมาก ทั้งการเช่าเหมาเรือในการล่องเรือชมทัศนียภาพ ตลอดจนวิถีชีวิตของชุมชนตามแนวลำคลอง โดยการท่องเที่ยวที่วัดไทรถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำนักงานเขตจอมทองต้องการฟื้นฟูตลาดน้ำวัดไทรในช่วงเช้าของวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูป และเลือกชิม เลือกซื้อสินค้าและผลไม้ เลือกรับประทานอาหารต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยวเรือ หรืออื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการซื้อของที่ระลึกในร้านค้าต่างๆ ด้วย
ผมหยิบยกเรื่องราวของ
"ตลาดน้ำวัดไทร" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่วัดไทร ถิ่นเก่าๆ ที่เคยแวะเวียนมาสมัยเด็กๆ ซึ่งวัดไทรนั้น สันนิษฐานกันว่า เป็นวัดเก่าแก่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2240 มีอายุมากกว่า 315 ปี และยังเป็นวัดภายในชุมชนใหญ่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น บริเวณหน้าวัดไทรตั้งอยู่ติดคลองสนามชัย ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมต่อกับคลองต่างๆ หลายคลอง อาทิ คลองดาวคนอง, คลองบางขุนเทียน, คลองลัดเช็ดหน้า, คลองบางมด และคลองด่าน สามารถออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
และคลองมหาชัย สู่ทะทะเลได้ ส่วนหลังวัดไทรจะมีสถานีรถไฟ (ป้ายวัดไทร) สายมหาชัย-วงเวียนใหญ่วิ่งผ่าน ถือว่าการคมนาคมสะดวกมาก เพราะมีการสัญจรทางน้ำ ทางรถยนต์ และทางรถไฟด้วย
ในอดีตท่าน้ำหน้าวัดไทร ถือเป็นจุดรวมของผู้คนในการซื้อขายผลไม้ และพืชสวน ซึ่งจะมีการลำเลียงพืชผัก และผลไม้ต่างๆ ใส่เรือมาถ่ายขึ้นบกเพื่อค้าขาย และขนส่งต่อไปทางรถไฟ  และจากจุดนี้เอง จึงถูกเรียกว่า "ตลาดน้ำวัดไทร" บริเวณสองฝั่งคลองสนามชัย "หน้าวัดไทร" ปัจจุบันยังพอหลงเหลือ
ห้องแถวริมคลองสภาพเดิมๆ ให้เห็นอยู่ มีสะพานไม้ทอดยาวตลอด ถือเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าจากสวนขนาดใหญ่ เพราะในทุกๆ เช้าของแต่ละวัน จะมีเรือกว่า 100 ลำนำสินค้าเข้ามาซื้อขายสินค้าต่างๆ เห็นได้ว่าในสมัยก่อนเศรษฐกิจในย่านนี้คึกคักอย่างมาก
ปรากฏการณ์ที่ชาวสวนนิยมนำผลไม้จากสวนและของพื้นบ้านใส่เรือพายนำออกมาขายกันเต็มลำคลองจึงร่ำลือไปทั่วถึงต่างประเทศว่า "ตลาดน้ำวัดไทร" เป็นตลาดน้ำที่สวยงามที่สุด ด้วยความที่บริเวณย่านนี้เป็นแหล่งทัศนียภาพ
และวิถีไทย จึงทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศนิยมแวะเวียนมาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสาย ต่อมาจึงทำให้ "วัดไทร" กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างยาวนาน แต่ต่อมาตลาดน้ำวัดไทรก็ซบเซาลงด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ แม้ทางภาครัฐจะพยายามฟื้นฟูให้ "ตลาดน้ำวัดไทร" กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเหมือนในอดีตที่ผ่านมาก็ตาม
      จากข้อมูลต่างๆ ระบุว่า "วัดไทร" นอกจากจะเป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว เนื่องจากปรากฏหลักฐานหอกลองเก่า หอระฆังโบราณ สมัยกรุงศรีอยุธยา และโบสถ์ 2 สมัยที่ถูกสร้างขึ้นภายในบริเวณวัดแล้ว ยังมีการสันนิษฐานว่า "วัดไทร" เดิมชื่อว่า "วัดไซ" เขียนตามสำเนียงที่เรียกกัน ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดไทร" เพราะเดิมมีต้นไทรใหญ่อยู่หน้าวัด เมื่อครั้งรัชกาลสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี ซึ่งเสวยราชย์ครองกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.2246 จน พ.ศ.2251 คนทั้งหลายเรียกกัน
อย่างสามัญว่า "ขุนหลวงเสือ" หรือ "พระเจ้าเสือ" พระองค์โปรดเสด็จประพาสทางทะเล และเสด็จประพาสทางชลมารคผ่านคลองสนามชัย ได้มาสร้างพระตำหนักทองเอาไว้ที่ "วัดไทร" เพื่อเป็นที่ประทับค้างแรม โดยตัวตำหนักเป็นเรือนไทยยกพื้น หลังคาจั่ว ลงรักปิดทองทั้งด้านในและด้านนอก ต่อมาพระองค์ได้ทรงอุทิศตำหนักหลังนี้ให้เป็นกุฏิสงฆ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการปฏิสังขรณ์วัด และอีกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2416 โดยมอบหมายให้ช่างชาวจีนชื่อ "จีนเต๋า" เป็นผู้ปฏิสังขรณ์


           นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อ พ.ศ.2247 ช่วงที่ "พระเจ้าเสือ" เสด็จทางคลองสนามชัย เวลานั้นเสวยราชย์ได้หนึ่งปี และเป็นครั้งแรกที่เสด็จถึงตำบลโคกขาม พันท้ายคัดท้ายไม่ดี เรือพระที่นั่งเกยตลิ่งจนหัวเรือหัก ตามกฎหมายในสมัยนั้น พันท้ายต้องระวางโทษถึงสิ้นชีวิต แต่ "พระเจ้าเสือ" ทรงพระปรานี ดำรัสว่าเหตุเกิดด้วยคลองคดนัก จะไม่ลงพระราชอาญาแก่พันท้าย ซึ่งพันท้ายคนนั้นเป็นชาวบ้านนรสิงห์ แขวงจังหวัดอ่างทอง เรียกกันว่า
"พันท้ายนรสิงห์" และทูลวิงวอนขอให้ประหารชีวิตตน เพื่อรักษาพระราชกฤษฎีกาไว้อย่าให้เสื่อมเสีย
จึงได้โปรดให้ประหารชีวิต ซึ่งยังมีศาลเทพารักษ์ที่ตำบลโคกขาม ว่าสร้างตรงที่ประหารชีวิต "พันท้ายนรสิงห์" ปรากฏอยู่จนบัดนี้ จากเหตุที่เรือพระที่นั่งโดนครั้งนั้น เมื่อ "สมเด็จพระเจ้าเสือ" กลับคืนพระนคร จึงมีรับสั่งให้ "พระราชสงคราม" คุมไพร่ลงไปขุดคลองนั้นเสียให้ตรง ขุดตั้งแต่ปากคลองทางลำน้ำท่าจีนมาจนตำบลโคกขาม แต่การขุดค้างอยู่ จนมาสำเร็จต่อในรัชกาลหลัง ยังเป็นคลองตรงและ
กว้างใหญ่ "คลองสนามชัย" นอกจากจะเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของ "สมเด็จพระเจ้าเสือ" และยังเป็นเส้นทางที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ทรงยกกองทัพไปปราบพม่าที่เมืองถลางและเมืองชุมพรอีกด้วย
นอกจากนี้ "วัดไทร" ยังปรากฏหลักฐานพระพุทธรูปสลักหินทรายสีแดง ปางสมาธิ ปางมารวิชัย พระพุทธรูปทรงเครื่อง อยู่ในพระวิหาร และมีใบเสมาสลักหินทราย สีแดง อยู่ด้านตะวันตกของพระอุโบสถเหลืออยู่ 1 หลัก โดยกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน
โบราณสถานหอระฆังวัดไทรและโบราณสถานตำหนักทอง เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2505
  ในอดีตที่ "วัดไทร" มีอดีตเจ้าอาวาส คือ "หลวงปู่อ๋อย" ถือเป็นเกจิอาจารย์ดังองค์หนึ่งที่มีวิทยาคมเชี่ยวชาญด้านยาสัก และการเล่นแร่แปรธาตุจนสำเร็จเป็นทองคำ นาก เพชร พลอย รวมทั้งสร้างพระด้วยเนื้อผงผสมว่านต่างๆ แจกลูกศิษย์ ซึ่งมีพุทธคุณยอดเยี่ยมทางเหนียว แคล้วคลาด เมตตามหานิยม ว่ากันว่าพลังจิตของท่านกล้าแข็งมาก สามารถเสกใบมะขามเป็นตัวต่อแตนได้ และเสกสิ่งของวัตถุมงคลอย่าง
ใด ก็ล้วนแต่ขลังศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ปัจจุบันวัตถุมงคล "หลวงปู่อ๋อย" จึงกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ประชาชนและชาวบ้านแถบจอมทอง บางขุนเทียน และอื่นๆ จึงนิยมเสาะแสวงหาวัตถุมงคล "หลวงปู่อ๋อย" มาเก็บไว้เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองและครอบครัว
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากประเพณีขายของบนเรือค่อยๆ สูญหาย จนกระทั่งหมดไป แต่ปัจจุนบันดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวในย่านจอมทองนี้ โดยเฉพาะ "ตลาดน้ำวัดไทร" จะซบเซาลงอีกครั้ง เหตุผลหนึ่งจากหลายๆ สาเหตุ อาจเป็นเพราะว่าภาครัฐขาดการดูแลและส่งเสริมการท่องเที่ยวในย่านนี้อย่างต่อเนื่อง แม้จะยังพอมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศว่าจ้างเรือ เพื่อเข้ามาชมสภาพชนบทวิถีริมฝั่งคลองสนามชัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากเหมือนแต่ก่อน...!!!
                           นวย เมืองธน
************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น